บ้านประหยัดพลังงาน
สภาพอาการแปรปรวนที่มาจากปัญหาโลกร้อนนั้น ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสนใจกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น และทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหันมาตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ร่วมกันผลักดันเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่ผู้คนต่างหันมาเลือกที่อยู่อาศัยหรือบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นเทรนด์รักษ์โลก
แต่ในขณะเดียวกัน สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลและสหรัฐ ส่งผลให้ราคาพลังงานเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ซึ่ง ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจSCB EIC ระบุว่า
สงครามตะวันออกกลางทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ต้นทุนอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนการผลิตที่ใช้พลังงานสูง เช่น เหล็ก, ปูนซีเมนต์ และกระเบื้อง (สัดส่วนต้นทุนพลังงานอยู่ที่ 35-50% ของต้นทุนรวม)
นอกจากนี้ยังได้รับผลกระทบด้านราคาวัตถุดิบนำเข้าที่ผันผวนตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลก รวมถึงค่าขนส่งที่สูงขึ้น โดยใน 1-2 เดือนนี้ ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวยังไม่สูงนัก ซึ่งจะเป็นการปรับขึ้นไปตามค่าขนส่ง เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีสต๊อกสินค้าในช่วงก่อนการเกิดสงคราม รวมถึงโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่มีการล็อกราคาวัสดุก่อสร้างจากคำสั่งซื้อล่วงหน้า แต่ ณ 11 มี.ค.2026 ราคา Billet ในจีนปรับตัวสูงขึ้น 6% จากในเดือน ก.พ.2026 โดยหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ จะเป็นความเสี่ยงให้ราคาวัสดุก่อสร้างมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอีกจากปัจจุบัน รวมถึงการใช้งานลดลง จากการชะลอโครงการก่อสร้าง
จากปัจจัยลบ ทั้งภาวะโลกร้อนจนเดือด บวกกับสงครามตะวันออกกลาง แหล่งผลิตพลังงานของโลก ส่งผลให้เทรนด์ บ้านประหยัดพลังงาน ได้รับความนิยมมากขึ้น ซึ่ง ผลสำรวจจาก ดีดีพร็อพเพอร์ตี้ พบว่า 17% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ตัดสินใจเลือกผู้พัฒนาอสังหาฯ ที่มีชื่อเสียงด้านโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอาคารเขียว หรือปฏิบัติตามแนวทางความยั่งยืนในการก่อสร้างมาเป็นอันดับ 2 รองมาจากการเลือกจากชื่อเสียงของผู้พัฒนาอสังหาฯ (20%)
สอดคล้องกับข้อมูลจากแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้บริโภคที่มีต่อตลาดที่อยู่อาศัย DDproperty Thailand Consumer Sentiment Study พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามกว่า 2 ใน 5 (46%) ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อบ้าน/คอนโดฯ รักษ์โลก ส่วน 52% เปิดรับแนวคิดนี้แต่ยังไม่ตัดสินใจ นอกจากนี้ เกือบ 9 ใน 10 (88%) เผยว่า ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยที่มาพร้อมคุณสมบัติเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เช่น นวัตกรรมบ้านเย็น บ้านปลอดฝุ่น
และยังพบว่านอกจากจะให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่สีเขียวที่บ้าน เช่น การทำสวน ปลูกต้นไม้แล้ว ยังมองหาไลฟ์สไตล์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การรีไซเคิล การอนุรักษ์น้ำ 65% และการออกแบบอสังหาฯ ที่ยั่งยืน เช่น สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า หลังคาโซลาร์เซลล์ 58% สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์และสภาพที่อยู่อาศัยให้พร้อมรับมือสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไป ควบคู่กับการหาแนวทางประหยัดพลังงานอย่างยั่งยืนมาปรับใช้
ขณะที่ ตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิว เอ็นเนอร์จี พลัส โซลูชั่นส์ จำกัด มองว่า กลุ่มผู้ซื้อบ้านมือสองที่ต้องการรีโนเวทบ้านยังให้ความสำคัญกับการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพื่อเน้นการประหยัดพลังงานในระยะยาวแทนโครงการบ้านจัดสรรใหม่ ผู้บริโภคกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อประหยัดพลังงานในระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความคุ้มค่าและยั่งยืน
รวมถึงยังเริ่มมองหาการติดตั้งระบบแบตเตอรี่ (Hybrid) มากขึ้นเมื่อราคาเริ่มเข้าถึงได้ ประกอบกับการผลักดันนโยบายภาครัฐ อย่างระบบ Net Metering (หักลบกลบหน่วย) ที่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้บ้านแต่ละหลังเปลี่ยนสภาพเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก รวมถึงมาตรการยกเว้นภาษีสูงสุด 200,000 บาท ยังเป็นแรงจูงใจสำคัญที่กระตุ้นความสนใจของประชาชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงโซลาร์เซลล์ได้ง่ายขึ้น และนี่คือโอกาสของธุรกิจพลังงานสะอาด ไม่ได้อยู่ที่การขายอุปกรณ์ แต่คือการส่งมอบแนวคิดการพึ่งพาตนเอง เพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ และสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับการใช้ชีวิตในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ในยุคที่โลกของเราเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านสิ่งแวดล้อม ค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงภัยสงคราม ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ การสร้างบ้านที่ประหยัดพลังงานจึงไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือก แต่เป็น “อนาคต” ที่คุณสามารถสร้างได้.
บุญช่วย ค้ายาดี