เมื่อเมืองในจีนจะเป็น 'เขตปลอดขยะ' ภายใน 10 ปีข้างหน้า (ตอนจบ)
วันนี้ผมจะพาไปส่องตัวอย่างการดำเนินโครงการ “เขตปลอดขยะ” ของแต่ละเมืองในจีนกันครับ …
นครหังโจว เมืองเอกของมณฑลเจ้อเจียง ถือเป็นเมืองปลอดขยะต้นแบบที่ล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของจีน โดยมีความโดดเด่นในด้านความมุ่งมั่นและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาโซลูชั่นการจัดการขยะที่ครอบคลุม ยั่งยืน และเปี่ยมด้วยนวัตกรรม
ด้วยประชากรมากกว่า 12.6 ล้านคน และขนาดเศรษฐกิจกว่า 2 ล้านล้านหยวนต่อปี หังโจวได้ใช้มาตรการจัดการขยะและการใช้ทรัพยากรที่ครอบคลุมอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ปริมาณขยะชุมชนต่อหัวของหังโจวลดลงอย่างต่อเนื่องในระหว่างปี 2021-2025 โดยลดเหลือไม่ถึง 1 กิโลกรัมต่อคนในปี 2025
หังโจวยังเป็นเมืองแรกๆ ของจีนที่นำเอาแพลตฟอร์มการจัดการขยะอัจฉริยะที่เชื่อมต่อแบบเรียลไทม์กับจุดรวบรวมขยะกว่า 7,360 แห่ง รถบรรทุกขนส่งขยะ 1,780 คัน โรงเผาขยะ 9 แห่ง และโรงบำบัดขยะอาหาร 11 แห่งทั่วเมือง ทำให้ช่วยจำแนกประเภทขยะและการใช้ทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพจนองค์การสหประชาชาติยกย่องว่าติดอยู่ใน 20 เมืองปลอดขยะชั้นนำของโลก
เวยไห่ เมืองทางตอนเหนือของมณฑลซานตงถือเป็นเมืองนำร่องที่เดินหน้าโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่านหลากหลายวิธีการ
หลิ่วกง เกาะขนาดเล็กนอกชายฝั่งด้านซีกตะวันออกของเมืองดังกล่าวได้ดำเนินการหลายสิ่งจนสามารถสัมผัสได้ถึงแนวคิด “ปลอดขยะ” ในทุกหนแห่ง อาทิ การใช้ระบบบัตรผ่านแบบรหัสเดียว แทนการใช้ตั๋วกระดาษ เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเยี่ยมชมเกาะด้วยบัตรประชาชนและคิวอาร์โค้ดเท่านั้น วิธีการนี้ช่วยประหยัดกระดาษได้ 2 ตันต่อปี หรือเท่ากับกระดาษ A4 วางซ้อนกันสูงเท่ากับอาคาร 15 ชั้นเลยทีเดียว
หรือการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกด้านน้ำดื่มและจุดจ่ายน้ำในศูนย์บริการนักท่องเที่ยวและสถานที่ท่องเที่ยวอื่น ซึ่งช่วยลดความสิ้นเปลืองของขวดเครื่องดื่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน การสร้างการมีส่วนร่วมในโครงการอย่างเป็นรูปธรรม “ไม่ใช่เพียงการรณรงค์” ก็เป็นอีกจุดเด่นหนึ่ง โดยรัฐบาลท้องถิ่นสามารถดึงเอาชุมชนและอาสาสมัคร เกษตรกร ธุรกิจ และภาคส่วนอื่นเข้ามาร่วมดำเนินโครงการอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และสร้างสรรค์
เขตหรงเฉิงในเวยไห่ดำเนินการส่งเสริมการผลิตทางการเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างครอบคลุม อาทิ การลดปริมาณปุ๋ยและยาฆ่าแมลงควบคู่ไปกับการเพิ่มระดับการใช้ปุ๋ยฟางและการเสริมสร้างการควบคุมการเผาฟาง การเพิ่มประสิทธิภาพและเสริมสร้างการป้องกันและควบคุมมลพิษที่ไม่ใช่แหล่งกำเนิด และการใช้ประโยชน์จากปศุสัตว์และของเสียจากสัตว์ปีกเป็นพลังงาน ซึ่งช่วยส่งเสริมการพัฒนาพลังงานชีวมวลในพื้นที่ชนบท
เวยไห่ยังได้สร้างรูปแบบการทำฟาร์มเชิงนิเวศระดับสารอาหารหลายชนิด ผ่านการพัฒนารูปแบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบบูรณาการ เช่น การปลูกข้าว-ทำประมงแบบบูรณาการ การเพาะเลี้ยงปลาและสัตวน้ำ (รวมทั้งสาหร่ายทะเลและหอย) แบบบูรณาการ การพัฒนาร่วมกันระหว่างปลากับผัก และส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานและการลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษอื่นของเรือและอุปกรณ์ประมง
เมืองดังกล่าวยังส่งเสริมการรีไซเคิ้ลและการใช้ขยะจากโครงการก่อสร้างอาคารและถนนที่ผ่านการบำบัดในวงกว้างในด้านความสมดุลของดิน ป่าไม้ และธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ การใช้ทรัพยากรขยะยังนับเป็นความก้าวหน้าในการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพ เขตหวนชุ่ยในเวยไห่ก็เปลี่ยนขยะอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบและพลังงาน อาทิ การสกัดส่วนประกอบที่มีคุณค่าจากตะกรัน (หางแร่) และขยะอุตสาหกรรมอื่น และใช้เป็นวัสดุในการก่อสร้างถนน บำบัดดิน และอื่นๆ
