ค่า P/E คืออะไร? วิธีดูหุ้นถูกหรือแพงที่มือใหม่ต้องรู้
จะซื้อหุ้นสักตัวแต่ไม่รู้จะดูยังไงว่าราคาแพงหรือถูก? หนึ่งในเครื่องมือยอดนิยมที่นักลงทุนใช้ตอบคำถามนี้คือ "ค่า PE" หรือ P/E Ratio
ค่า PE คืออัตราส่วนที่เปรียบเทียบระหว่างราคาหุ้นกับกำไรสุทธิต่อหุ้น พูดง่ายๆ คือตัวเลขที่บอกว่า "ถ้าซื้อหุ้นตัวนี้วันนี้ ต้องรอกี่ปีถึงจะคืนทุน" บทความนี้จะอธิบายค่า PE ตั้งแต่สูตรคำนวณ วิธีใช้วิเคราะห์หุ้น ไปจนถึงข้อควรระวังที่มือใหม่มักมองข้าม
P/E Ratio คืออะไร? สูตรคำนวณง่ายๆ
P/E Ratio (Price-to-Earnings Ratio)หรืออัตราส่วนราคาต่อกำไร คำนวณจากสูตร
P/E = ราคาหุ้น ÷ กำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS)
ตัวอย่าง: หุ้น A ราคา 50 บาท มีกำไรสุทธิต่อหุ้น 5 บาท ค่า PE จะเท่ากับ 10 เท่า หมายความว่าหากบริษัททำกำไรได้เท่าเดิมทุกปี นักลงทุนจะใช้เวลา 10 ปีจึงจะได้ทุนคืน
PE 2 แบบที่ต้องรู้ Trailing PE vs Forward PE
ค่า PE ที่เราเห็นทั่วไปนั้นแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ รูปแบบแรกคือ Trailing PEหรือค่า PE ย้อนหลัง คำนวณจากกำไรจริงที่เกิดขึ้นแล้วในช่วง 4 ไตรมาสที่ผ่านมา ข้อดีคือใช้ข้อมูลจริง แต่ข้อจำกัดคืออาจไม่สะท้อนอนาคตของบริษัท
รูปแบบที่สองคือ Forward PEหรือค่า PE ล่วงหน้า คำนวณจากกำไรที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าบริษัทจะทำได้ในอีก 12 เดือนข้างหน้า เหมาะกับการประเมินหุ้นเติบโตที่กำไรกำลังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่มีความไม่แน่นอนเพราะขึ้นอยู่กับความแม่นยำของการคาดการณ์
สำหรับนักลงทุนมือใหม่ แนะนำให้ดูทั้ง Trailing PE และ Forward PE ประกอบกัน เพื่อเห็นภาพทั้งผลงานจริงในอดีตและแนวโน้มในอนาคตของบริษัท
ค่า PE สูง vs PE ต่ำ บอกอะไร?
การตีความค่า PE ไม่ได้ตรงไปตรงมาเสมอไป ต้องพิจารณาบริบทประกอบด้วย
1.PE ต่ำ = หุ้นถูก จริงหรือ?
ค่า PE ต่ำอาจหมายความว่าหุ้นมีราคาถูกเมื่อเทียบกับกำไร แต่ก็อาจสะท้อนว่าตลาดกังวลเกี่ยวกับอนาคตของบริษัท เช่น กำไรอาจลดลงในอนาคต หรือธุรกิจกำลังเผชิญปัญหา นักลงทุนจึงไม่ยอมให้ราคาสูง
2.PE สูง = หุ้นแพงเกินไป?
ค่า PE สูงอาจดูเหมือนแพง แต่หากบริษัทมีแนวโน้มกำไรเติบโตอย่างก้าวกระโดด นักลงทุนก็ยินดีจ่ายราคาที่สูงกว่า เช่น หุ้นเติบโต (Growth Stock)มักมีค่า PE สูงเพราะตลาดคาดหวังกำไรในอนาคต
วิธีใช้ค่า PE วิเคราะห์หุ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้ค่า PE ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ควรดูตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่ต้องนำไปเปรียบเทียบในบริบทที่เหมาะสม ดังนี้
1.เปรียบเทียบกับอุตสาหกรรมเดียวกันหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีมักมี PE สูงกว่ากลุ่มสาธารณูปโภค การเปรียบเทียบข้ามอุตสาหกรรมจึงอาจทำให้ได้ข้อสรุปที่คลาดเคลื่อน
2.เปรียบเทียบกับค่า PE ในอดีตของหุ้นตัวเดียวกันช่วยให้เห็นว่าราคาปัจจุบันอยู่ในระดับสูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
3.ดูควบคู่กับอัตราการเติบโตของกำไรเทคนิคหนึ่งที่นิยมใช้คือ PEG Ratio(PE หารด้วยอัตราเติบโตของกำไร) ถ้าได้ค่าต่ำกว่า 1 แปลว่าราคายังน่าสนใจเมื่อเทียบกับการเติบโต
4.สังเกตกำไรพิเศษหรือกำไรผิดปกติบางปีบริษัทอาจมีกำไรพิเศษจากการขายสินทรัพย์ ทำให้ค่า PE ดูต่ำผิดปกติ แต่ปีถัดไปเมื่อไม่มีกำไรดังกล่าว PE จะกลับสูงขึ้น
การรู้จักใช้ค่า PE อย่างถูกต้องเป็นพื้นฐานสำคัญของการวิเคราะห์หุ้น และควรศึกษาอัตราส่วนทางการเงินอื่นๆ เพิ่มเติม เช่นProfit Margin 3 ประเภทที่นักลงทุนมือใหม่ต้องเข้าใจเพื่อวิเคราะห์หุ้นได้รอบด้านยิ่งขึ้น
คำถามที่พบบ่อย
Q: ค่า PE เท่าไหร่ถึงเรียกว่าเหมาะสม?
ไม่มีตัวเลข PE ที่ "ดีที่สุด" ตายตัว เพราะขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรม สภาวะเศรษฐกิจ และแนวโน้มกำไรของบริษัท โดยทั่วไป นักลงทุนนิยมเปรียบเทียบค่า PE กับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมเดียวกันเป็นจุดอ้างอิง
Q: หุ้นที่ไม่มีค่า PE หมายความว่าอย่างไร?
หุ้นที่ไม่แสดงค่า PE มักเป็นบริษัทที่ขาดทุน (ไม่มีกำไรสุทธิ) จึงไม่สามารถคำนวณค่า PE ได้ ไม่ได้หมายความว่าหุ้นตัวนั้นไม่มีคุณค่า แต่ต้องใช้เครื่องมือวิเคราะห์อื่นประกอบ เช่น P/BV Ratio หรือการวิเคราะห์กระแสเงินสด
ค่า PE เครื่องมือทรงพลังที่ต้องใช้อย่างรอบคอบ
ค่า PE เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการวิเคราะห์มูลค่าหุ้น แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินใจเพียงตัวเดียว ควรพิจารณาร่วมกับปัจจัยพื้นฐานอื่นๆ เช่น อัตราการเติบโต สถานะหนี้สิน และแนวโน้มอุตสาหกรรม
Yuanta Securitiesพร้อมสนับสนุนการวิเคราะห์หุ้นของคุณด้วยประสบการณ์กว่า 49 ปีในตลาดทุน ใบอนุญาตจาก ก.ล.ต.พร้อมฟีเจอร์ P/E Band ย้อนหลัง 10 ปีบนแอป NAVI ที่ช่วยให้คุณประเมินความถูกแพงของหุ้นได้สะดวกยิ่งขึ้น
คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน ผลการดำเนินงานในอดีตมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต