PCE ปรับแผนใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตไบโอดีเซล B100 เพิ่มหลังรัฐสั่งห้ามส่งออก
PCEรับลูกนโยบายรัฐระงับส่งออก CPO นาน 1 ปี มั่นใจไร้ผลกระทบเหตุมีฐานลูกค้าในประเทศรองรับแข็งแกร่ง ชูศักยภาพการผลิตไบโอดีเซล 1.3 ล้านลิตรต่อวัน รับอานิสงส์ดีมานด์พลังงานทดแทน B7 พุ่งสูง บริหารซัพพลายเชนครบวงจรผ่านคลังสินค้า 2.4 แสนตัน และกองเรือ-รถขนส่ง มุ่งเป้าเติบโตสูงสุดปี 69
7 เมษายน 2569— บมจ.เพชรศรีวิชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ (PCE) ประกาศทิศทางการดำเนินงานเพื่อสอดรับกับประกาศของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (ก.คบ.) ที่สั่งห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) นอกราชอาณาจักรเป็นเวลา 1 ปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นไป เพื่อบริหารจัดการปริมาณน้ำมันพืชบริโภคและโครงสร้างราคาภายในประเทศให้มีเสถียรภาพ
นายพรพิพัฒน์ ประสิทธิ์ศุภผล รองกรรมการผู้จัดการสายงานกลยุทธ์และพัฒนาองค์กร PCE เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมธุรกิจ เนื่องจากบริษัทมีโครงสร้างธุรกิจแบบครบวงจรที่สามารถปรับเปลี่ยนช่องทางการจำหน่ายได้อย่างรวดเร็ว โดยจะนำน้ำมันปาล์มดิบที่เดิมเคยส่งออกเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นไบโอดีเซล B100 (Methyl Ester) เพื่อรองรับความต้องการใช้ในประเทศที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
ปัจจัยบวกหลักมาจากนโยบายภาครัฐที่ปรับเพิ่มส่วนผสมไบโอดีเซลพื้นฐานจาก B5 เป็น B7 และคงทางเลือก B20 ไว้ ส่งผลให้ความต้องการไบโอดีเซลในระบบพุ่งสูงถึง 6.0-8.0 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งต้องใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นวัตถุดิบประมาณ 2.0-2.2 ล้านตันต่อปี
“การปรับกลยุทธ์ครั้งนี้ ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงานของบริษัท และมั่นใจได้ว่า มีวัตถุดิบเพียงพอต่อการผลิตไบโอดีเซลอย่างต่อเนื่อง โดย PCE ยังมีโรงสกัดน้ำมันปาล์มดิบในกลุ่มบริษัท ซึ่งพร้อมรับผลผลิตปาล์มสดจากเกษตรกรในราคาที่เป็นธรรม” นายพรพิพัฒน์ ระบุ
บริษัท นิว ไบโอดีเซล จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือและเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ เตรียมพร้อมรับซื้อผลผลิตปาล์มสดและน้ำมันปาล์มดิบมาผลิต B100 ด้วยกำลังการผลิตสูงสุดกว่า 1.3 ล้านลิตรต่อวัน หรือ 40 ล้านลิตรต่อเดือน โดยการเดินเครื่องจักรเต็มกำลังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะที่ บริษัท ปาโก้เทรดดิ้ง จำกัด (PACO) ผู้รวบรวมและจำหน่ายน้ำมันปาล์มรายใหญ่ในเครือ สามารถปรับทิศทางการขายโดยเน้นตลาดในประเทศและกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีฐานลูกค้าที่เป็นผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ (Major Oil) รองรับอยู่เดิมแล้ว
PCE ตอกย้ำความแข็งแกร่งด้านการกระจายสินค้าผ่านโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย:
- ระบบขนส่ง: รถขนส่งน้ำมันและสินค้าทั่วไปกว่า 160 คัน พร้อมกองเรือขนส่ง 13 ลำ
- คลังจัดเก็บ: พื้นที่จัดเก็บน้ำมันปาล์มและไบโอดีเซลรวมกว่า 240,000 ตัน
- จุดยุทธศาสตร์: ท่าเทียบเรือและคลังสินค้าในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และอำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา
การมีโครงข่ายโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมช่วยให้บริษัทบริหารจัดการซัพพลายเชนได้อย่างมีเสถียรภาพ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ แม้ในสภาวะที่ตลาดต่างประเทศถูกจำกัดด้วยเงื่อนไขทางนโยบาย แต่ตลาดในประเทศยังคงมีช่องว่างและโอกาสในการเติบโตที่สูงจากมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานของภาครัฐ
“การปรับกลยุทธ์ครั้งนี้ ไม่เพียงรองรับนโยบายภาครัฐ แต่ยังเป็นโอกาสในการขับเคลื่อนพลังงานทดแทนที่ยั่งยืนอย่างไบโอดีเซล B100 รวมทั้ง ยังมั่นใจว่า รายได้ปี 2569 จะสามารถเติบโตทำสถิติสูงสุดใหม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้” นายพรพิพัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย
จากการปรับเปลี่ยนแผนธุรกิจเพื่อมุ่งเน้นการผลิตมูลค่าเพิ่มภายในประเทศแทนการส่งออกวัตถุดิบดิบ PCE คาดการณ์ว่าจะสามารถรักษาอัตราการเติบโตและสร้างผลตอบแทนที่ดีได้อย่างต่อเนื่องตลอดปี 2569 โดยอาศัยความได้เปรียบด้านกำลังการผลิตและการเข้าถึงวัตถุดิบโดยตรงจากเกษตรกรในราคายุติธรรมตามกลไกตลาด