"กรีนบัส"ลดจองตั๋วล่วงหน้า รับมือน้ำมันไม่เพียงพอ
มาตรการระยะสั้น: ลดความเสี่ยงจากความผันผวน
นายกฤษฎิภาชย์ ทองคำคูณ ประธานกรรมการบริหาร Green Capital Group เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีรถบัสโดยสารจำนวนกว่า 200 คัน ต้องใช้น้ำมันดีเซลในการเดินทางเฉลี่ยวันละ 2 หมื่นลิตร ที่ผ่านมาการนำรถเข้าเติมน้ำมันในปั๊มน้ำมันอาจเกิดความไม่สะดวก จึงต้องซื้อน้ำมันจากคลังน้ำมันมาเก็บไว้ในพื้นที่ของบริษัท ซึ่งก็มีราคาที่สูงกว่าราคาหน้าปั๊มประมาณ 34 - 60 บาทต่อลิตร แต่จากปัญหาน้ำมันมีปริมาณจำกัด น้ำมันที่ซื้อจากคลังลดลงเหลือเพียงวันละ 1 หมื่นลิตร น้ำมันไม่เพียงพอต่อความต้องการ ทำให้ต้องหาเติมจากปั๊มภายนอก และกระทบต่อตารางเวลาเดินรถโดยเฉพาะเส้นทางข้ามภาค
รถข้ามภาค เช่น เชียงใหม่ไปภูเก็ต, แม่สายไปภูเก็ต, แม่สายไปบึงกาฬ, พิษณุโลกไปสุราษฎร์ฯ เหล่านี้จะได้รับผลกระทบ เพราะว่าปั๊มระหว่างทางไม่รับปากว่า เมื่อไปถึงระหว่างทางที่เราต้องเติมน้ำมันแล้ว จะมีน้ำมันให้ตามจำนวนที่เราต้องการหรือไม่ เราเลยจะต้องโทรไปเช็คปั๊มที่เราเคยเติมประจำว่า มีน้ำมันให้เราหรือเก็บโควตาให้เราไหม หากไม่มี วันนั้นเราอาจจะไม่ปล่อยรถออกไป เพราะว่าจะไปกระทบต่อของผู้โดยสาร นี่คือความลำบาก
โครงสร้างต้นทุนที่สั่นคลอน
ประธานกรรมการบริหาร Green Capital Group ระบุว่า ปัจจุบันต้นทุนน้ำมันถือเป็นหัวใจหลัก โดยคิดเป็น 33% ของรายได้ทั้งหมด หากคิดค่าโดยสารที่ 100 บาท เราต้องจ่ายค่าน้ำมันไปประมาณ 33 บาท เพราะฉะนั้นถ้าน้ำมันเพิ่มขึ้น 1 บาท จะส่งผลกระทบต่อสัดส่วนของต้นทุนน้ำมันกับรายได้ขึ้นไปอีกประมาณ 1.5% และหากราคาน้ำมันแตะระดับ 34 บาทต่อลิตร ในบางเส้นทางที่มีอัตราครองที่นั่งค่อนข้างต่ำ มีผู้โดยสารเพียง 70% ของความจุรถ ธุรกิจจะเข้าสู่สภาวะ "ขาดทุนทันที"
แนวทางการปรับตัวในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตจึงอาจยกเลิกการวิ่งในเส้นทางที่ยาวมาก เช่น เชียงใหม่-น่าน แล้วเปลี่ยนเป็นการส่งผู้โดยสารต่อให้รถสายสั้นในพื้นที่แทน หรืออาจต้องปรับลดเที่ยววิ่ง จากเดิมที่วิ่งทุกวัน อาจปรับลดเหลือเพียง 3-4 วันต่อสัปดาห์ เพื่อประหยัดต้นทุน โดยต้องประสานงานแจ้งกรมการขนส่งทางบกให้ทราบด้วย ทั้งนี้ ยังหวังว่าผู้โดยสารอาจหันมาใช้รถสาธารณะมากขึ้น เนื่องจากสู้ราคาน้ำมันในการขับรถส่วนตัวไม่ไหว
ถ้ายังเป็นสถานการณ์แบบนี้อยู่ เราอาจจะต้องบริหารบางเส้นทางว่าอาจจะต้องขอหยุดวิ่ง หรือ ส่งต่อ อย่างเช่น เชียงใหม่ไปพะเยา แล้วก็ไปทางเชียงม่วน น่าน เราอาจจะหยุดวิ่ง และไปส่งต่อให้กับรถสายสั้นที่พะเยา หรือ ส่งต่อให้ปลายทางที่เชียงคำ หรือเชียงของ ซึ่งจะมีรถสายสั้นวิ่งอยู่ โดยเราอาจจะให้ผู้โดยสารไปต่อรถที่นั่นครับ
สำหรับสงกรานต์ปีนี้ มีผู้ซื้อตั๋วล่วงหน้าไปแล้ว ประมาณสัก 20% ก็ยังไม่เต็ม 100% เราจึงขอให้ซื้อตั๋วล่วงหน้าแค่ 10 วันก่อน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย หรือมีความชัดเจนมากขึ้น เราอาจจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติ
