ตลท. มอง หุ้นไทย ฟื้นแกร่งสุดอาเซียน ชูปันผลสูง 4%
ตลาดหลักทรัพย์ฯ มอง หุ้นไทย รีบาวด์เด่นหลังราคาลงลึก รับมือวิกฤตโลกได้ดี ชี้ Dividend Yield 4% สูงสุดในภูมิภาค พร้อมแนะรัฐเลิกตรึงราคาน้ำมัน นำงบช่วยกลุ่มเป้าหมายให้ตรงจุด เตรียมดันมาตรการ TISA และ Omnibus Law ทันทีที่มีรัฐบาลใหม่
25 มีนาคม 2569 - ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวภายหลังงานสัมมนา"The Successor :Beyond Legacy สานต่อธุรกิจ ส่งต่อคุณค่าสู่ความยั่งยืน" จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร ว่า ตลาดหุ้นไทยสามารถฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งกว่าหลายประเทศในภูมิภาค เนื่องจากก่อนหน้านี้ราคาหุ้นปรับตัวลงไปมาก ขณะที่พื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จุดเด่นสำคัญของตลาดหุ้นไทยอยู่ที่อัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) เฉลี่ยราว 4% ซึ่งถือว่าสูงที่สุดในอาเซียน แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤตสงครามในตะวันออกกลาง ตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงตามทิศทางตลาดโลก แต่มีความผันผวนน้อยกว่าที่คาด
นายกิติพงศ์แนะนักลงทุนให้พิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ และไม่ตื่นตระหนกเกินไป โดยหุ้นที่มีผลประกอบการดีและให้เงินปันผลในระดับ 3-7% ยังเหมาะสำหรับการลงทุนระยะยาว เนื่องจาก บจ.ไทยมีความสามารถในการปรับตัวและบริหารความเสี่ยงได้ดี
ในมุมภาคธุรกิจ มองว่าวิกฤตเป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการปรับตัว โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่ต้องเผชิญต้นทุนพลังงานและขนส่งที่สูงขึ้น จำเป็นต้องบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) เพื่อลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ซึ่งเชื่อว่าบริษัทที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งจะยังเติบโตได้แม้ในภาวะผันผวน
สำหรับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ยอมรับว่าส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อและการบริโภคของประชาชน อย่างไรก็ตาม ตลาดทุนจะค่อยๆ ปรับตัวได้ในระยะยาว พร้อมสนับสนุนแนวคิดให้รัฐบาลยกเลิกการตรึงราคาน้ำมัน เนื่องจากอาจบิดเบือนกลไกตลาดและเสี่ยงต่อการขาดแคลนพลังงานในอนาคต
โดยเสนอให้ภาครัฐนำงบประมาณไปช่วยเหลือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ผ่านฐานข้อมูลที่มีอยู่ เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างเตรียมเสนอมาตรการสำคัญต่อรัฐบาลชุดใหม่ อาทิ การจัดตั้งบัญชีออมเพื่อการลงทุน (Thai Individual Saving Account: TISA) การผลักดันกฎหมายแบบแพ็กเกจ (Omnibus Law) และการปรับปรุงกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมศักยภาพตลาดทุนไทยในระยะยาว