โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

“สงครามอิหร่าน” เขย่าอ่าวเปอร์เซีย บาดแผลที่อาจเปลี่ยนสมดุลเศรษฐกิจ-ความมั่นคงโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 มี.ค. เวลา 09.51 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. เวลา 02.51 น.

"สงครามอิหร่าน" กำลังเขย่าหัวใจของเศรษฐกิจพลังงานโลก อาจบังคับให้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียต้องเขียนยุทธศาสตร์ใหม่ ทั้งด้านความมั่นคง พันธมิตร และการลงทุนระดับโลก

วันที่ 13 มีนาคม 2569 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ช่วงเวลาแห่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันมักสามารถเปลี่ยนเส้นทางประวัติศาสตร์ของประเทศได้ ก่อนปี 1990 คูเวตเคยเป็นประเทศที่แตกต่างจากเพื่อนบ้านในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย เป็นสังคมที่เปิดกว้าง มีระบบการเมืองที่ประชาชนมีส่วนร่วม และมีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย แต่เมื่อกองทัพอิรักบุกเข้ายึดครองคูเวต จุดชนวนสงครามอ่าวครั้งแรก สิ่งที่พังทลายไม่ใช่เพียงอาคารหรือโครงสร้างพื้นฐาน หากแต่เป็นความเชื่อมั่นทางจิตวิทยาของประเทศ เหตุการณ์นั้นทำให้ความก้าวหน้าหลายทศวรรษถอยหลังลงอย่างมาก

ปัจจุบัน ขีปนาวุธของอิหร่านกำลังพุ่งผ่านท้องฟ้าเหนืออ่าวเปอร์เซีย และประวัติศาสตร์ดูเหมือนกำลังจะสอนบทเรียนอันโหดร้ายอีกครั้ง การตอบโต้ของอิหร่านต่อการโจมตีทางอากาศของสหรัฐและอิสราเอลได้สร้างความตกตะลึงให้กับประเทศอาหรับในอ่าวเปอร์เซีย เพราะสิ่งที่พวกเขาเคยกังวลมากที่สุดกำลังเกิดขึ้นจริง อิหร่านได้โจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรน กาตาร์ และคูเวต แม้แต่โอมาน ซึ่งเคยทำหน้าที่เป็นคนกลางและช่องทางการสื่อสารสำคัญระหว่างอิหร่านกับโลกภายนอก ก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบได้

แม้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะสามารถสกัดขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านได้ส่วนใหญ่ แต่การโจมตีก็ยังสร้างความเสียหายอย่างมาก สนามบิน ท่าเรือ และเส้นทางพลังงานสำคัญต้องหยุดชะงัก ผู้คนเสียชีวิตในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย ขณะที่ทั้งประชาชนในประเทศและแรงงานต่างชาติซึ่งเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจภูมิภาคต่างเผชิญความหวาดกลัว

บาดแผลทางจิตใจจากเหตุการณ์ครั้งนี้อาจยาวนานกว่าขีปนาวุธที่ตกลงมา และวิธีที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียฟื้นตัวจากสงครามครั้งนี้จะมีความสำคัญต่อโลกทั้งใบ เพราะสงครามได้ตอกย้ำความจริงสองประการ

ประการแรก ตะวันออกกลางยังคงเป็นแหล่งพลังงานที่โลกไม่สามารถทดแทนได้ แม้สหรัฐจะผลิตน้ำมันจากชั้นหินดินดานมากขึ้น และโลกกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนก็ตาม

ประการที่สอง ภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียซึ่งพยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นพื้นที่แห่งเสถียรภาพและความมั่งคั่งท่ามกลางภูมิภาคที่ผันผวน ก็ยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ได้

ผลกระทบจากสงครามยังอาจเปลี่ยนแปลงวิธีที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียใช้ความมั่งคั่งของตนเอง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เงินทุนจากภูมิภาคนี้ได้ไหลเข้าสู่สินทรัพย์ทั่วโลก ตั้งแต่สโมสรฟุตบอลในอังกฤษ อสังหาริมทรัพย์ในอียิปต์ ไปจนถึงบริษัทเทคโนโลยีในซิลิคอนวัลเลย์ นอกจากนี้ เงินทุนจากกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของประเทศอ่าวเปอร์เซียยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยกดต้นทุนการกู้ยืมของสหรัฐ หากกลยุทธ์การลงทุนของภูมิภาคเปลี่ยนไป ผลกระทบอาจลุกลามไปถึงตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดของโลก

