โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดแผน ‘พาณิชย์-เกษตรฯ’ อุ้มข้าว 1 ล้านตัน-ใช้ AI ช่วยเพิ่มมูลค่า

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา

สถานการณ์ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” จากสงครามตะวันออกกลางที่นำมาสู่ปัญหาพลังงานขาดแคลน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และการค้าโลกที่กำลังกดดันเศรษฐกิจไทยรอบด้าน โดยเฉพาะต้นทุนขนส่ง ค่าครองชีพ และภาคส่งออกสินค้าเกษตรที่เผชิญความผันผวนหนัก ส่งผลให้รัฐบาลต้องเร่งปรับเกมเศรษฐกิจเชิงรุก ควบคู่การวางโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้สอดรับบริบทโลกที่เปลี่ยนรวดเร็ว

กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ควรผนึกกันเดินหน้ามาตรการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรทั้งระยะสั้น-ระยะยาวเต็มรูปแบบ ดูแลตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทางผู้บริโภค ตั้งแต่ “ซื้อนำตลาด” ดูดซับข้าว 1 ล้านตัน พยุงราคาหน้าไร่ ควบคู่โครงการลดค่าครองชีพผ่านรถพุ่มพวงทั่วประเทศ ขณะที่ระยะยาวเร่งใช้ AI และเทคโนโลยียกระดับเกษตรกรสู่ “สินค้าเกษตรมูลค่าสูง” หวังสร้างเสถียรภาพรายได้เกษตรกรและเสริมความแข็งแกร่งเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งด้านพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ และการค้าโลก ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อค่าขนส่ง ค่าครองชีพ ตลอดจนภาคการส่งออกสินค้าไทย ทำให้การกำหนดนโยบายเศรษฐกิจต้องเดินหน้าเชิงรุก ควบคู่กับการปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทคู่ค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์วางแนวทางดำเนินนโยบาย 2 ระยะ คือ ระยะสั้นเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะ “ราคาสินค้าเกษตรและค่าครองชีพ” ขณะที่ระยะยาวมุ่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่าน 5 นโยบายหลัก โดยหัวใจสำคัญคือการ “รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร” เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร

“ซื้อนำตลาด” พยุงข้าว

สำหรับมาตรการเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์ใช้กลไก “ซื้อนำตลาด” เพื่อพยุงราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว เตรียมเปิดจุดรับซื้อใน 28 จังหวัด ตั้งเป้าดูดซับผลผลิตข้าวเปลือกเบื้องต้น 1 ล้านตัน กำหนดราคานำตลาดสูงกว่าตลาด ตันละไม่เกิน 300 บาท เพื่อประคองราคาหน้าไร่นาไม่ให้ตกต่ำ พร้อมกันนี้จะเชื่อมโยงผลผลิตเข้าสู่หน่วยงานภาครัฐ เช่น กองทัพ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจฯ และรัฐวิสาหกิจ รวมถึงจัดทำ “ข้าวถุงราคาประหยัด” เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน

ยกระดับปั้น “ข้าวมูลค่าสูง”

ในเชิงโครงสร้างเราจะเร่งยกระดับเกษตรกรสู่การผลิต “ข้าวมูลค่าสูง” เพื่อลดการพึ่งพาการแข่งขันด้านราคา โดยแบ่งเกษตรกรออกเป็น 3 กลุ่มตามศักยภาพ ครอบคลุมเป้าหมาย 200 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มศักยภาพสูง สนับสนุนการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ กลุ่มพร้อมผลิตแต่ขาดตลาด สนับสนุนอุปกรณ์และช่องทางการค้า กลุ่มต้องพัฒนา เสริมศักยภาพการผลิตและแปรรูป พร้อมสร้างช่องทางจำหน่าย

ขณะเดียวกันเร่งพัฒนา “เมล็ดพันธุ์ข้าว” ให้สอดคล้องกับความต้องการตลาดและสภาพพื้นที่ เพื่อเพิ่มผลผลิตและมูลค่า รวมถึงผลักดันข้าวนวัตกรรมและข้าวคุณภาพสูง เพื่อลดแรงกดดันจากสงครามราคาในตลาดโลก

เปิดตลาดใหม่-ลดพึ่ง ตอ.กลาง

ด้านการตลาดนั้นพร้อมเดินหน้าขยายตลาดส่งออกสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว เพื่อกระจายความเสี่ยงจากตลาดเดิมที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อาทิ เอเชีย รุกจีน มาเลเซีย สิงคโปร์ เป็นตลาดทดแทน แอฟริกา รักษาฐานตลาดข้าวนึ่งและข้าวขาว โดยเฉพาะแอฟริกาใต้ ยุโรป-สหรัฐ-ออสเตรเลีย ดันข้าวสุขภาพ ข้าวออร์แกนิก และข้าวพรีเมี่ยม

