โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ปรับระบบภาษี ต้นแผ่นดิน พระปกเกล้าฯ รายได้แผ่นดิน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 2 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 07 เม.ย. เวลา 02.52 น.

บทความพิเศษ

ย้อนกลับมายัง Benjamin A. Batson (เบนจามิน เอ. บัทสัน-นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันที่ศึกษา ประวัติศาสตร์ไทย) บทบาทของรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจมีการปรับเปลี่ยนไปมากหลาย นับตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างทางการคลังในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 รายรับจากภาษีสำคัญในปีแรกของสมัยรัชกาลที่ 7 เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว

(ซึ่งสำหรับปีนี้ใกล้เคียงกับรายรับจริงที่ได้เป็นจำนวนเงินนับล้านบาท) ส่วนใหญ่มาจากภาษีศุลกากร สรรพสามิต และค่าธรรมเนียมการขนส่ง (25%)

การผูกขาดฝิ่น (18%) การรถไฟ (17%) ภาษีที่ดิน (12%) ภาษีรายหัว (10%) ภาษีป่าไม้และเหมืองแร่ (8%) รายการทั้งหมดนี้ยังคงเป็นรายได้หลักมาจนถึงปี 1932

แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงบ้างในความสำคัญที่เกี่ยวพันกันไป

1. กำไรจากการรถไฟลดลงมาก และช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในตอนต้นทศวรรษ 1930 ก็ลดลงอย่างรุนแรง เพราะกิจการทางเศรษฐกิจในระดับต่างๆ ล้วนแล้วแต่ลดลงอย่างมาก

2. รายรับจากภาษีฝิ่นสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาของรัฐบาลที่จะค่อยๆ ยกเลิกการค้าฝิ่น และเมื่อถึงปี 1932 ก็เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของยอดในกลางทศวรรษ 1920

3. เมื่อการแก้ไขสนธิสัญญา (ซึ่งชาวอังกฤษและชาวตะวันตกที่มีธุรกิจในกรุงเทพมหานครต่างก็คัดค้าน) ถูกนำมาใช้ปฏิบัติในปี 1927 ค่าธรรมเนียมและการขนส่งภายในซึ่งเล็กน้อยมากได้หายไปเลย

ขณะเดียวกัน ในเวลาเพียงปีเดียวภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า และรายรับจากการส่งออก-นำเข้าซึ่งที่แล้วๆ มาใกล้เคียงกันกับภาษีที่เคยเก็บได้กลายมาเป็นส่วนประกอบที่มีความสำคัญมากที่สุดในกลุ่มภาษีศุลกากร ภาษีอากร และการขนส่ง

การเปลี่ยนระบบภาษี
ตอนต้นรัชกาลที่ 7

องค์ประกอบของรายได้ของรัฐบาลในสมัยรัชกาลที่ 7 ค่อนข้างจะแตกต่างจากที่เคยเป็นมาในทศวรรษก่อนหน้านี้

รายได้หลักของการคลังในสมัยรัชกาลที่ 5

(และในประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงสมัยก่อนสนธิสัญญาเบาว์ริง และแม้กระทั่งก่อนยุครัตนโกสินทร์)

คือ การประมูลภาษีที่อื้อฉาวและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพราะผิดทั้งทางศีลธรรมและทางเศรษฐกิจ คือภาษีบ่อนเบี้ยและหวย

อย่างไรก็ตาม ในตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 5 สัมปทานบ่อนเบี้ยก็เหลืออยู่เพียงภายในนครหลวง

และกลางสมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีการห้ามทั้งบ่อนเบี้ยและหวยโดยเด็ดขาด

และเมื่อถึงต้นสมัยรัชกาลที่ 7 มีการประมูลที่เหลืออยู่เพียง 2 ประเภทคือ รังนกและไข่เต่า ซึ่งยังมีรายได้ให้อยู่เล็กน้อยเท่านั้น

ข้อมูลจาก Statistical Year Book 2472 ระบุในเชิงอรรถว่า เรื่องเดิม 245 ใบอนุญาตให้มีการเล่นการพนันบางชนิดได้ยังคงมีอยู่ แต่เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 7 รายได้จากใบอนุญาตนี้น้อยมาก

Batson โต้แย้งว่า ดังนั้น การที่มีผู้กล่าวหาบ่อยครั้งว่ารัฐบาลเลี้ยงตัวได้เพราะอบายมุข โดยเฉพาะอบายมุขของชาวจีนจึงค่อยๆ ลดความเป็นจริงลงไป เมื่อกิจการทางเศรษฐกิจอื่นๆ ขยายตัว

ทำให้แหล่งหาเงินได้มีให้เลือกมากขึ้น

แรงงาน และรายได้รัฐ
แรงงานจีนแปรเปลี่ยน

เมื่อถึงกลางทศวรรษ 1920 มีเพียงรายได้จากฝิ่น (ซึ่งรัฐบาลสัญญาว่าจะค่อยๆ เลิก) และสุรา (และบุหรี่) ซึ่งประกอบรวมเป็นภาษีอากรเท่านั้นที่ยังคงเรียกได้ว่าเป็น “อบายมุข”

และในบรรดาสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มีเพียงฝิ่นเท่านั้นที่น่าจะเรียกได้ว่า “เป็นจีน”

