ปรับระบบภาษี ต้นแผ่นดิน พระปกเกล้าฯ รายได้แผ่นดิน
บทความพิเศษ
ย้อนกลับมายัง Benjamin A. Batson (เบนจามิน เอ. บัทสัน-นักประวัติศาสตร์ชาวอเมริกันที่ศึกษา ประวัติศาสตร์ไทย) บทบาทของรัฐบาลในเรื่องเศรษฐกิจมีการปรับเปลี่ยนไปมากหลาย นับตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างทางการคลังในสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 รายรับจากภาษีสำคัญในปีแรกของสมัยรัชกาลที่ 7 เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว
(ซึ่งสำหรับปีนี้ใกล้เคียงกับรายรับจริงที่ได้เป็นจำนวนเงินนับล้านบาท) ส่วนใหญ่มาจากภาษีศุลกากร สรรพสามิต และค่าธรรมเนียมการขนส่ง (25%)
การผูกขาดฝิ่น (18%) การรถไฟ (17%) ภาษีที่ดิน (12%) ภาษีรายหัว (10%) ภาษีป่าไม้และเหมืองแร่ (8%) รายการทั้งหมดนี้ยังคงเป็นรายได้หลักมาจนถึงปี 1932
แต่ก็มีการเปลี่ยนแปลงบ้างในความสำคัญที่เกี่ยวพันกันไป
1. กำไรจากการรถไฟลดลงมาก และช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในตอนต้นทศวรรษ 1930 ก็ลดลงอย่างรุนแรง เพราะกิจการทางเศรษฐกิจในระดับต่างๆ ล้วนแล้วแต่ลดลงอย่างมาก
2. รายรับจากภาษีฝิ่นสะท้อนให้เห็นถึงสัญญาของรัฐบาลที่จะค่อยๆ ยกเลิกการค้าฝิ่น และเมื่อถึงปี 1932 ก็เหลือเพียงครึ่งหนึ่งของยอดในกลางทศวรรษ 1920
3. เมื่อการแก้ไขสนธิสัญญา (ซึ่งชาวอังกฤษและชาวตะวันตกที่มีธุรกิจในกรุงเทพมหานครต่างก็คัดค้าน) ถูกนำมาใช้ปฏิบัติในปี 1927 ค่าธรรมเนียมและการขนส่งภายในซึ่งเล็กน้อยมากได้หายไปเลย
ขณะเดียวกัน ในเวลาเพียงปีเดียวภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า และรายรับจากการส่งออก-นำเข้าซึ่งที่แล้วๆ มาใกล้เคียงกันกับภาษีที่เคยเก็บได้กลายมาเป็นส่วนประกอบที่มีความสำคัญมากที่สุดในกลุ่มภาษีศุลกากร ภาษีอากร และการขนส่ง
การเปลี่ยนระบบภาษี
ตอนต้นรัชกาลที่ 7
องค์ประกอบของรายได้ของรัฐบาลในสมัยรัชกาลที่ 7 ค่อนข้างจะแตกต่างจากที่เคยเป็นมาในทศวรรษก่อนหน้านี้
รายได้หลักของการคลังในสมัยรัชกาลที่ 5
(และในประวัติศาสตร์ย้อนไปถึงสมัยก่อนสนธิสัญญาเบาว์ริง และแม้กระทั่งก่อนยุครัตนโกสินทร์)
คือ การประมูลภาษีที่อื้อฉาวและได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ เพราะผิดทั้งทางศีลธรรมและทางเศรษฐกิจ คือภาษีบ่อนเบี้ยและหวย
อย่างไรก็ตาม ในตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 5 สัมปทานบ่อนเบี้ยก็เหลืออยู่เพียงภายในนครหลวง
และกลางสมัยรัชกาลที่ 6 ก็มีการห้ามทั้งบ่อนเบี้ยและหวยโดยเด็ดขาด
และเมื่อถึงต้นสมัยรัชกาลที่ 7 มีการประมูลที่เหลืออยู่เพียง 2 ประเภทคือ รังนกและไข่เต่า ซึ่งยังมีรายได้ให้อยู่เล็กน้อยเท่านั้น
ข้อมูลจาก Statistical Year Book 2472 ระบุในเชิงอรรถว่า เรื่องเดิม 245 ใบอนุญาตให้มีการเล่นการพนันบางชนิดได้ยังคงมีอยู่ แต่เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 7 รายได้จากใบอนุญาตนี้น้อยมาก
Batson โต้แย้งว่า ดังนั้น การที่มีผู้กล่าวหาบ่อยครั้งว่ารัฐบาลเลี้ยงตัวได้เพราะอบายมุข โดยเฉพาะอบายมุขของชาวจีนจึงค่อยๆ ลดความเป็นจริงลงไป เมื่อกิจการทางเศรษฐกิจอื่นๆ ขยายตัว
ทำให้แหล่งหาเงินได้มีให้เลือกมากขึ้น
แรงงาน และรายได้รัฐ
แรงงานจีนแปรเปลี่ยน
เมื่อถึงกลางทศวรรษ 1920 มีเพียงรายได้จากฝิ่น (ซึ่งรัฐบาลสัญญาว่าจะค่อยๆ เลิก) และสุรา (และบุหรี่) ซึ่งประกอบรวมเป็นภาษีอากรเท่านั้นที่ยังคงเรียกได้ว่าเป็น “อบายมุข”
และในบรรดาสิ่งทั้งหลายเหล่านี้มีเพียงฝิ่นเท่านั้นที่น่าจะเรียกได้ว่า “เป็นจีน”
และในขณะที่มีการเอารัดเอาเปรียบชาวจีน (ส่วนมากโดยชาวจีนด้วยกันเอง) ในสมัยก่อนหน้านี้ ชีวิตของชาวจีนในสยามก็ไม่เคยลำบากมากจนทำให้ชาวจีนที่เข้ามาในประเทศลดลง
