โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ความจริงก็คือทรัมป์ไม่ได้ยุติสงครามกับอิหร่าน แค่เลี่ยงบาลีหลอกรัฐสภาก่อนเดินหน้าสู่'วันโลกาวินาศ'ต่อไป

The Better

อัพเดต 04 พ.ค. เวลา 11.08 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. เวลา 07.44 น. • THE BETTER

ใครที่บอกว่าทรัมป์ประกาศยุติสงครามกับอิหร่าน คนๆ นั้น "อ่านข่าวไม่แตก" และยิ่ง "วิเคราะห์สถานการณ์" ไม่เป็น

นักรัฐศาสตร์และผู้สื่อข่าวต่างก็ทราบกันอยู่แล้วว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีอำนาจการส่งทหารไป "ปฏิบัติการ" ยังประเทศอื่นได้โดยไม่ต้องแจ้งต่อรัฐสภาในระยะเวลา 60 วัน หากเลยจากนั้นต้องแจ้งต่อสภาแล้วสภาจะอนุมัติให้ดำเนินการต่อหรือไม่ก็แล้วแต่ หรือจะยกระดับให้เป็นการประกาศสงครามก็ยังได้

เรื่องนี้ The Better เคยเขียนไปแล้ว เรื่องอำนาจของประธานาธิบดีอเมริกันในการส่งทหารไปทำปฏิบัติการในต่างประเทศ โปรดอ่านได้จากเรื่อง War Powers Resolution ของเราก่อนหน้านี้

สิ่งที่ทรัมป์บอกกับสภาก็คือ "ไม่มีการปะทะกันระหว่างกองกำลังสหรัฐฯ และอิหร่านนับตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2026" และ "การสู้รบที่เริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ได้ยุติลงแล้ว"

ระยะเวลาระหว่างวันดังกล่าวมีแค่ 38 วัน ดังนั้น ทรัมป์ไม่ต้องแจ้งต่อสภาตามกฎหมายอำนาจสงคราม (War Powers Resolution) ที่จะต้องแจ้งสภาก่อนเส้นตายในวันที่ 60 ของปฏิบัติการทางทหารซึ่งถึงเส้นตายเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ดังนั้นการที่ทรัมป์บอกว่า "ความขัดแย้ง" กับอิหร่านได้จบลงไปแล้ว (terminated) ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2026 จึงไม่ได้หมายความว่าการปะทะจบลงจริงๆ ในทางปฏิบัติ (เช่นการทำกทารปิดกั้นทางน้ำหรือการโจมตีประปราย) แต่เป็นเพียงข้ออ้างของทรัมป์ในการ "เลี่ยงบาลี" เพื่อไม่ให้สภาริบอำนาจทางการทหารของเขาไป โดยบอกว่า "ไม่ได้รบกันตั้งแต่ 7 เมษายน 2026"

ต่อสื่อและบางคนในไทยอ่านไม่ขาด เห็นคำว่า terminated กับคำว่าอิหร่านก็คิดว่า "สงครามอิหร่านจบสิ้นแล้ว"

ความจริง "สงคราม" ยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ และการปะทะไม่มีวันจบลงง่ายๆ

คำว่า "สงคราม" (war) ก็เป็นอีกคำที่ทรัมป์และพวกรีพับลิกันพยายามเลี่ยง โดยบอกว่าการปะทะกับอิหร่านยังไม่ถึงขั้นสงคราม แม้จะมีการรบกันอย่างดุเดือดก็ตาม ที่เป็นเช่นนี้ เพราะหากทรัมป์ยอมรับว่ามันเป็น "สงคราม" เมื่อไร อำนาจการส่งทหารไปปฏิบัติการจะถูกยึดมาที่รัฐสภาในทันที เพราะรัฐสภาเท่านั้นที่มีอำนาจในการ "ประกาศสงคราม"

ดังนั้น ปฏิบัติการทางทหารของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแล้วคนเล่า และของทรัมป์ก็ด้วย จึงพยายามเลี่ยงที่จะใช้คำว่าสงคราม เพื่อที่ประธานาธิบดีจะได้ดำเนินการตามใจชอบต่อไป หากหลุดปากยอมรับว่าเป็นสงครามเมื่อไร ประธานาธิบดีจะเสียอำนาจสั่งการเบ็ดเสร็จในทันที

การแจ้งไปยังรัฐสภาจึงไม่ใช่การประกาศว่าจะหยุดรบกับอิหร่าน แต่เป็นการบอกกับสภาว่า "เราหยุดยิงกับอิหร่านตั้งแต่วันนั้นวันนี้" เพื่อที่จะอ้างว่าไม่ถึงเส้นตายที่จะต้องโอนอำนาจให้สภามาชี้นำว่านี่เป็นสงครามหรือไม่ จากนั้นทรัมป์ก็จะสามารถดำเนินการ "ตามแผน" ของเขาต่อไปได้

ดังนั้น สิ่งที่ตามมาก็คือ ทรัมป์ยังบอกว่า “ผมจะพิจารณาแผนที่อิหร่านเพิ่งส่งมาให้เราในเร็วๆ นี้ แต่ผมคิดว่ามันคงไม่เป็นที่ยอมรับ เพราะพวกเขายังไม่ได้ชดใช้กรรมที่ร้ายแรงพอสำหรับสิ่งที่พวกเขาทำต่อมนุษยชาติและโลกในช่วง 47 ปีที่ผ่านมา” จากโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social ของเขา

นั่นหมายความว่าทรัมป์ที่จะดำเนิน "ปฏิบัติการทางทหาร" อีกครั้งกับอิหร่านก็ได้ หากดเริ่มอีกครั้ง ทรัมป์ก็จะนับหนึ่งใหม่ เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งก็จะหาเรื่องหยุดยิง ไม่ใช่เพราะยอมอิหร่าน แต่เพื่อเลี่ยงการแทรกแซงจากสภาคองเกรส

การที่ "สงคราม" ครั้งนี้ถูกชักเข้าชักออกอยู่ตลาดเวลาก็ด้วยเหตุผลนี้นี่เอง

ทางอิหร่านก็ทราบดีว่าทรัมป์ไม่มีท่างรามือง่ายๆ ดังที่ คาเซม การิบาบาดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศอิหร่าน กล่าวกับนักการทูตในกรุงเตหะราน ตามรายงานของสถานีโทรทัศน์ IRIB ของรัฐบาลอิหร่านว่า "ขณะนี้เป็นหน้าที่ของสหรัฐฯ ที่จะเลือกเส้นทางทางการทูตหรือจะดำเนินนโยบายเผชิญหน้าต่อไป" และ "อิหร่านพร้อมที่จะดำเนินการทั้งสองเส้นทาง โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์และความมั่นคงของชาติ" เขากล่าว (AFP)

นั่นคือ อิหร่านพร้อมทั้งสองทาง คือหากทรัมป์จะลุยต่อก็จะขอลุยด้วย แต่หากจะใช้วิธีการทูตก็ว่ามาอิหร่านก็พร้อมเช่นกัน

ดังนั้น มันมีโอกาสทั้งสองทาง แต่ในที่นี้เราจะพิจารณาว่า เพราะทรัมป์ตัดการแทรกแซงของสภาไปแล้ว โอกาสที่จะรบต่อมีสูงพอๆ กับการคุยกัน หรืออาจบอกได้ว่าการรบต่อมีโอกาสมากกว่าการเจรจาด้วยซ้ำ เพราะทรัมป์ยังไม่ได้บรรลุเป้าหมายของเขา

ดังที่โมฮัมหมัด จาฟาร์ อัสซาดี จากศูนย์บัญชาการกลางของกองทัพอิหร่าน (Khatam al-Anbiya) กล่าวว่า "ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ มีแนวโน้มสูงที่จะเกิดขึ้นอีกครั้ง และหลักฐานแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ยึดมั่นในคำสัญญาหรือข้อตกลงใดๆ" จากการรายงานของสำนักข่าว Fars