สำหรับผู้นำประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ไม่มีใครจะออกจากสงครามครั้งนี้เหมือนเดิม พวกเขาจะต้องเผชิญคำถามสำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันพรมแดนและเมืองสำคัญ การพึ่งพาสหรัฐในฐานะพันธมิตรด้านความมั่นคงมากเพียงใด การเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกในอนาคต และการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาค ยิ่งสงครามยืดเยื้อ การเปลี่ยนแปลงก็ยิ่งลึกซึ้ง

หนึ่งในผลกระทบที่ชัดเจนคือการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ประเทศในอ่าวเปอร์เซียเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่ใช้งบประมาณทางทหารสูงที่สุดในโลกอยู่แล้ว แม้ไม่ได้อยู่ในภาวะสงคราม แต่ความขัดแย้งในปี 2569 จะยิ่งเร่งแนวโน้มนี้ให้ชัดเจนขึ้น ประการแรก เพราะระบบป้องกันทางทหารของประเทศในอ่าวเปอร์เซียพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ ในช่วงสี่วันแรกของสงคราม อิหร่านยิงขีปนาวุธ 196 ลูกและโดรนมากกว่า 1,000 ลำเข้าใส่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่มีเพียงไม่กี่ลูกที่สามารถทะลวงการป้องกันได้ หลังสงครามสิ้นสุด ประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มจะเร่งเติมคลังอาวุธและอาจเพิ่มกำลังป้องกันมากขึ้น

อีกเหตุผลหนึ่งคือภูมิภาคกำลังก้าวเข้าสู่โลกที่อันตรายกว่าเดิม อิหร่านได้สร้างแบบอย่างใหม่ด้วยการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียเพื่อกดดันสหรัฐและสร้างความปั่นป่วนต่อเศรษฐกิจโลก แม้สงครามจะยุติลง ภัยคุกคามนี้ก็ไม่ได้หายไป อิหร่านที่อ่อนแอลงแต่ยังคงมีความโกรธแค้นอาจยิ่งคาดเดาได้ยากกว่าเดิม

นอกจากนี้อิสราเอลก็กลายเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญในสมการความมั่นคงของภูมิภาค ในช่วงสองปีที่ผ่านมา อิสราเอลแสดงให้เห็นว่าพร้อมโจมตีเป้าหมายที่อยู่นอกพรมแดนของตนมากขึ้น แม้กระทั่งในกรุงโดฮาของกาตาร์ ซึ่งมีรายงานว่าการโจมตีของอิสราเอลทำให้ทหารกาตาร์เสียชีวิตในปี 2568 จากมุมมองของประเทศในอ่าวเปอร์เซีย อิสราเอลซึ่งได้รับการสนับสนุนทางการเมืองและทหารจากสหรัฐอย่างเต็มที่ กลายเป็นทั้งพันธมิตรและพลังที่คาดเดาได้ยากในเวลาเดียวกัน

ภัยคุกคามไม่ได้มาจากรัฐเท่านั้น กลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค เช่น กลุ่มติดอาวุธในอิรัก กลุ่มฮูตีในเยเมน รวมถึงกลุ่มใหม่ที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามครั้งนี้ ล้วนมีศักยภาพในการโจมตีเป้าหมายในอ่าวเปอร์เซีย ทำให้ผู้นำในภูมิภาคมองว่าโลกหลังสงครามจะอันตรายกว่าที่เคย

แม้สหรัฐยังคงเป็นเสาหลักของระบบความมั่นคงในภูมิภาค และไม่มีมหาอำนาจใดสามารถแทนที่บทบาทของวอชิงตันได้ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับประเทศในอ่าวเปอร์เซียก็เริ่มซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลพรรคเดโมแครตของสหรัฐกดดันประเทศเหล่านี้ในประเด็นสิทธิมนุษยชน นโยบายพลังงาน และการจัดสมดุลความสัมพันธ์ในภูมิภาค

เมื่อโดนัลด์ ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในปี 2568 ผู้นำในอ่าวเปอร์เซียต้อนรับเขาด้วยความหวัง พวกเขาเชิญทรัมป์เยือนภูมิภาคเป็นทริปต่างประเทศครั้งแรก ประกาศข้อตกลงลงทุนและการค้าหลายล้านล้านดอลลาร์ และเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันหลังจากที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งไม่นาน สิ่งที่พวกเขาคาดหวังตอบแทนคือความมั่นคงและการหลีกเลี่ยงสงครามในภูมิภาค

แต่สิ่งนั้นไม่เกิดขึ้น เพียงหนึ่งเดือนหลังจากการเยือนของทรัมป์ อิสราเอลได้เปิดฉากสงครามที่ประเทศในอ่าวเปอร์เซียพยายามหลีกเลี่ยง และสหรัฐก็ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้ง ในสายตาของหลายประเทศในภูมิภาค วอชิงตันยังคงเลือกยืนข้างอิสราเอลเมื่อผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่ายขัดแย้งกัน

อีกประเด็นสำคัญ คือ ช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันที่มีสัดส่วนเกือบหนึ่งในห้าของน้ำมันโลกไหลผ่าน ปัจจุบันเส้นทางนี้แทบไม่สามารถใช้งานได้ ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อเศรษฐกิจโลก แต่ยังทำให้รายได้สำคัญของประเทศในอ่าวเปอร์เซียลดลงอย่างมาก

สถานการณ์นี้กำลังบังคับให้ประเทศในภูมิภาคต้องทบทวนยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน ท่อส่งน้ำมัน East-West ของซาอุดีอาระเบีย และท่อส่งน้ำมันไปยังฟูไจราห์ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญมากขึ้น และมีแนวโน้มที่จะได้รับการลงทุนเพิ่มเติมในอนาคต

อย่างไรก็ตามบางประเทศอย่างบาห์เรน คูเวต และกาตาร์ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงช่องแคบฮอร์มุซได้ด้วยตนเอง เนื่องจากข้อจำกัดด้านภูมิศาสตร์ ทำให้ความร่วมมือในภูมิภาคกลายเป็นสิ่งจำเป็นมากกว่าทางเลือก

แม้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะมีภาษา ศาสนา และภูมิศาสตร์ร่วมกัน แต่พวกเขาก็มีความแตกต่างด้านนโยบายหลายประการ ทั้งในเรื่องความสัมพันธ์กับอิหร่านและอิสราเอล ทิศทางการเมืองในภูมิภาค และนโยบายพลังงาน ความท้าทายร่วมกันไม่ได้หมายความว่าจะมียุทธศาสตร์ร่วมกันเสมอไป

นอกจากนี้ประเทศในภูมิภาคยังแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจหลังยุคน้ำมัน โดยพยายามพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ เช่น ปิโตรเคมี การเงิน โลจิสติก ปัญญาประดิษฐ์ และการท่องเที่ยว หลายประเทศกำลังสร้างสนามบินขนาดใหญ่ ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ และพยายามพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในรูปแบบที่คล้ายกัน

สงครามครั้งนี้จึงอาจทำให้ความแตกต่างและการแข่งขันระหว่างประเทศในภูมิภาคยิ่งเด่นชัดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นท่าทีต่ออิหร่าน ความสัมพันธ์กับอิสราเอล การพึ่งพาสหรัฐ หรือบทบาทของตุรกีในภูมิภาค

ท้ายที่สุด สงครามยังอาจส่งผลต่อชีวิตประจำวันในอ่าวเปอร์เซียในรูปแบบที่คาดไม่ถึง แม้แต่สถาปัตยกรรมของเมืองต่าง ๆ ที่เต็มไปด้วยตึกกระจกสูงระฟ้า ก็อาจต้องถูกทบทวน หลังจากคำเตือนภัยขีปนาวุธทำให้ผู้คนถูกสั่งให้ออกจากพื้นที่ใกล้หน้าต่างกระจกสูงหลายสิบชั้น

และคำถามที่ไม่มีใครอยากพูดถึงมากที่สุดก็เริ่มปรากฏขึ้น หากการคุ้มครองของสหรัฐไม่สามารถรับประกันความปลอดภัยได้อย่างที่เคย อิสราเอลมีอาวุธนิวเคลียร์ และอิหร่านอาจยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ของตนเอง ประเทศในอ่าวเปอร์เซียอาจเริ่มพิจารณาทางเลือกด้านนิวเคลียร์ของตนเองมากขึ้น

ตัวอย่างจากคูเวตในอดีตเป็นคำเตือนสำคัญ หลังการรุกรานของอิรัก ความหวาดกลัวทำให้เงินทุนจำนวนมากไหลออกนอกประเทศ การลงทุนภายในลดลง และโครงสร้างพื้นฐานค่อย ๆ เสื่อมถอย แม้คูเวตจะยังเป็นหนึ่งในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลกจากรายได้พลังงาน แต่ประเทศกลับต้องเผชิญปัญหาไฟฟ้าดับในช่วงคลื่นความร้อนรุนแรง

แม้สงครามครั้งนี้จะยุติลงในวันพรุ่งนี้ ผลกระทบของมันก็อาจเปลี่ยนแปลงภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียไปแล้ว และความเปลี่ยนแปลงนั้นจะลึกซึ้งเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าความขัดแย้งจะยืดเยื้อนานเพียงใด และสร้างความเสียหายมากเพียงใดระหว่างทาง

อ้างอิง : www.bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...