‘เอ็ดดี้’ อ่านเกมอำนาจ ‘จีน’ กำลังลากเส้นระเบียบใหม่ บนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
26เม.ย.2569-อัษฎางค์ ยมนาค หรือเอ็ดดี้ นักวิชาการอิสระและครีเอเตอร์ดิจิทัล โพสต์เฟซบุ๊ก “เอ็ดดี้ อัษฎางค์” เรื่อง จีนกำลังลากเส้นระเบียบใหม่บนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เนื้อหาระบุว่า การเยือนไทยของหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน อาจดูเหมือนเป็นเพียงการเยือนทางการทูตตามปกติระหว่างไทยกับจีน แต่ถ้ามองให้ลึกกว่านั้น การเดินทางครั้งนี้ไม่ควรถูกอ่านแบบแยกส่วนว่า “จีนมาไทย” เท่านั้น เพราะหวัง อี้ไม่ได้มาไทยเป็นประเทศเดียว
เขาเดินทางในลำดับ กัมพูชา ไทย เมียนมา ระหว่างวันที่ 22–26 เมษายน 2569 และในกัมพูชา จีนไม่ได้แค่พบผู้นำการเมือง แต่เปิดกลไกใหม่ระดับรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหม หรือ “2+2 Strategic Dialogue” กับกัมพูชาเป็นครั้งแรกด้วย
นี่คือจุดที่ทำให้การเยือนครั้งนี้มีนัยยะเกินกว่ามารยาททางการทูต
เพราะเมื่อจีนเดินทางจากกัมพูชามาไทย แล้วต่อไปเมียนมา สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่แค่ตารางบินของรัฐมนตรีต่างประเทศ แต่คือแผนที่ยุทธศาสตร์ใหม่ของจีนบนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กัมพูชาอยู่ด้านตะวันออกของไทย เมียนมาอยู่ด้านตะวันตกของไทย และไทยถูกวางอยู่ตรงกลางของสมการนี้พอดี
คำถามจึงไม่ใช่แค่ว่า “จีนมาคุยอะไรกับไทย” แต่คือ จีนกำลังจัดวางไทยไว้ตรงไหนในระเบียบภูมิภาคที่จีนกำลังสร้างขึ้น
1. ลำดับการเยือนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
ในทางการทูต ลำดับการเยือนมีความหมายเสมอ หวัง อี้เริ่มจากกัมพูชา ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดที่สุดแห่งหนึ่งของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากนั้นมาประเทศไทย ซึ่งเป็นรัฐศูนย์กลางของแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แล้วจึงเดินทางต่อไปเมียนมา ซึ่งเป็นหลังบ้านยุทธศาสตร์ของจีนด้านมหาสมุทรอินเดีย ถ้ามองอย่างผิวเผิน นี่คือทัวร์ 3 ประเทศ แต่ถ้ามองเชิงรัฐศาสตร์ นี่คือการเดินเกมผ่าน “สามเหลี่ยมยุทธศาสตร์” ที่จีนต้องการควบคุมจังหวะให้ได้
กัมพูชาคือพันธมิตรที่จีนไว้ใจ ไทยคือจุดกลางที่จีนต้องการดึง เมียนมาคือพื้นที่เสี่ยงที่จีนปล่อยให้พังไม่ได้ ดังนั้น การที่หวัง อี้เดินทางมากัมพูชาก่อน แล้วจึงมาไทย จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะจีนได้พูดคุยกับกัมพูชาในระดับสูงก่อน แล้วจึงนำสัญญาณทางการเมืองบางอย่างมาสื่อสารต่อกับไทย
หลักฐานสำคัญคือ นายกรัฐมนตรีอนุทินระบุว่า หวัง อี้ได้สื่อสารว่า กัมพูชาไม่ต้องการสู้รบ ไม่ต้องการเผชิญหน้า และไม่ต้องการความขัดแย้งกับไทยอีกต่อไป อีกทั้งจีนยังพร้อมมีบทบาทช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในภูมิภาค ตรงนี้สำคัญมาก
