‘คลัง’ถกลดภาษีน้ำมันเงื่อนไขต้องดูแลเศรษฐกิจ
#คลัง #ทันหุ้น – “คลัง”อยู่ระหว่างพิจารณาลดภาษีน้ำมันในอัตราใดจะเหมาะสมกับการดูแลเศรษฐกิจ-ไม่กระทบรายได้รัฐมากเกินไป ชี้ลดดีเซลทุก 1 บาทต่อลิตร รัฐสูญรายได้พันล้านบาท ส่วนเบนซิน 800 ล้านบาท
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่าสมควรจะลดภาษีน้ำมันลงเท่าไหร่ เพื่อตรึงให้ราคาน้ำมันขายปลีกอยู่ในระดับที่เศรษฐกิจไทยรับไหว และไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลมากจนเกินไป โดยทุกๆ 1 บาทของการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล รัฐจะสูญรายได้ราว 2 พันล้านบาท ส่วนเบนซิน จะสูญรายได้ราว 800 ล้านบาท
@คำนึงถึงรายได้รัฐ
“กระทรวงการคลัง กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาว่า ราคาขายปลีกน้ำมันในระดับใด ที่เศรษฐกิจไทยสามารถรับไหว เพื่อประเมินว่า หากจำเป็นต้องลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ควรจะลดลงกี่บาทต่อลิตร เพื่อราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับดังกล่าว”
นอกจากนี้ การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จำเป็นต้องคำนึงถึงรายได้ในภาพรวมของรัฐบาลด้วยว่า จะกระทบกระเทือนมากน้อยเพียงใด โดยใน 4 เดือนแรกของปีงบประมาณนี้ (ต.ค. 2568 ถึง ม.ค. 2569 ) รัฐบาลมีรายได้สุทธิ 8.68 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายเล็กน้อยที่ 9.56 พันล้านบาท หรือ 1.1% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว 4.7 %
แหล่งข่าว กล่าวว่า ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน เคยลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล เพื่อตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร ลงลิตรละ 3 บาท และต่อมาขยายเป็น 5 บาทต่อลิตร ซึ่งทำให้รายได้จากภาษีสรรพสามิตน้ำมัน สูญเสียไปกว่าแสนล้านบาท อย่างไรก็ตามในช่วงนั้น เศรษฐกิจภาพรวมยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ทำให้รายได้รัฐบาลในภาพรวม ไม่ได้ลดลงไปมาก
@โครงสร้างราคาขายปลีก
ทั้งนี้ โครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมัน ประกอบด้วย ราคาหน้าโรงกลั่น บวกด้วยภาษีสรรพสามิต บวกด้วยค่าการตลาด และบวกด้วยภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จะเก็บตามปริมาณต่อลิตรน้ำมัน ดังนั้น ไม่ว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกจะปรับขึ้นลงอย่างไร ภาระภาษีต่อลิตรของน้ำมันยังคงเดิม โดยภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ประเภท BIO ดีเซล B5 และ B7 อัตราภาษีจะอยู่ที่ 6.92 บาทต่อลิตร ส่วนเบนซิน 100% อยู่ที่ 8.50 บาทต่อลิตร และอัตราภาษีจะลดหลั่นลงมา ในกรณีที่เป็น E10 หรือ E20
ทั้งนี้ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ ที่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน จนทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ในครั้งนั้น รัฐบาลตัดสินใจอุ้มราคาน้ำมันดีเซล ซึ่งเป็นต้นทุนการผลิตของเกือบทุกสินค้าในประเทศ โดยปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลง 3 บาทต่อลิตร ตั้งแต่ 18 กุมภาพันธ์- 20 พฤษภาคม 2565 อย่างไรก็ตาม เมื่อใกล้สิ้นสุดระยะเวลาของมาตรการ ครม.ในขณะนั้น ได้มีมติ ครม.เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ประกาศลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน ต่อเนื่อง โดยลดลงให้ลิตรละ 5 บาท ตั้งแต่ 21 พฤษภาคม 2563 ถึง กรกฎาคม 2565 เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันยังไม่ปรับตัวลดลง บวกกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ทำให้ต้นทุนในการนำเข้าน้ำมันสูงขึ้น และรัฐมีเป้าหมายที่จะตรึงน้ำมันดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร เหมือนเดิม