ส.อ.ท. เรียกร้องรัฐใช้กองทุนฯ อุ้มราคาน้ำมันผู้ค้ารายย่อย นอกเหนือจากปั๊ม แก้ปัญหาแย่งซื้อน้ำมันหน้าปั๊ม
BTimes
อัพเดต 18 มี.ค. เวลา 15.36 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. เวลา 08.34 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Bizนายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ( ส.อ.ท. ) เปิดเผยว่า ความโกลาหลที่เกิดขึ้นในสถานีบริการน้ำมันที่คนแห่ไปเติมน้ำมันจนปั๊มน้ำมันขาดแคลน สืบเนื่องจากราคาน้ำมันเขย่งกันอยู่ โดยราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มฯมีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนอยู่ เพื่อให้ราคาจำหน่ายไม่เกิน30บาทต่อลิตร แม้ว่าล่าสุดราคาดีเซลปรับขึ้นมา 50 สตางค์/ลิตร อยู่ที่ 30.44 บาท/ลิตร แต่ราคาที่ผู้ค้ารายย่อยที่เป็นคนกลาง(จ็อบเบอร์)ซื้อจากโรงกลั่นและผู้ค้ารายใหญ่เพื่อขายให้ภาคอุตฯ การเกษตรและปั๊มไม่มีแบรนด์เป็นราคาที่สะท้อนตามกลไกตลาด ซึ่งแพงกว่าราคาหน้าปั๊มถึงลิตรละ 11-12 บาท
หากสถานการณ์สู้รบยิ่งยืดเยื้อราคาขายน้ำมัน2กลุ่มยิ่งถ่างออกมากขึ้นจะยิ่งโกลาหลอีก เพราะขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมบางรายไม่รอ เพราะไม่ต้องการหยุดเครื่องจักรก็ไปซื้อน้ำมันที่หน้าปั๊มฯที่มีราคาถูกกว่า ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ปัญหาให้ตรงจุด อยากเสนอให้ภาครัฐให้กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนราคาน้ำมันที่ขายให้กับจ็อบเบอร์ด้วย เพื่อไม่ให้ราคาน้ำมันต่างกันไปมากกว่านี้ ขณะเดียวกันก็เพิ่มจำนวนเที่ยวรถขนส่งน้ำมันให้มากขึ้นเพื่อกระจายการขนส่งน้ำมันไปถึงปั๊มให้มากที่สุด แก้ไขปัญหาปั๊มน้ำมันขาดแคลน ส่วนการที่รัฐจะให้กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนราคาน้ำมันที่ขายให้กับจ็อบเบอร์เท่าไรนั้น ขึ้นกับการพิจารณา ยอมรับว่าอดีตช่วงครามรัสเซีย-ยูเครน กองทุนน้ำมันฯอุดหนุนราคาน้ำมัน ส่งผลให้ฐานะกองทุนน้ำมันฯขาดทุน 1.3 แสนล้านบาท หลังจากนั้นฐานะกองทุนฯดีขึ้นจนเป็นบวก ก่อนที่จะกลับมาติดลบอีกครั้งราว 1.5 หมื่นล้านบาท หลังเกิดสงครามอิหร่าน กับอิสราเอลและสหรัฐฯ
นอกจากนี้ ผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง นอกจากจะทำให้ราคาพลังงานปรับสูงขึ้นแล้ว ยังมีผลทำให้วัตถุดิบปิโตรเคมีขาดแคลน รวมทั้งกระทบราคาปุ๋ย และแร่ต่างๆเช่น เหล็กและอลูมิเนียม เป็นต้น โดยการขาดแคลนวัตถุดิบปิโตรเคมี คือ แนฟทา ที่เดิมนำเข้าจากตะวันออกกลาง ทำให้บางโรงงานต้องหยุดชั่วคราว ส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกขยับขึ้น อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการแก้ไขปัญหามีการหันไปนำเข้าจากจีน ขณะเดียวกัน วัสดุก่อสร้างราคาจะเริ่มขยับขึ้น หลังจากปริมาณเหล็กในตลาดหายไปบางส่วน เนื่องจากอิหร่านเคยเป็นผู้ส่งออกเหล็กรายใหญ่ของโลก เมื่อเกิดสงครามทำให้หยุดส่งออกเหล็กไป อีกทั้งอุตฯเหล็กและอลูเนียมมีการใช้พลังงานมากคิดเป็น 50% ของต้นทุน ดังนั้น จึงอยากเรียกร้องให้รัฐออกประกาศห้ามการส่งออกเศษเหล็ก เศษอลูมิเนียมและเศษกระดาษในช่วงนี้ เพื่อเก็บไว้ใช้เป็นวัตถุดิบภายในประเทศ หลังพบว่าต่างชาติหันมากว้านซื้อเศษเหล็ก เศษอลูมิเนียมและกระดาษส่งออกไป