ยศชนัน จับมือทุกฝ่ายเร่งคลอด ร่าง กม.การศึกษาใหม่ ชูระบบเข้าใจเด็กรายบุคคล
รัฐเร่งเปลี่ยนระบบการศึกษาเน้นเข้าใจรายบุคคล
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงานร่าง พ.ร.บ.การศึกษา ได้เข้าร่วมงานครบรอบ 10 ปี “ก่อการครู” เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากคนทำงานในภาคสนาม โดยประกาศทิศทางใหม่ในการขับเคลื่อนการศึกษาไทยด้วยการก้าวข้ามระบบ "One Size Fits All" หรือการใช้ไม้บรรทัดเดียววัดเด็กทั้งประเทศ ไปสู่ระบบที่เน้นความ "เข้าใจรายบุคคล" เพื่อปลดล็อกศักยภาพที่หลากหลายของเยาวชนไทยสู่อนาคต โดยเน้นย้ำว่าเกรดเฉลี่ยจะต้องไม่ใช่เครื่องมือเพียงอย่างเดียวในการวัดคุณค่าของเด็ก แต่ระบบต้องรองรับทั้งด้านวิชาการ ความคิดสร้างสรรค์ และทักษะเฉพาะด้าน เพื่อให้เด็กทุกคนมีพื้นที่แห่งความภาคภูมิใจในสังคม
ผนึกกำลังทุกพรรคการเมืองดันกฎหมายเสร็จในสองปี
หัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนี้คือการสร้างความร่วมมือที่ไร้พรมแดน โดยรองนายกรัฐมนตรีระบุถึงการทลายกำแพงการทำงานระหว่างหน่วยงานรัฐและเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่ตอบโจทย์ความต้องการของโลกความเป็นจริง นอกจากนี้ยังได้มีการหารือร่วมกับพรรคประชาชนและทุกภาคส่วนเพื่อบูรณาการจุดเด่นจากร่างกฎหมายของทุกพรรคการเมืองเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการผลักดัน พ.ร.บ.การศึกษาให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกิน 2 ปี โดยจะเริ่มดำเนินการในส่วนที่สามารถทำได้ทันทีควบคู่ไปกับการรอผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อความรวดเร็วและเป็นไปในทิศทางเดียวกันโดยยึดถือผลประโยชน์ของเยาวชนเป็นที่ตั้งสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
ก้าวข้ามความขัดแย้งมุ่งสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน
ในการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว ศ.ดร.ยศชนัน ได้ยืนยันถึงความตั้งใจในฐานะอดีตครูที่ต้องการเห็นคุณภาพชีวิตของเด็กไทยดีขึ้น โดยได้มีการนำเสนอประเด็นความจำเป็นเร่งด่วนนี้ต่อท่านนายกรัฐมนตรีอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศจุดยืนชัดเจนว่าจะไม่ยอมให้ความขัดแย้งทางการเมืองกลายเป็นอุปสรรคหรือตัวถ่วงความก้าวหน้าของเยาวชนไทย เนื่องจากปัญหาด้านการศึกษาเป็นเรื่องที่รอไม่ได้แม้แต่วันเดียว หากระบบการศึกษาได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นจะส่งผลโดยตรงให้ประเทศชาติสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ซึ่งถือเป็นการวางรากฐานสำคัญให้กับกำลังคนรุ่นใหม่ที่จะขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคตตามแผนงานที่วางไว้