เพราะนี่ไม่ใช่แค่จีน “แสดงความหวัง” ให้ไทยกับกัมพูชาคืนดีกัน แต่เริ่มมีลักษณะของการทูตแบบ shuttle diplomacy คือการที่จีนรับรู้สัญญาณจากฝ่ายหนึ่ง แล้วนำมาสื่อสารต่ออีกฝ่ายหนึ่ง
อาจยังไม่ใช่การไกล่เกลี่ยอย่างเป็นทางการเต็มรูปแบบ แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่ชัดเจนว่า จีนกำลังทดลองวางตัวเองเป็น “ผู้ส่งสาร” ระหว่างไทยกับกัมพูชา และเมื่อมหาอำนาจเริ่มเป็นผู้ส่งสาร วันหนึ่งมหาอำนาจก็อาจกลายเป็นผู้กำหนดกรอบการเจรจา
2. กัมพูชา–จีน 2+2 คือสัญญาณที่ไทยต้องอ่านให้ขาด
สิ่งที่เกิดขึ้นในกัมพูชาก่อนหวัง อี้มาไทย คือการเปิดกลไก 2+2 ระหว่างจีนกับกัมพูชา คำว่า 2+2 หมายถึง รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหมของทั้งสองฝ่ายประชุมร่วมกัน นี่ไม่ใช่กลไกทางเศรษฐกิจธรรมดา แต่เป็นกลไกที่ผูกการทูตเข้ากับความมั่นคงและกลาโหมโดยตรง พูดให้ชัดคือ จีนกำลังยกระดับความสัมพันธ์กับกัมพูชาจาก “มิตรภาพใกล้ชิด” ไปสู่ “กรอบความมั่นคงร่วม”
สำหรับไทย ประเด็นนี้ไม่ควรถูกมองข้าม เพราะจีนยังไม่ได้ให้ไทยอยู่ในกรอบแบบเดียวกัน จีนพูดกับกัมพูชาในภาษาของพันธมิตรยุทธศาสตร์ แต่พูดกับไทยในภาษาของมิตรภาพแบบครอบครัว ในคำแถลงของจีนต่อไทย มีการย้ำวลีว่า “จีนกับไทยเป็นครอบครัวเดียวกัน” และพูดถึงความสัมพันธ์ที่มีรากฐานทางสังคมและความรู้สึกของประชาชน ส่วนกับกัมพูชา จีนใช้ภาษาประเภท “ironclad friendship” หรือมิตรภาพเหล็กกล้า ซึ่งสะท้อนระดับความแน่นของความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่ต่างกัน
กัมพูชาคือพันธมิตรยุทธศาสตร์ลึกซึ้ง ไทยคือหุ้นส่วนใกล้ชิดที่ยังต้องจัดการด้วยความละมุนละม่อม นี่คือภาษาการทูตที่ไม่ควรฟังผ่าน ๆ เพราะคำพูดของรัฐไม่ใช่แค่คำสวย แต่เป็นการจัดชั้นความสัมพันธ์ กัมพูชาคือพันธมิตรที่จีนวางใจได้สูง ไทยคือหุ้นส่วนสำคัญที่ยังมีอิสระสูง เมียนมาคือรัฐกันชนที่จีนต้องประคองไว้ไม่ให้หลุดจากวงอิทธิพล
พูดแบบอ่านเกมอำนาจคือ จีนพูดกับกัมพูชาเหมือนพันธมิตร พูดกับไทยเหมือนญาติ และพูดกับเมียนมาเหมือนเพื่อนบ้านที่ไฟไหม้บ้านแล้วจีนต้องรีบควบคุมไม่ให้ลามเข้าบ้านตัวเอง
3. จีนไม่ได้แค่เพิ่มอิทธิพล แต่กำลังสร้าง “ระเบียบย่อย” ของตัวเอง
หลายคนอาจสรุปง่าย ๆ ว่า จีนมีอิทธิพลในภูมิภาคมากขึ้น แต่คำว่า “อิทธิพล” ยังเบาเกินไป สิ่งที่จีนกำลังทำคือการเปลี่ยนตัวเองจากมหาอำนาจที่อยู่ใกล้ ให้กลายเป็นผู้จัดระเบียบปัญหาของภูมิภาค ในอดีต จีนอาจถูกมองว่าเป็นประเทศคู่ค้า นักลงทุน หรือมหาอำนาจที่มีผลประโยชน์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แต่ในวันนี้ จีนเริ่มขยับเข้าสู่บทบาทใหม่ คือเป็นทั้งผู้ลงทุน ผู้เจรจา ผู้ส่งสาร ผู้ปราบอาชญากรรมข้ามชาติ และผู้ประคองความขัดแย้งระหว่างรัฐเพื่อนบ้าน นี่คือการสร้างระเบียบแบบจีน จีนไม่ได้สร้างระเบียบด้วยสนธิสัญญาพันธมิตรเหมือนสหรัฐ