ทางออกและความหวังในยุคพลังงานสะอาด
ท่ามกลางวิกฤต กรีนบัสเริ่มเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ รถโดยสารไฟฟ้า หรือ EV โดยปัจจุบันมีใช้งานแล้ว 12 คัน และมีแผนจะเพิ่มอีกไม่น้อยกว่า 30 คันภายในปีนี้ แม้รถ EV จะช่วยประหยัดต้นทุนพลังงานได้มหาศาล แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องระยะเวลาการชาร์จแบตเตอรี่ที่นานถึง 1.5 ชั่วโมงต่อรอบ ซึ่งส่งผลต่อความถี่ในการออกรถที่ยังสู้รถน้ำมันไม่ได้
ผู้ประกอบการขอภาครัฐ จัดสรรโควตาน้ำมัน
ผู้บริหาร "กรีนบัส" ยังร้องขอให้ภาครัฐเห็นความสำคัญของการเดินทางของประชาชน ด้วยการจัดสรรโควตาให้กับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ หรือ ขนส่งป้ายเหลือง รวมไปถึงรถบรรทุก เพื่อให้ภาคขนส่งมวลชนยังคงสามารถให้บริการประชาชนต่อไปได้ พร้อมเชิญชวนให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะมากขึ้น ในช่วงที่การเดินทางด้วยรถส่วนตัวมีความยุ่งยากในการหาที่เติมน้ำมัน
อยากให้ทางประชาชน หันมาใช้ระบบขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพราะมีข้อดีหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการประหยัดต้นทุนในเรื่องของการเดินทาง และ ช่วยในเรื่องของสิ่งแวดล้อม
เสียงสะท้อนจาก "คนตัวเล็ก" ในระบบขนส่ง
ไม่เพียงแต่บริษัทใหญ่เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ แต่ผู้ประกอบการรถสองแถวระหว่างอำเภอ และจังหวัดใกล้เคียง ก็กำลังเผชิญกับปัญหาปั๊มน้ำมันไม่มีน้ำมันดีเซลจำหน่าย ทำให้คนขับต้องวางแผนการเติมน้ำมันอย่างรัดกุม
นายสุชาติ บัวเงิน คนขับรถสองแถวเส้นทางสายเชียงใหม่-เวียงป่าเป้า บอกว่า รถสองแถวในเส้นทางนี้เป็นเส้นทางระหว่างเชียงใหม่-เชียงราย มีจำนวนประมาณ 40 คัน คิดค่าโดยสารจากเชียงใหม่ถึง แม่ขะจาน 65 บาท และ เวียงป่าเป้า 70 บาท แต่ละวันเจ้าของรถจะมีต้นทุนค่าน้ำมันประมาณ 700 บาท
สถานการณ์ปัจจุบันทำให้คนขับรถสองแถวมีความเสี่ยงสูงต่อการขาดทุนในแต่ละวัน บางวันพอมีกำไรเล็กน้อย แต่หลายวันต้องเผชิญภาวะ "ขาดทุน" หากวันไหนรายได้จากค่าโดยสารน้อยกว่าค่าน้ำมัน วันนั้นจะไม่มีเงินเหลือกลับบ้าน นอกจากผู้โดยสารแล้วค่าบริการ "การรับฝากส่งของ" เป็นรายได้เสริมสำคัญที่ช่วยพยุงรายได้ในวันที่ผู้โดยสารน้อย และหากราคาน้ำมันดีเซลปรับราคาขึ้นมาก ก็จะยิ่งส่งผลกระทบหนัก
ถ้าราคาน้ำมันขึ้นไปถึงลิตรละ 40 ผมว่าอาจจะอยู่ไม่ได้เหมือนกัน เพราะว่าการเดินทางของผู้โดยสารเขาก็ลำบากด้วย รายได้ก็น้อยลง การจะขอขึ้นค่าโดยสารก็ยาก ต้องให้ขนส่งอนุมัติเราขึ้นเองไม่ได้
วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ไม่เพียงแต่กระทบต่อผู้ประกอบการ แต่ยังส่งผลโดยตรงต่อประชาชนทุกภาคส่วน หลายคนจึงหวังให้รัฐบาลเร่งบริหารจัดการเพื่อคลี่คลายปัญหานี้ ก่อนจะแบกรับสถานการณ์ไม่ไหว
รายงาน : พยุงศักดิ์ ศรีวิชัย ผู้สื่อข่าวอาวุโสไทยพีบีเอส ศูนย์ข่าวภาคเหนือ