ขณะที่ขยะครัวเรือนก็ได้รับการแยกของแข็งและของเหลวผ่านอุปกรณ์เฉพาะทาง ทำให้น้ำมันใช้แล้วสามารถใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับการบินและไบโอดีเซล ขณะที่เศษอาหารก็ถูกแปลงเป็นก๊าซชีวภาพ และวัตถุดิบสำหรับการปรับปรุงดินและผลิตภัณฑ์อื่นหลังการแปรรูปอย่างลึกซึ้ง
ในกรณีของมณฑลเจียงซู เพื่อหวังให้ “ภูเขาเขียวและน้ำใสเป็นภูเขาเงินภูเขาทอง” หลายหัวเมืองก็ริเริ่มการดำเนินโครงการอย่างสร้างสรรค์ อาทิ การก่อสร้าง “คลองปลอดขยะ” และ “สวนสาธารณะปลอดขยะ”
ยกตัวอย่างเช่น ซูโจว เมืองเศรษฐกิจหลักของมณฑลเจียงซู ก็ดำเนินการสนับสนุนให้สวนอุตสาหกรรมและสถานประกอบการเดินตามโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยจัดการขยะอุตสาหกรรม แบ่งปันโครงสร้างพื้นฐาน และกระตุ้นให้แต่ละองค์กรนำเอากระบวนการและอุปกรณ์ขั้นสูงมาใช้เพื่อส่งเสริมการผลิตที่สะอาด และลดขยะจากแหล่งที่มาในระดับที่สูงขึ้น
อาทิ การนำเอาบรรจุภัณฑ์เก่ากลับมาใช้ใหม่ การเปลี่ยนวัสดุเหลือใช้จากการก่อสร้างโรงงานและกระบวนการผลิตเป็นพลังงาน หรือการเปลี่ยนน้ำมันเสียเป็นเชื้อเพลิงการบินและไบโอดีเซล
อีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ กรณีศึกษาของซานย่า นับแต่ได้รับเลือกเป็นเมืองปลอดขยะนำร่องชุดแรกเมื่อปี 2019 เมืองตากอากาศชายทะเลทางตอนใต้ของมณฑลไฮ่หนานแห่งนี้ก็ประสบความสำเร็จในการลดอัตราการเติบโตของขยะมาโดยลำดับ
โดยเมืองได้สร้างวัฒนธรรม “ไร้ขยะ” อย่างต่อเนื่องและครอบคลุม อาทิ การฝึกฝนวิถีชีวิตสีเขียวและการส่งเสริมการแยกขยะในครัวเรือน และการปรับปรุงการแยกประเภท การรวบรวม การขนส่ง และการบำบัดขยะ รวมไปถึงการสร้าง “โรงแรมปลอดขยะ” จำนวน 38 แห่ง และ “จุดชมวิวปลอดขยะ” จำนวน 13 แห่ง พร้อมกระตุ้นให้คนในและนอกพื้นที่ (นักท่องเที่ยว) มีส่วนร่วมในการสร้างวัฒนธรรมดังกล่าว
นอกจากการลดขยะในครัวเรือน เมืองยังพยายามส่งเสริมการเพิ่มศักยภาพการบำบัดขยะเหล่านั้น และร่วมกันส่งเสริมการป้องกันและควบคุมมลพิษของขยะในครัวเรือนและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่อง โดยขยะที่รวบรวมจากทั่วเมืองจะถูกขนส่งไปยังบ่อขยะที่ซึ่งขยะจะถูกหมักและอบแห้งในหลุมเก็บขยะแบบปิดก่อนที่จะส่งไปยังเตาเผาขยะ
ก๊าซไอเสียที่เกิดจากการเผาขยะจะได้รับการบําบัดโดยระบบทําให้บริสุทธิ์ตามมาตรฐานแห่งชาติและปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ ขณะที่ตะกรันจะได้รับการบำบัดและสามารถใช้เป็นวัสดุก่อสร้างหรือสารตัวเติมชั้นใต้ดิน
ประการสำคัญ กรณีศึกษาที่เริ่มนำร่องในหัวเมืองใหญ่อย่างบูรณาการ สร้างสรรค์ และครอบคลุม ก็ถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหัวเมืองรองในวงกว้าง ทั้งภายในมณฑลและภูมิภาคอื่น ดั่งคำกล่าวอมตะ “การเดินข้ามลำธารโดยใช้เท้าสัมผัสหิน” และดูเหมือน “การเดิน” ของจีนจะดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นทุกขณะอีกด้วย
จากความฝัน “ลมๆ แล้ง” ของ “เมืองน่าอยู่” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในอดีต มาถึงวันนี้ ความฝันที่จีนอยากเป็น “ประเทศน่าอยู่” ดูจะไม่ไกลเกิดเอื้อมเสียแล้ว ว่าง่าย ๆ จีนพร้อมที่จะเปลี่ยนทุกเมืองทั่วจีนให้เป็น “เขตปลอดขยะ” ภายใน 10 ปีข้างหน้ากันแล้ว! …
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
- Air China จ่อกลับมาเปิดเที่ยวบิน “กรุงปักกิ่ง-กรุงเปียงยาง” หลังหยุดไป 6 ปี
- จีนผ่านกฎหมายชาติพันธุ์ เด็กต้องเรียนภาษาจีนกลาง เพื่อส่งเสริมความเป็นเอกภาพ
- จีนตั้งงบประมาณป้องกันประเทศปีนี้ เกือบ 10 ล้านล้านบาท
- กำแพงเมืองจีนสีเขียวยาว 3,046 กิโลเมตร ส่งผลต่อวัฏจักรคาร์บอนทั่วโลก
- จีนเรียกร้องสหรัฐฯ จัดการความขัดแย้งตะวันออกกลางร่วมกัน