ไม่ได้บอกให้ประเทศต่าง ๆ เลือกข้างอย่างเปิดเผย ไม่ได้ตั้งฐานทัพเป็นหัวใจของทุกอย่าง แต่จีนใช้วิธีถักเครือข่าย
การค้า
การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ชายแดน อาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกม ความมั่นคง การไกล่เกลี่ย และความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำ ทั้งหมดนี้ค่อย ๆ ทำให้ประเทศรอบจีนต้องคุยกับจีนก่อนในโจทย์สำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ
นี่คือประเด็นใหญ่ที่สุดของการเยือนครั้งนี้ จีนไม่ได้บังคับให้ไทยเลือกข้าง แต่กำลังสร้างสภาพแวดล้อมใหม่ที่ทำให้ไทยต้องคุยกับจีนก่อนในแทบทุกโจทย์ใหญ่ของภูมิภาค
4. แก๊งสแกมคือประตูใหม่ของอิทธิพลจีน
อีกมิติหนึ่งที่ไม่ควรมองเป็นเรื่องเล็ก คือประเด็นแก๊งสแกมและอาชญากรรมข้ามชาติ การพบกันระหว่างหวัง อี้กับ นายกรัฐมนตรีไทยมีการพูดถึงความร่วมมือปราบอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะ cyber scams อย่างชัดเจน หลายคนอาจมองว่าเรื่องนี้เป็นแค่เรื่องตำรวจ แต่ในทางรัฐศาสตร์ นี่คือ “ความมั่นคงรูปแบบใหม่”
แก๊งสแกม เว็บพนัน ค้ามนุษย์ และอาชญากรรมชายแดน ไม่ใช่แค่ปัญหาอาชญากรรมอีกต่อไป แต่กลายเป็นเหตุผลให้จีนเข้ามามีบทบาทในพื้นที่ชายแดนของประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น
จีนมีเหตุผลของตัวเอง เพราะเหยื่อจำนวนมากเป็นคนจีน เงินจำนวนมากไหลออกจากจีน เครือข่ายอาชญากรรมจำนวนมากแอบอ้าง ใช้ทุนจีน หรืออยู่ในพื้นที่ที่จีนมีผลประโยชน์
ดังนั้น เมื่อจีนพูดเรื่องปราบสแกม จีนไม่ได้พูดแค่เรื่องความปลอดภัยของประชาชน แต่พูดเรื่องความสามารถของรัฐจีนในการคุ้มครองพลเมืองและผลประโยชน์ของตนข้ามพรมแดน นี่คือประตูที่จีนใช้เข้าสู่พื้นที่ความมั่นคงของอนุภูมิภาค โดยไม่ต้องพูดเรื่องฐานทัพ ไม่ต้องพูดเรื่องพันธมิตรทางทหาร ไม่ต้องพูดเรื่องการครอบงำ แต่เข้ามาในนามของ “การจัดระเบียบอาชญากรรม”
นี่คือจุดที่ไทยต้องระวังให้มาก เพราะหากไทยไม่มีขีดความสามารถของตัวเองในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติ พื้นที่นโยบายเหล่านี้จะค่อย ๆ ถูกเปิดให้มหาอำนาจเข้ามากำหนดจังหวะมากขึ้น
5. เมียนมาคือหลังบ้านยุทธศาสตร์ของจีน
หลังจากไทย หวัง อี้เดินทางต่อไปเมียนมา นี่ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเช่นกัน เมียนมาสำหรับจีนไม่ใช่แค่ประเทศเพื่อนบ้านที่มีปัญหาการเมืองภายใน แต่เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญมาก เมียนมาคือทางออกของจีนสู่มหาสมุทรอินเดีย คือเส้นทางพลังงาน
คือแนวโครงการ Belt and Road คือกันชนด้านยูนนาน คือพื้นที่ที่ความไม่มั่นคงสามารถลามเข้าจีนได้ และคือสนามที่จีนไม่ต้องการปล่อยให้ตะวันตกหรือความไร้เสถียรภาพเข้ามาแทน
ในช่วงเดียวกัน เมียนมายังอยู่ในภาวะการเมืองที่ตึงเครียด หลังรัฐบาลทหารพยายามปรับสถานะและสร้างความชอบธรรมใหม่ ขณะที่หลายฝ่ายในโลกตะวันตกและอาเซียนยังตั้งคำถามต่อกระบวนการทางการเมืองของเมียนมา
