เจาะมุมมอง ‘ปณิธาน’: สมรภูมิรบจ่อเข้าสู่โหมดเจรจาใน 1-3 เดือน แนะไทยรักษาระยะห่าง-พร้อมเฝ้าระวังและคุมเข้มกลุ่มต่างชาติในไทย
รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเมินทิศทางความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า สถานการณ์กำลังจะค่อยๆ ขยับเข้าสู่กระบวนการเจรจา เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเริ่มสามารถรักษาสถานะและความมั่นคงของตนเองได้แล้ว
ในมุมมองของสหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมาถือว่ามีความคืบหน้าทางยุทธศาสตร์ ในขณะที่ฝั่งอิหร่านก็สามารถรักษาเสถียรภาพทางการเมืองไว้ได้ ผ่านการแต่งตั้งผู้นำชุดใหม่และยังคงขีดความสามารถในการป้องกันประเทศไว้ได้เช่นกัน
[สหรัฐฯ ชนะไม่เบ็ดเสร็จ – สองอุปสรรคใหญ่ฉุดรั้งสันติภาพ]
รศ.ดร.ปณิธาน วิเคราะห์ว่า “สหรัฐฯ ถือว่าชนะ แต่ก็ไม่เบ็ดเสร็จ” เนื่องจากเป้าหมายในการเปลี่ยนขั้วอำนาจรัฐ (Regime Change) ล้มเหลว และยังต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการละเมิดกฎหมายและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน อิหร่านเองก็บอบช้ำอย่างหนักในช่วงต้นของความขัดแย้ง ทั้งจากการสูญเสียผู้นำระดับสูง และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่ถูกทำลาย
อย่างไรก็ตาม การต่อสู้อาจยืดเยื้อต่อไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เนื่องจากยังมี 2 อุปสรรคสำคัญ:
1. อิสราเอล: อาจเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไป เพื่อทอนกำลังและขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านให้อ่อนแอลงอีก
2. อิหร่าน: ผู้นำชุดใหม่ของอิหร่านอาจจะยังมีอำนาจหรือสถานะที่ไม่เข้มแข็งพอที่จะก้าวเข้าสู่โต๊ะเจรจาในเวลานี้
—
[คาดเปิดโต๊ะเจรจาได้ใน 1-3 เดือน]
รศ.ดร.ปณิธาน คาดการณ์ว่า การเจรจาน่าจะเริ่มต้นขึ้นได้ภายใน 1-3 เดือนข้างหน้า เมื่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ภาวะชะงักงันด้านอุปทานพลังงาน และปัญหาโลจิสติกส์ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมหาอำนาจอย่าง จีนและฝรั่งเศส อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย
“ความพยายามในการเริ่มเจรจากำลังดำเนินอยู่ แต่คงต้องรอให้สถานการณ์ทางทหารนิ่งเสียก่อน รวมถึงการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ และการรับรองความปลอดภัยให้กับเรือบรรทุกน้ำมัน” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว
ทั้งนี้ เงื่อนไขสำคัญคือ อิหร่านต้องสร้างความมั่นใจต่อประชาคมโลกว่าจะไม่ดำเนินนโยบายที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศหรือสั่นคลอนภูมิภาค ในขณะที่อิสราเอลก็ต้องยืนยันข้อตกลงระดับภูมิภาคที่มีอยู่เดิมและลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้าน
—
[แนะจุดยืนไทย “รักษาระยะห่างทางการทูต”]
สำหรับท่าทีของประเทศไทย รศ.ดร.ปณิธาน เสนอแนะว่า ไทยควรรักษาระยะห่างทางการทูตอย่างระมัดระวังและสมดุล หลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และควรรอให้องค์กรระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติ (UN) เป็นผู้นำในการดำเนินการ
นอกจากนี้ ไทยสามารถยกระดับบทบาทของตนเองได้ด้วยการแสดงความห่วงใยต่อการละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อประเทศเล็กๆ และใช้ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีกับประเทศต่างๆ ในการช่วยเหลือและคุ้มครองคนไทยในต่างแดน
—
[ถอดบทเรียนรัฐรับมือช้า-จี้คุมเข้มกลุ่มต่างชาติในไทย]
บทเรียนสำคัญจากสงครามครั้งนี้คือ “ความพร้อมของประเทศไทย” รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ให้เห็นว่า สัญญาณเตือนภัยความตึงเครียดในตะวันออกกลางปรากฏขึ้นมาหลายเดือนแล้ว แต่มาตรการรับมือของไทยกลับค่อนข้างล่าช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งความล่าช้านี้นำไปสู่ความตื่นตระหนกและการแห่กักตุนสินค้าของประชาชน (Panic and Stockpiling) ดังที่เห็นจากวิกฤตโลจิสติกส์น้ำมันในช่วงที่ผ่านมา
ท้ายที่สุด รศ.ดร.ปณิธาน ได้ฝากข้อกังวลถึงหน่วยงานความมั่นคง ให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวต่างชาติในไทย เนื่องจากในอดีตกลุ่มเหล่านี้มักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่จำกัด แต่ปัจจุบันได้กระจายตัวไปตามแหล่งท่องเที่ยว พื้นที่ภูเขา ชายฝั่งทะเล และเมืองใหญ่ต่างๆ โดยเสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วม (Taskforce) ระหว่าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานความมั่นคง เพื่อยกระดับระบบการคัดกรองและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
#TheStructure
#TheStructureNews
#อิหร่าน #อิสราเอล #ปณิธานวัฒนายากร