และในขณะที่มีการเอารัดเอาเปรียบชาวจีน (ส่วนมากโดยชาวจีนด้วยกันเอง) ในสมัยก่อนหน้านี้ ชีวิตของชาวจีนในสยามก็ไม่เคยลำบากมากจนทำให้ชาวจีนที่เข้ามาในประเทศลดลง

หรือทำให้พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ประสบความมั่งคั่งเลย

ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะรัฐบาลสยามไม่ได้จะกดขี่ใคร ดังนั้น แม้อาจจะดูเหมือนว่ากดขี่ชาวจีนบ้าง แต่ก็ไม่มากจนถึงกับกลายเป็นภาระหนัก

รายได้ของรัฐบาลจากชาวจีนต่อหัวต่อปีตกอยู่ประมาณ 4 บาทเท่านั้น เมื่อตอนเปลี่ยนศตวรรษ และค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นเป็น 10.5 บาทในปี 1927/8 ซึ่งนับว่าสูงสุดแล้วก็ลดลงเรื่อยๆ ลงมาที่ระดับเกินกว่า 6 บาทเล็กน้อยในปีสุดท้ายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์

ตัวเลขนี้พอจะเปรียบเทียบได้กับค่าแรงเฉลี่ยต่อวันของผู้ใช้แรงงาน คือ 0.75 บาทต่อวัน (แรงงานที่มีความชำนาญมีรายได้มากกว่าพวกใช้แรงงาน 2 ถึง 3 เท่า) ตอนปลายรัชกาลที่ 5

และก็ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นเป็น 1 บาทต่อวันในต้นรัชกาลที่ 7 (แล้วก็ลดลงอีกไปอยู่ที่ประมาณ 0.8 บาทต่อวัน ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ)

ตัวเลขเหล่านี้รวมถึงรายรับส่วนใหญ่ของรัฐบาลได้มาโดยทางอ้อมจากการบริการสาธารณะ (ภาษีขาเข้า, กำไรจากกิจการรถไฟ ป่าไม้ และเหมืองแร่) แสดงให้เห็นว่า เป็นภาระภาษีที่ค่อนข้างจะไม่หนักหนาอะไร

แม้ว่าระบบจะล้าหลังมากก็ตาม

พร้อมกับมีเชิงอรรถระบุด้วยว่า ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกันนี้แต่มีความกว้างกว่าในลำดับของเวลาและด้านภูมิศาสตร์ หาดูได้ในหนังสือของ J.C.Soft เรื่อง The Moral Economy of Peasant : Rebellion and Subsistence in Southeast Asia (New Haven, 1976)

“การเก็บภาษีมักจะเป็นไปเพียงพิธีและไม่ค่อยจะมีความหมายอะไรมากนัก

ดังนั้น นับว่ากฎระเบียบในประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นดูจะน่ากลัวกว่าการปฏิบัติมากนัก”

ผลประโยชน์ รายได้
มาพร้อมชาติกำเนิด

จากมุมมองของ Batson การที่โครงสร้างการเก็บรายได้ของรัฐบาลล้าหลังเป็นสิ่งที่ชาวไทยและต่างชาติวิพากษ์วิจารณ์กันเสมอ ตอนนี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้เป็นการแยกเชื้อชาติ แต่แบ่งแยกชั้นวรรณะ

ไม่ได้มีการเสนอแนะว่า คนรวยควรเสียภาษีมากกว่าคนจน แต่ในหลายๆ กรณีพวกเขาเสียน้อยกว่ามาก

ยกตัวอย่างเช่น เงินรัชชูปการซึ่งนำมาใช้แทนการเป็นไพร่เกณฑ์แบบที่เคยปฏิบัติมา และได้มีการตั้งอัตราที่เสมอกันไว้ต่อคนโดยไม่ต้องดูว่ามีรายได้เท่าไร (ซึ่งจนกระทั่งถึงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวจีนถูกเรียกเก็บในอัตราต่ำกว่าคนไทย)

ในขณะที่ธุรกิจต่างๆ และรายได้ประเภทอื่นๆ (โดยเฉพาะรายได้ที่ “ได้มาเอง” ซึ่งเป็นรายได้หลักของพวกผู้ดีชั้นสูง) ถูกเรียกเก็บภาษีน้อยมาก

ที่ปรึกษาชาวอังกฤษและอเมริกันเป็นกลุ่มที่วิจารณ์เรื่องการจัดเก็บภาษีอย่างตรงไปตรงมาที่สุด และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงฟังคำวิจารณ์นี้อย่างเข้าพระทัยดี

แต่พระองค์รับสั่งเสมอว่า “เป็นผลประโยชน์ที่มาพร้อมชาติกำเนิด”

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ตลอดถึงข้อจำกัดในการบริหารงานของราชการทำให้ไม่สามารถปฏิรูปมูลฐานเดิมของระบบการเก็บภาษีก่อนการรัฐประหารปี 1932 (ปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475) ได้

ที่จริงแล้ว แม้ว่าพวก “ผู้ดี” จะได้เปลี่ยนไปมากแล้ว

ส่วนใหญ่รัฐบาลหลังปี 1932 ก็ไม่สามารถและไม่เต็มใจที่จะดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับปัญหาระบบการจัดเก็บภาษีที่ล้าหลัง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรับระบบภาษี ต้นแผ่นดิน พระปกเกล้าฯ รายได้แผ่นดิน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...