ดังนั้น การที่หวัง อี้พบผู้นำเมียนมา ไม่ได้มีความหมายแค่ในเชิงทวิภาคี แต่ยังช่วยทำให้รัฐบาลทหารเมียนมาดูมีช่องทางความสัมพันธ์ปกติกับมหาอำนาจสำคัญ
จีนอาจไม่ชอบความวุ่นวายในเมียนมา แต่จีนก็ไม่ต้องการให้เมียนมาหลุดออกจากวงยุทธศาสตร์ของตน พูดให้คมคือ
เมียนมาไม่ใช่ปลายทางของทริป แต่คือด้านหลังบ้านของยุทธศาสตร์จีน ถ้าเมียนมาลุกเป็นไฟ จีนเสียทั้งชายแดน พลังงาน เส้นทางทะเล และอิทธิพลในแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
6. อาเซียนกำลังถูกท้าทายโดยการทูตแบบจีน
อีกมิติหนึ่งที่สำคัญมาก คือบทบาทของอาเซียน ตามหลักการ อาเซียนมักพูดถึง ASEAN centrality หรือความเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในการจัดการปัญหาภูมิภาค แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อจีนเดินเกมแบบทวิภาคีกับกัมพูชา ไทย และเมียนมา พร้อมกันในทริปเดียว คำถามคือ อาเซียนยังเป็นศูนย์กลางจริงแค่ไหน ถ้าความขัดแย้งไทย–กัมพูชาเริ่มต้องมีจีนเป็นผู้ส่งสาร
ถ้าปัญหาเมียนมาต้องคุยผ่านจีน ถ้าปัญหาแก๊งสแกมชายแดนต้องอาศัยแรงกดดันและความร่วมมือจากจีน ถ้าโครงสร้างพื้นฐานและเศรษฐกิจต้องผูกกับจีนมากขึ้น เมื่อนั้นจีนไม่ได้แค่มีความสัมพันธ์กับประเทศสมาชิกอาเซียน แต่จีนกำลังทำให้ปัญหาในภูมิภาคถูกจัดการผ่านปักกิ่งมากขึ้น
นี่คือการท้าทาย ASEAN centrality แบบเงียบ ๆ ไม่ใช่การประกาศว่าอาเซียนไม่สำคัญ แต่เป็นการทำให้อาเซียนค่อย ๆ ไม่ใช่เวทีเดียวที่ประเทศในภูมิภาคต้องพึ่งพา จีนกำลังสร้างระบบแบบ hub-and-spokes จีนเป็น hub ประเทศรอบจีนเป็น spokes
และปัญหาต่าง ๆ ถูกเชื่อมกลับไปหาปักกิ่ง
นี่คือสิ่งที่ไทยต้องอ่านให้ออก เพราะถ้าไทยไม่ระวัง ไทยอาจไม่ได้เป็นผู้เล่นที่ต่อรองระหว่างมหาอำนาจ แต่กลายเป็นพื้นที่กลางที่มหาอำนาจใช้จัดระเบียบภูมิภาคแทน
7. กัมพูชาไม่ใช่แค่ “ลูกไล่จีน”
อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์เรื่องนี้ไม่ควรมองกัมพูชาเป็นเพียงเบี้ยของจีน กัมพูชาเองก็มี agency หรือความสามารถในการเล่นเกมของตัวเอง กัมพูชาใช้จีนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับไทย ใช้จีนเพื่อถ่วงดุลเวียดนาม ใช้จีนเพื่อเพิ่มน้ำหนักของตัวเองในอาเซียน และใช้จีนเพื่อยกระดับสถานะจากประเทศเล็ก ให้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่มหาอำนาจต้องให้ความสำคัญ
นี่คือความสัมพันธ์แบบต่างฝ่ายต่างใช้กัน จีนใช้กัมพูชาเป็นฐานอิทธิพลในแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กัมพูชาใช้จีนเป็นเครื่องขยายอำนาจของรัฐเล็ก
ดังนั้น กลไก 2+2 ระหว่างจีนกับกัมพูชา จึงไม่ใช่แค่จีนให้รางวัลกัมพูชา แต่เป็นการที่กัมพูชายกระดับตัวเองขึ้นมาอยู่ในสมการความมั่นคงระดับภูมิภาค
นี่คือเรื่องที่ไทยต้องมองอย่างจริงจัง เพราะถ้าไทยยังมองกัมพูชาแบบเดิม ว่าเป็นเพียงประเทศเล็กข้างบ้าน ไทยอาจอ่านเกมผิด กัมพูชาในวันนี้ไม่ใช่แค่กัมพูชา แต่คือกัมพูชาที่มีจีนซ้อนอยู่ด้านหลังในระดับยุทธศาสตร์
8. แล้วไทยควรยืนตรงไหน
โจทย์ของไทยไม่ใช่การต่อต้านจีน เพราะจีนคือมหาอำนาจใกล้บ้าน เป็นคู่ค้าสำคัญ เป็นแหล่งลงทุน เป็นนักท่องเที่ยว เป็นผู้เล่นสำคัญในปัญหาเมียนมา กัมพูชา และอาชญากรรมข้ามชาติ การปฏิเสธจีนจึงไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ฉลาด แต่การปล่อยให้จีนเป็นช่องทางหลักเพียงช่องทางเดียวในการจัดการปัญหาภูมิภาค ก็ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ที่ปลอดภัยเช่นกัน ไทยต้องเล่นเกมให้เป็น
ไทยต้องร่วมมือกับจีน แต่ไม่ฝากความมั่นคงไว้กับจีนทั้งหมด ไทยต้องใช้ประโยชน์จากจีน แต่ไม่ยอมให้จีนเป็นผู้กำหนดกรอบปัญหาแทนไทย
ไทยต้องรักษาความสัมพันธ์กับจีน แต่ต้องไม่ละทิ้งสมดุลกับสหรัฐ ญี่ปุ่น อินเดีย อาเซียน และประเทศอื่น ๆ ไทยมีแต้มต่อ เพราะไทยไม่ใช่กัมพูชา และไม่ใช่เมียนมา ไทยไม่ใช่พันธมิตรแน่นของจีนแบบกัมพูชา ไทยไม่ถูกโดดเดี่ยวแบบเมียนมา
ไทยยังมีความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐ ไทยยังมีฐานเศรษฐกิจที่ญี่ปุ่นลงทุนมานาน และไทยยังมีภูมิศาสตร์ที่จีนต้องการ
ดังนั้น ไทยยังมีพื้นที่ต่อรอง แต่พื้นที่ต่อรองจะมีความหมายก็ต่อเมื่อไทยอ่านเกมออก และรู้ว่าตัวเองกำลังถูกจัดวางอยู่ตรงไหน
บทสรุป: จีนไม่ได้มาเยือนไทย แต่กำลังจัดวางไทย การเดินทางของหวัง อี้ผ่านกัมพูชา ไทย และเมียนมา ไม่ใช่เพียงทริปการทูต 3 ประเทศ แต่มันคือการลากเส้นยุทธศาสตร์ใหม่ของจีนบนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กัมพูชาคือพันธมิตรเหล็กกล้า
ไทยคือจุดกลางที่ต้องดึงด้วยภาษาครอบครัว เมียนมาคือหลังบ้านยุทธศาสตร์ที่จีนปล่อยให้พังไม่ได้ และเมื่อจีนเริ่มเป็นทั้งผู้ส่งสาร ผู้ไกล่เกลี่ย ผู้ลงทุน ผู้ปราบสแกม ผู้คุยกับทุกฝ่าย และผู้ประคองความขัดแย้งในภูมิภาค คำถามของไทยจึงไม่ใช่แค่ว่า “จีนต้องการอะไร”
แต่คือ ไทยจะรักษาความเป็นเจ้าของเกมของตัวเองได้แค่ไหน เพราะในโลกของมหาอำนาจ ประเทศเล็กและประเทศขนาดกลางไม่ได้สูญเสียอธิปไตยในวันเดียว
แต่สูญเสียทีละน้อย เมื่อทุกปัญหาสำคัญต้องรอให้มหาอำนาจช่วยคิด ช่วยเจรจา ช่วยลงทุน ช่วยปราบปราม และช่วยจัดระเบียบให้ จีนไม่ได้กำลังขอให้ไทยเลือกข้าง จีนกำลังสร้างโลกใหม่รอบตัวไทย โลกที่ไทยจะต้องคุยกับจีนมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องกัมพูชา เมียนมา ชายแดน สแกม การค้า การลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน และความมั่นคงภูมิภาค
ดังนั้น โจทย์ของไทยจึงไม่ใช่การกลัวจีน แต่คือการรู้จักจีนให้ลึกพอ ใช้จีนให้เป็น ต่อรองจีนให้ได้ และไม่ปล่อยให้จีนกลายเป็นผู้จัดระเบียบอนาคตของไทยแทนคนไทยเอง เพราะความสัมพันธ์แบบ “ครอบครัว” ฟังดูอบอุ่น แต่ในโลกการเมืองระหว่างประเทศ แม้แต่ครอบครัว ก็ยังมีลำดับชั้น มีผลประโยชน์ มีอำนาจต่อรอง และมีคนที่พยายามเป็นหัวหน้าบ้านเสมอ