ทรัมป์เสียรังวัด เสียคะแนนนิยม และเสียเส้นไปมากกับการทำอะไรไม่วางแผนครั้งนี้ ทำให้ "สงคราม" นี้สหรัฐฯ เป็น "ฝ่ายแพ้" แต่เพราะการรบกับอิหร่านตั้งแต่ปีกลายไม่ใช่การรบแบบม้วนเดียวจบ แต่รบกันเป็นยกๆ แล้วหยุดไปหลายพัก แล้วรบกันอีก ทรัมป์จึงมีโอกาสล้างตา และโอกาสนั้นจะต้องนำมาซึ่ง "ชัยชนะ" เพื่อที่จะดึงคะแนนนิยมกลับมาก่อนที่การเลือกตั้งกลางเทอมจะมีขึ้นปลายปีนี้

หากพลาดไป พรรครีพับลิกันจะเสียคะแนนเสียงส่วนใหญ่ในสภา ทีนี้ล่ะ ทรัมป์จะเลี่ยงบาลีอะไรกับรัฐสภาก็ยากแล้ว (ตอนนี้ทำได้เพราะรีพับลิกันคุมเสียงส่วนใหญ่อยู่) หากเดโมแครตชิงสภามาครองได้ จะไม่เพียงขวางเขาเรื่องปฏิบัติการทางทหาร แต่อาจจะดำเนินการถอดถอนเขาจากตำแหน่งได้ด้วย

สิ่งที่ประธานาธิบดีอเมริกันทุกคนต้องการ คืออำนาจเบ็ดเสร็จในการก่อสงคราม เพราะสงครามของพวกเขาคือตัวช่วยทางการเมืองอย่างหนึ่ง ไม่เพียงช่วยสร้างคะแนนเสียง แต่ยังช่วยกระตุ้นรายได้ให้ภาคอุตสาหกรรมทางทหารที่คอยอุดหนุนรัฐบาลและพรรคของเขา

แล้วจะปล่อยให้รัฐสภาเข้ามายุ่มย่ามได้อย่างไร? และยิ่งไม่อาจจะปล่อยให้สงครามครึ่งกลางๆ ที่ยังเก็บเกี่ยวผลกำไรไม่ได้ ต้องยุติลงกลางคันด้วย

อย่าว่าแต่ทรัมป์เลย แม้แต่ "พ่อพระนักสันติภาพ" อย่างบารัก โอบามา ก็เคยเลี่ยงบาลีมาแล้วตอนส่งทหารไปทำปฏิบัติการในลิเบีย โดยตอนแรกส่งฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้นไปบอกกับสภาว่าจะรัฐบาลโอบามาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตาม War Powers Resolution เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในลิเบียไม่ถือเป็น "สงคราม"

พอถึงเส้นตาย 60 วัน โอบามาก็ตัดบทบอกว่า ไม่ขอแจ้งกับสภา เพราะได้โอนอำนาจปฏิบัติการทางทหารไปให้ NATO แล้ว ทั้งๆ ที่ทหารสหรัฐฯ ก็ยังพัวพันอยู่ในลิเบีย

เห็นไหมว่า แม้แต่ "สุภาพชน" อย่างโอบามาก็ยังเลี่ยงบาลีได้อย่างไม่รู้สึกยำเกรงกฎหมายแต่อย่างใด ยิ่งไม่ต้องพูดถึง "พาลชน" อย่างโดนัลด์ ทรัมป์

แต่ทั้งสุภาพชนและพาลชนที่เป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือแนวโน้มที่จะใช้อำนาจเกินขอบเขตที่ตนมี เพื่อสนองเป้าหมายทางการเมืองเฉพาะตน

อำนาจของประธานาธิบดีที่ล้นพ้นฟ้าอยู่แล้ว ตอนนี้ทรัมป์ยิ่งทำให้มันกลายเป็นเหมือนอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์มากขึ้นไปอีก โดยที่ระบบตรวจสอบและถ่วงดุลโดยรัฐสภาและตุลาการถูกทำลายโดยการครองอำนาจของพรรคๆ เดียวและการเถลิงอำนาจของฝ่ายอนุรักษ์นิยมใหม่ หรือ Neocon

อำนาจดังจักรพรรดิของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เป็นอยู่นี้ ไม่ใช่แค่เรื่องผิดเพี้ยนทางรัฐศาสตร์ แต่สุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดวันโลกาวินาศได้ง่ายๆ หากผู้มีอำนาจนั้นเป็นพวกสติไม่สมประกอบ

ผมจะปิดท้ายด้วยบทสนทนาจากภาพยนต์เรื่อง With Honors ซึ่งว่าด้วยการค้นพบตัวเองของนักศึกษารัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ในฉากหนึ่งของชั้นเรียนรัฐศาสตร์ ศาสตราจารย์พิทคันนัน (รับบทโดยนักเขียนระดับตำนาน กอร์ วิดัล) ตั้งคำถามกับนักศึกษาว่า “บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศของเรา หรือถ้าจะพูดให้สุภาพกว่านั้นก็คือ บิดามารดาผู้ก่อตั้งประเทศ ได้ออกแบบรัฐธรรมนูญเพื่อป้องกันไม่ให้ตำแหน่งประธานาธิบดีกลายเป็นเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง คือ กษัตริย์ที่มาจากการเลือกตั้ง แล้วพวกเขาทำสำเร็จหรือไม่?… ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาจะสามารถทำลายล้างโลกทั้งใบได้โดยไม่ปรึกษาประชาชนที่ตนปกครองหรือไม่?”

มอนตี้ เคสเลอร์ (รับบทโดบแบรนดัน เฟรเซอร์): “ประธานาธิบดีไม่สามารถทิ้งระเบิดโดยไม่มีเหตุผลได้”

ศาสตราจารย์พิทคานแนน: “เขามีเหตุผล เขาคิดว่าเราต้องการที่จอดรถเพิ่ม ประเด็นคือ เขาสามารถทำลายโลกได้หรือไม่?”

มอนตี้: “ไม่ได้หากปราศจากความเห็นชอบจากรัฐสภา”

พิทคานแนน: “คุณเคสเลอร์ครับ หลังจากอยู่ที่ฮาร์วาร์ดมาสี่ปี คุณยังไม่สังเกตเห็นหรือว่าประธานาธิบดีสามารถประกาศสงครามได้ 90 วันโดยไม่ต้องปรึกษารัฐสภา…

ศาสตราจารย์พิทคานแนนกล่าวว่า 90 วัน ไม่ใช่ 60 วัน ซึ่งเรื่องนี้ก็นับว่าถูกเพราะภายใต้ War Powers Resolution ประธานาธิบดีสามารถส่งกองทัพสหรัฐฯ เข้าร่วมการสู้รบในต่างแดนได้เป็นเวลา 60 วันโดยไม่ต้องขออนุมัติจากรัฐสภา แต่ก็ยังสามารถขยายเวลาได้อีก 30 วันสำหรับการถอนกำลังหากจำเป็น รวมเป็นระยะเวลาสูงสุดไม่เกิน 90 วัน

ระยะเวลาแค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่ศาสตราจารย์พิทคานแนนจะตั้งคำถามเชิงเตือนว่า "ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาจะสามารถทำลายล้างโลกทั้งใบได้โดยไม่ปรึกษาประชาชนที่ตนปกครองหรือไม่?”

คำถามนี้คนทั้งโลกก็ควรตรึกตรองให้ดีเช่นกัน แม้ว่าชาวโลกจะอยู่ในสภาพเดียวกับสภาคองเกรสก็ตาม

นั่นคือ ห้าม "กษัตริย์อเมริกันที่มาจากการเลือกตั้ง" ไม่ให้ทำลายล้างโลกไม่ได้

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better
Photo - ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา โบกมือทักทายผู้สนับสนุนหลังจากกล่าวสุนทรพจน์เรื่องภาษีและประกันสังคม ที่เมืองเดอะวิลเลจส์ รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2026

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...