นอกจากนี้ยังเตรียมนำ “สินค้าเกษตร” เข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาการค้าในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) โดยอาจกำหนดเงื่อนไขการชำระเงินบางส่วนเป็นสินค้าเกษตรไทย เพื่อขยายตลาดและสร้างดีมานด์ใหม่

ใช้ AI บริหารสินค้าเกษตร

อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ คือ การใช้เทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการสินค้าเกษตร โดยระยะสั้นมีการใช้ระบบคาดการณ์ผลผลิตข้าวล่วงหน้า 2-8 สัปดาห์ ติดตามราคารับซื้อระดับอำเภอ และประเมินกำลังการผลิตของโรงสี ระยะกลางเตรียมนำ AI วิเคราะห์และชี้เป้าตลาดส่งออก “ข้าวมูลค่าสูง” คาดเริ่มทดลองในเดือนมิถุนายน 2569 ก่อนขยายผลในระยะยาวไปยังสินค้าเกษตรหลักอื่น เช่น ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และผลไม้

เชื่อมสินค้าเกษตรถึงผู้บริโภค

ควบคู่กันเราจะเดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” นำสินค้าเกษตรและสินค้าอุปโภคบริโภคกว่า 3,000 รายการลดราคาทั่วประเทศ ผ่านหลายช่องทาง ทั้งโมเดิร์นเทรด ร้านค้าท้องถิ่น ไปรษณีย์ไทย และ “รถพุ่มพวง” เป้าหมาย 3,800 คัน เพื่อกระจายสินค้าเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล มาตรการดังกล่าวไม่เพียงช่วยลดค่าครองชีพ แต่ยังเป็นช่องทางระบายสินค้าเกษตรโดยตรงจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภค ช่วยยกระดับรายได้เกษตรกรควบคู่กัน

“สุริยะ” ลั่นทำงานเชิงรุก

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ภายหลังเข้าปฏิบัติหน้าที่เมื่อต้นเดือนเมษายน 2569 ได้มอบนโยบายต่อผู้บริหารระดับสูงให้เร่งปรับการทำงานเชิงรุก ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการเกษตรกร ภายใต้แนวคิด “เกษตรนวัตกรรม เพื่อความยั่งยืนเกษตรกรไทย”

หัวใจของนโยบายอยู่ที่การยกระดับการบริหาร “สินค้าเกษตร” แบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิต การแปรรูป ไปจนถึงการตลาด โดยนำ Big Data และ AI มาใช้ทำ “เกษตรแม่นยำ” เพื่อลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และยกระดับคุณภาพสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด ควบคู่กับการผลักดัน “ตลาดนำการผลิต” เชื่อมโยงข้อมูลทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาดและราคาตกต่ำ ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างของสินค้าเกษตรไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ในด้านรายได้ กระทรวงเกษตรฯ มุ่งเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรผ่านการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อลดการพึ่งพาการขายวัตถุดิบ พร้อมเร่งพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผ่านการ Reskill และ Upskill รวมถึงส่งเสริมการรวมกลุ่มในรูปแบบสหกรณ์และวิสาหกิจชุมชน เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองทางการตลาด

เร่งรับมือ “ปุ๋ย-น้ำ-ภูมิอากาศ”

สำหรับมาตรการเร่งด่วน กระทรวงเกษตรฯ ตั้ง War Room เพื่อติดตามสถานการณ์สินค้าเกษตรและปัจจัยการผลิตอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันเร่งบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ เพื่อรับมือภัยแล้ง น้ำท่วม และความผันผวนจากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อผลผลิตสินค้าเกษตร

ปั้นสมาร์ทฟาร์มเมอร์

ในมิติการตลาดกระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญกับการบริหารสมดุลระหว่าง “การส่งออก” และ “การบริโภคในประเทศ” เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดโลกมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลางและต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น พร้อมกันนี้ยังผลักดันสินค้าเกษตรเข้าสู่ตลาดใหม่ และยกระดับมาตรฐานสินค้าให้ตอบโจทย์กฎระเบียบการค้าโลกที่เข้มงวดมากขึ้น

อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญ คือการสร้าง “Smart Farmer” รุ่นใหม่ ที่สามารถใช้เทคโนโลยีและข้อมูลในการวางแผนการผลิต รวมถึงการแก้ปัญหา PM 2.5 ผ่านการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นพลังงาน และส่งเสริมระบบคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้เสริมให้เกษตรกร

เตือน “เกษตรไทย” ต้องเปลี่ยน

อย่างไรก็ดีภาคเกษตรยังคงเป็นเครื่องยนต์สำคัญของเศรษฐกิจฐานราก แต่กำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลก กฎการค้าใหม่ และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ดังนั้นการปรับโครงสร้างภาคเกษตรครั้งนี้จะไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการ “เปลี่ยนเกม” สู่เกษตรอัจฉริยะและเกษตรแม่นยำ เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยในระยะยาว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดแผน ‘พาณิชย์-เกษตรฯ’ อุ้มข้าว 1 ล้านตัน-ใช้ AI ช่วยเพิ่มมูลค่า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...