โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

เจาะมุมมอง ‘ปณิธาน’: สมรภูมิรบจ่อเข้าสู่โหมดเจรจาใน 1-3 เดือน แนะไทยรักษาระยะห่าง-พร้อมเฝ้าระวังและคุมเข้มกลุ่มต่างชาติในไทย

The Structure

อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 15.25 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 08.25 น. • The Structure

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ประเมินทิศทางความขัดแย้งในตะวันออกกลางว่า สถานการณ์กำลังจะค่อยๆ ขยับเข้าสู่กระบวนการเจรจา เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเริ่มสามารถรักษาสถานะและความมั่นคงของตนเองได้แล้ว

ในมุมมองของสหรัฐฯ ปฏิบัติการทางทหารที่ผ่านมาถือว่ามีความคืบหน้าทางยุทธศาสตร์ ในขณะที่ฝั่งอิหร่านก็สามารถรักษาเสถียรภาพทางการเมืองไว้ได้ ผ่านการแต่งตั้งผู้นำชุดใหม่และยังคงขีดความสามารถในการป้องกันประเทศไว้ได้เช่นกัน

[สหรัฐฯ ชนะไม่เบ็ดเสร็จ – สองอุปสรรคใหญ่ฉุดรั้งสันติภาพ]

รศ.ดร.ปณิธาน วิเคราะห์ว่า “สหรัฐฯ ถือว่าชนะ แต่ก็ไม่เบ็ดเสร็จ” เนื่องจากเป้าหมายในการเปลี่ยนขั้วอำนาจรัฐ (Regime Change) ล้มเหลว และยังต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์อย่างหนักเรื่องการละเมิดกฎหมายและบรรทัดฐานระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน อิหร่านเองก็บอบช้ำอย่างหนักในช่วงต้นของความขัดแย้ง ทั้งจากการสูญเสียผู้นำระดับสูง และโครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่ถูกทำลาย

อย่างไรก็ตาม การต่อสู้อาจยืดเยื้อต่อไปอีกหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เนื่องจากยังมี 2 อุปสรรคสำคัญ:

1. อิสราเอล: อาจเดินหน้าปฏิบัติการทางทหารต่อไป เพื่อทอนกำลังและขีดความสามารถทางทหารของอิหร่านให้อ่อนแอลงอีก

2. อิหร่าน: ผู้นำชุดใหม่ของอิหร่านอาจจะยังมีอำนาจหรือสถานะที่ไม่เข้มแข็งพอที่จะก้าวเข้าสู่โต๊ะเจรจาในเวลานี้

[คาดเปิดโต๊ะเจรจาได้ใน 1-3 เดือน]

รศ.ดร.ปณิธาน คาดการณ์ว่า การเจรจาน่าจะเริ่มต้นขึ้นได้ภายใน 1-3 เดือนข้างหน้า เมื่อแรงกดดันทางเศรษฐกิจ ภาวะชะงักงันด้านอุปทานพลังงาน และปัญหาโลจิสติกส์ทวีความรุนแรงขึ้น โดยมหาอำนาจอย่าง จีนและฝรั่งเศส อาจเข้ามามีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย

“ความพยายามในการเริ่มเจรจากำลังดำเนินอยู่ แต่คงต้องรอให้สถานการณ์ทางทหารนิ่งเสียก่อน รวมถึงการกลับมาเปิดเส้นทางเดินเรือที่สำคัญ และการรับรองความปลอดภัยให้กับเรือบรรทุกน้ำมัน” รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

ทั้งนี้ เงื่อนไขสำคัญคือ อิหร่านต้องสร้างความมั่นใจต่อประชาคมโลกว่าจะไม่ดำเนินนโยบายที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศหรือสั่นคลอนภูมิภาค ในขณะที่อิสราเอลก็ต้องยืนยันข้อตกลงระดับภูมิภาคที่มีอยู่เดิมและลดความตึงเครียดกับประเทศเพื่อนบ้าน

[แนะจุดยืนไทย “รักษาระยะห่างทางการทูต”]

สำหรับท่าทีของประเทศไทย รศ.ดร.ปณิธาน เสนอแนะว่า ไทยควรรักษาระยะห่างทางการทูตอย่างระมัดระวังและสมดุล หลีกเลี่ยงการแสดงท่าทีเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และควรรอให้องค์กรระหว่างประเทศอย่างสหประชาชาติ (UN) เป็นผู้นำในการดำเนินการ

นอกจากนี้ ไทยสามารถยกระดับบทบาทของตนเองได้ด้วยการแสดงความห่วงใยต่อการละเมิดบรรทัดฐานระหว่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อประเทศเล็กๆ และใช้ความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มีกับประเทศต่างๆ ในการช่วยเหลือและคุ้มครองคนไทยในต่างแดน

[ถอดบทเรียนรัฐรับมือช้า-จี้คุมเข้มกลุ่มต่างชาติในไทย]

บทเรียนสำคัญจากสงครามครั้งนี้คือ “ความพร้อมของประเทศไทย” รศ.ดร.ปณิธาน ชี้ให้เห็นว่า สัญญาณเตือนภัยความตึงเครียดในตะวันออกกลางปรากฏขึ้นมาหลายเดือนแล้ว แต่มาตรการรับมือของไทยกลับค่อนข้างล่าช้าเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ซึ่งความล่าช้านี้นำไปสู่ความตื่นตระหนกและการแห่กักตุนสินค้าของประชาชน (Panic and Stockpiling) ดังที่เห็นจากวิกฤตโลจิสติกส์น้ำมันในช่วงที่ผ่านมา

ท้ายที่สุด รศ.ดร.ปณิธาน ได้ฝากข้อกังวลถึงหน่วยงานความมั่นคง ให้เพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของกลุ่มชาวต่างชาติในไทย เนื่องจากในอดีตกลุ่มเหล่านี้มักกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่จำกัด แต่ปัจจุบันได้กระจายตัวไปตามแหล่งท่องเที่ยว พื้นที่ภูเขา ชายฝั่งทะเล และเมืองใหญ่ต่างๆ โดยเสนอให้ตั้งคณะทำงานร่วม (Taskforce) ระหว่าง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานความมั่นคง เพื่อยกระดับระบบการคัดกรองและการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

#TheStructure
#TheStructureNews
#อิหร่าน #อิสราเอล #ปณิธานวัฒนายากร

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...