หรือทำให้พวกเขาส่วนใหญ่ไม่ประสบความมั่งคั่งเลย
ที่เป็นเช่นนี้อาจจะเป็นเพราะรัฐบาลสยามไม่ได้จะกดขี่ใคร ดังนั้น แม้อาจจะดูเหมือนว่ากดขี่ชาวจีนบ้าง แต่ก็ไม่มากจนถึงกับกลายเป็นภาระหนัก
รายได้ของรัฐบาลจากชาวจีนต่อหัวต่อปีตกอยู่ประมาณ 4 บาทเท่านั้น เมื่อตอนเปลี่ยนศตวรรษ และค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นเป็น 10.5 บาทในปี 1927/8 ซึ่งนับว่าสูงสุดแล้วก็ลดลงเรื่อยๆ ลงมาที่ระดับเกินกว่า 6 บาทเล็กน้อยในปีสุดท้ายของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
ตัวเลขนี้พอจะเปรียบเทียบได้กับค่าแรงเฉลี่ยต่อวันของผู้ใช้แรงงาน คือ 0.75 บาทต่อวัน (แรงงานที่มีความชำนาญมีรายได้มากกว่าพวกใช้แรงงาน 2 ถึง 3 เท่า) ตอนปลายรัชกาลที่ 5
และก็ค่อยๆ เพิ่มสูงขึ้นเป็น 1 บาทต่อวันในต้นรัชกาลที่ 7 (แล้วก็ลดลงอีกไปอยู่ที่ประมาณ 0.8 บาทต่อวัน ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ)
ตัวเลขเหล่านี้รวมถึงรายรับส่วนใหญ่ของรัฐบาลได้มาโดยทางอ้อมจากการบริการสาธารณะ (ภาษีขาเข้า, กำไรจากกิจการรถไฟ ป่าไม้ และเหมืองแร่) แสดงให้เห็นว่า เป็นภาระภาษีที่ค่อนข้างจะไม่หนักหนาอะไร
แม้ว่าระบบจะล้าหลังมากก็ตาม
พร้อมกับมีเชิงอรรถระบุด้วยว่า ข้อสรุปที่คล้ายคลึงกันนี้แต่มีความกว้างกว่าในลำดับของเวลาและด้านภูมิศาสตร์ หาดูได้ในหนังสือของ J.C.Soft เรื่อง The Moral Economy of Peasant : Rebellion and Subsistence in Southeast Asia (New Haven, 1976)
“การเก็บภาษีมักจะเป็นไปเพียงพิธีและไม่ค่อยจะมีความหมายอะไรมากนัก
ดังนั้น นับว่ากฎระเบียบในประเทศทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นดูจะน่ากลัวกว่าการปฏิบัติมากนัก”
ผลประโยชน์ รายได้
มาพร้อมชาติกำเนิด
จากมุมมองของ Batson การที่โครงสร้างการเก็บรายได้ของรัฐบาลล้าหลังเป็นสิ่งที่ชาวไทยและต่างชาติวิพากษ์วิจารณ์กันเสมอ ตอนนี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่ได้เป็นการแยกเชื้อชาติ แต่แบ่งแยกชั้นวรรณะ
ไม่ได้มีการเสนอแนะว่า คนรวยควรเสียภาษีมากกว่าคนจน แต่ในหลายๆ กรณีพวกเขาเสียน้อยกว่ามาก
ยกตัวอย่างเช่น เงินรัชชูปการซึ่งนำมาใช้แทนการเป็นไพร่เกณฑ์แบบที่เคยปฏิบัติมา และได้มีการตั้งอัตราที่เสมอกันไว้ต่อคนโดยไม่ต้องดูว่ามีรายได้เท่าไร (ซึ่งจนกระทั่งถึงปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ชาวจีนถูกเรียกเก็บในอัตราต่ำกว่าคนไทย)
ในขณะที่ธุรกิจต่างๆ และรายได้ประเภทอื่นๆ (โดยเฉพาะรายได้ที่ “ได้มาเอง” ซึ่งเป็นรายได้หลักของพวกผู้ดีชั้นสูง) ถูกเรียกเก็บภาษีน้อยมาก
ที่ปรึกษาชาวอังกฤษและอเมริกันเป็นกลุ่มที่วิจารณ์เรื่องการจัดเก็บภาษีอย่างตรงไปตรงมาที่สุด และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงฟังคำวิจารณ์นี้อย่างเข้าพระทัยดี
แต่พระองค์รับสั่งเสมอว่า “เป็นผลประโยชน์ที่มาพร้อมชาติกำเนิด”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในกรณีของพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ ตลอดถึงข้อจำกัดในการบริหารงานของราชการทำให้ไม่สามารถปฏิรูปมูลฐานเดิมของระบบการเก็บภาษีก่อนการรัฐประหารปี 1932 (ปฏิวัติสยาม พ.ศ.2475) ได้
ที่จริงแล้ว แม้ว่าพวก “ผู้ดี” จะได้เปลี่ยนไปมากแล้ว
ส่วนใหญ่รัฐบาลหลังปี 1932 ก็ไม่สามารถและไม่เต็มใจที่จะดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับปัญหาระบบการจัดเก็บภาษีที่ล้าหลัง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรับระบบภาษี ต้นแผ่นดิน พระปกเกล้าฯ รายได้แผ่นดิน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly