สรรพสามิต เร่งสรุป “รถเก่าแลกใหม่” เล็งนำร่อง 1-2 หมื่นคัน
กรมสรรพสามิต เร่งสรุป "รถเก่าแลกรถใหม่" ต้องปล่อยคาร์บอนต่ำ-ผลิตในประเทศ เล็งนำร่อง 1-2 หมื่นคัน แบบใครมาก่อนได้ก่อน
17 เม.ย. 2569 แหล่งข่าวจากกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฯ อยู่ระหว่างการออกแบบมาตรการและลงรายละเอียดเงื่อนไขในการให้เงินอุดหนุนตามที่ได้รับนโยบายจากท่านรัฐมนตรี ซึ่งได้กำหนดเกณฑ์พิจารณาหลักไว้ 2 ประการ คือ
- ต้องเป็นรถยนต์ที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ ซึ่งสอดคล้องกับโครงสร้างของกรมสรรพสามิตที่มีการจัดเก็บภาษีตามปริมาณการปล่อยคาร์บอนอยู่แล้ว
- จะต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทยเท่านั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศให้เติบโต
โดยโจทย์สำคัญที่กรมฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาคืองบประมาณในการดำเนินโครงการ การกำหนดอายุการใช้งานของรถยนต์คันเก่าที่จะเข้าเกณฑ์ การอุดหนุนจะให้สิทธิ์ครอบคลุมถึงกลุ่มรถกระบะด้วยหรือไม่ ตลอดจนการวางระบบบริหารจัดการซากรถยนต์เก่าที่รับแลกในโครงการอย่างรัดกุม
สำหรับรูปแบบการดำเนินนโยบายนั้น จะมีลักษณะเป็นโครงการปลายเปิดที่แบ่งการดำเนินการออกเป็นหลายระยะ โดยจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิ์ในรูปแบบใครมาก่อนได้ก่อน (First come, first served) ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะจำกัดโควตานำร่องไว้ที่ 10,000-20,000 คัน และมีการจำกัดระยะเวลาดำเนินโครงการ
ทั้งนี้ สเกลของโครงการจะขึ้นอยู่กับกรอบวงเงินงบประมาณที่รัฐบาลจะจัดสรรให้เป็นหลัก โดยกลไกการช่วยเหลือจะเป็นจ่ายเงินอุดหนุนตรงไปที่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้นำเม็ดเงินดังกล่างไปทอนเป็นส่วนลดราคาขายรถยนต์ใหม่ให้กับผู้ซื้อโดยตรง
อย่างไรก็ตาม กรมสรรพสามิตยังไม่แนวคิดที่จะปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตรถยนต์เพิ่มเติม ตามโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่ที่เริ่มบังคับใช้ 1 ม.ค.2569 เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าได้รับอัตราภาษีในระดับต่ำอยู่แล้ว
แหล่งข่าว กล่าวต่อว่า เมื่อย้อนกลับไปถึงการดำเนินนโยบายในอดีต รัฐบาลเคยมีการสนับสนุนการซื้อรถยนต์ผ่านโครงการ “รถคันแรก” เมื่อปี 2554 ซึ่งใช้วงเงินอุดหนุน 5-6 หมื่นล้านบาท ขณะที่มาตรการสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า EV 3.0 และ 3.5 กรมได้มีการจ่ายเงินอุดหนุนให้กับผู้ประกอบการที่ลงนาม (MOU) เข้าร่วมโครงการแล้ว เฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รวม 134,000 คัน คิดเป็นเงิน 19,000 ล้านบาท
สำหรับมาตรการ EV3.5 ให้เงินอุดหนุนรถไฟฟ้าสูงสุดคันละ 1 แสนบาท ซึ่งมาตรการสิ้นสุดไปแล้วเดือนธ.ค. 2568 ขณะที่มาตรการ EV3.0 ยังคงให้เงินอุดหนุนสูงสุดคันละ 5 หมื่นบาท ต่อเนื่องไปจนถึงสิ้นปี 2570