โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

FAO หวั่นโลกขาดแคลนปุ๋ย ไทยจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง-อาหารราคาสูงจากสงคราม ชี้ตั้งรับทั้งแผนสั้น-ยาว

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 1 วันที่แล้ว • เผยแพร่ 2 วันที่แล้ว
ที่มาภาพ : https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/1/16/Strait_of_Hormuz

องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ชี้สงครามตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อการส่งออกปุ๋ยและราคาปุ๋ยทั่วโลก ซ้ำเติมต้นทุนเกษตรกร ทำให้ปริมาณพืชผลทั่วโลกลดลง อีกทั้งราคาพลังงานซ้ำเติมต้นทุนการผลิตอาหาร ประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากตะวันกลางและมีสัดส่วนการปุ๋ยสูงกระทบหนัก แนะวางมาตรการทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

รายงาน นัยยะของสงครามตะวันออกกลาง 2026 ต่อภาคเกษตรอาหารโลก ที่ FAO เผยแพร่เมื่อเร็วๆนี้ระบุว่า การปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่เพียงแต่ส่งผลต่อเศรษฐกิจโลกจากราคาพลังงานที่ปรับสูงขึ้น แต่ยังส่งผลผ่านการขาดแคลนและราคารที่สูงขึ้นของปุ๋ย แนะมาตรการระยะสั้นให้การสนับสนุนเกษตรกร และระยะยาวเพิ่มประสิทธิผลการเกษตรลดการพึ่งพาปุ๋ย

รายงานเผยว่าอิหร่าน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และโอมานเป็นผู้ผลิตและส่งออกปุ๋ยกลุ่มไนโตรเจนที่สำคัญเนื่องจากมีก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบในปริมาณมาก ประเทศอ่าวเปอร์เซียเหล่านี้ส่งออกปุ๋ยยูเรียประมาณ 30–35 เปอร์เซ็นต์ และปุ๋ยแอมโมเนียและปุ๋ยฟอสเฟตราว 20-30 เปอร์เซ็นต์ ของปริมาณที่ส่งออกทั่วโลก

สงครามตะวันออกกลางเผยให้เห็นถึงความสำคัญของกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียในฐานะผู้ผลิตและส่งออกปุ๋ย และการที่โลกไม่มีกลไกในการบริหารคลังสำรองปุ๋ยซึ่งจะมาทดแทนการผลิตที่หยุดชะงักในตะวันออกกลาง ซ้ำเติมราคาปุ๋ยซึ่งได้รบผลกระทบอีกทางจากราคาที่สูงขึ้นของก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นวัตถุดิบ

ช่องแคบฮอร์มุซนอกจากจะเป็นท่างผ่านประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ของน้ำมัน ผลิตภัณฑ์กลั่น และก๊าซธรรมชาติ (LNG) ที่ส่งออกทั่วโลกแล้ว ยังเป็นทางผ่านการส่งออกปุ๋ยประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก การปิดช้องแคบฮอร์มุทำให้การผลิตและขนส่งปุ๋ยลดลง 3-4 ล้าน ตันต่อเดือนทั่วโลก

สงครามทำให้การผลิตได้รับความเสียหายและสร้างข้อจำกัดด้านการขนส่งอย่างรุนแรง ทำให้ราคาปุ๋ยในตลาดโลกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ราคาปุ๋ยยูเรียเม็ดในตะวันออกกลางปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 20 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่ราคาปุ๋ยชนิดอื่น เช่น ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน

FAO คาดการณ์ว่าราคาปุ๋ยทั่วโลกอาจสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 15-20 เปอร์เซ็นต์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 หากวิกฤติในภูมิภาคยืดเยื้อออกไป

สถานการณ์นี้เริ่มส่งผลกระทบต่อตลาดสินค้าเกษตรทั่วโลก ต้นทุนปุ๋ยและราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นทำให้เกษตรกรมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การลดการใช้ปุ๋ยและการผลิตพืชผลในหลายภูมิภาค รายงานระบุว่าอุปทานธัญพืชทั่วโลกตึงตัวและราคาจะสูงขึ้นในช่วงปลายปีนี้

รายงานระบุว่าราคาอาหารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่เพิ่มต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทานทางการเกษตร รวมถึงการดำเนินงานในฟาร์ม การชลประทาน การขนส่ง การจัดเก็บ และการแปรรูปอาหาร

ประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกา มีความเสี่ยงเป็นพิเศษต่อการขาดแคลนปุ๋ยและต้นทุนปัจจัยการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น อินเดียพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียราว 20 เปอร์เซ็นต์ ปากีสถานก็นำเข้าก๊าซธรรมชาติเกือบทั้งหมดจากกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ผลกระทบยังมาจากสัดส่วนการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนต่อพืชผลการเกษตรที่สูง บังคลาเทศได้รับผลกระทบสูงสุดเนื่องจากนำเข้าปุ๋ยเกินกว่าครึ่งจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียและมีสัดส่วนใช้ไนโตรเจนในห่วงโซ่การผลิตเกษตรกรรมที่สูง

อินเดียและไทยจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงจากการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในสัดส่วนที่สูงถึง 120 กิโลกรัมต่อ 6.25 ไร่ (1 เฮคตาร์) และพึ่งพาการนำเข้ากลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียถึง 35 เปอร์เซ็นต์ แม้อียิปต์และจีนจะมีการใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก แต่มีการนำเข้าจากกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซียเพียง 6 และ 9 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ จึงไม่ได้รับผลกระทบที่รุนแรง

สำหรับประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยในสัดส่วนมาก การเพิ่มขึ้นของราคาเพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เกษตรกรรายย่อยลดการใช้ปุ๋ยได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในขณะเดียวกัน ประเทศในอ่าวเองก็เผชิญกับความเปราะบางด้านความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจอย่างยิ่ง เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าอาหารในปริมาณที่สูง เพราะผลผลิตทางการเกษตรภายในประเทศถูกจำกัดด้วยการขาดแคลนน้ำและข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศ แม้ว่ารัฐบาลในอ่าวจะรักษาสต็อกอาหารสำรองเชิงกลยุทธ์ที่สามารถครอบคลุมการบริโภคได้หลายเดือน แต่การหยุดชะงักของการขนส่งเป็นเวลานานอาจทำให้ห่วงโซ่อุปทานตึงเครียดและทำให้ราคาอาหารสูงขึ้น อีกทั้งยังต้องประสบกับการขาดแคลนสินค้า และกำลังซื้อที่ถดถอย

สงครามตะวันออกกลางยังทำให้เกิดความเสี่ยงเพิ่มเติมต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและอาหารของโลก การหยุดชะงักในการส่งออกน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ยได้กระตุ้นให้ราคาสูงขึ้นแล้ว และสถานการณ์ที่ยืดเยื้ออาจทำให้เงินเฟ้อรุนแรงขึ้น ชะลอการเติบโต และทำให้ตลาดทั่วโลกไร้เสถียรภาพ

เศรษฐกิจของประเทศในอ่าวเปอร์เซียเป็นที่ทำงานของแรงงานข้ามชาติหลายล้านคนจากเอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกาซึ่งส่งเงินกลับบ้านหลายพันล้านดอลลาร์ในแต่ละปี ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภูมิภาคหรือตลาดแรงงานที่บีบคั้นทำให้การไหลเวียนของเงินส่งกลับอาจลดลงอย่างมาก จะทำให้รายได้ครัวเรือนในหลายประเทศกำลังพัฒนาดังกล่าวลดลง

ราคาพลังงานและราคาปุ๋ยที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วตอกย้ำความสำคัญของนโยบายเร่งด่วนที่สอดรับกันในแต่ละด้านเพื่อบรรเทาปัญหา และสร้างความเข้มแข็ง และมีการดำเนินการระหว่างประเทศที่ประสานกันเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาด รักษาเส้นทางการค้าที่เปิดกว้าง และปกป้องประชากรกลุ่มเปราะบางจากความไม่มั่นคงทางอาหารที่กำลังเพิ่มขึ้น

รายงานระบุว่าในระยะสั้น การพัฒนาเส้นทางการค้าอื่น การติดตามสภาวะตลาด ความสนับสนุนประเทศเปราะบางที่อาศัยการนำเข้า และการให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อเกษตรกรมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานและปกป้องประชากร

กลยุทธ์ระยะกลางควรให้ความสำคัญกับการกระจายแหล่งนำเข้า การประสานงานระดับภูมิภาค และการวางแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน ในขณะที่มาตรการระยะยาวต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างเสริมภาคเกษตรกรรมในประเทศ การผลิตปุ๋ยอย่างยั่งยืน การลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน การปรับโครงสร้างเพื่อรับมือกับความผันผวนของราคาอย่างต่อเนื่อง และความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพที่เพิ่มสูงขึ้น

ท้ายที่สุดตามรายงานย้ำว่าในขณะนี้ความพยายามทางการทูตเพื่อลดความตึงเครียดและทำให้การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปได้ยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดพลังงานและอาหารโลก ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับมาตรการอื่นๆในหลายระดับ

อ่านต้นฉบับได้ที่ https://openknowledge.fao.org/items/67a1fe95-98f2-4f23-8be7-99491bfd8343

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...