บลูมเบิร์กเผย “พันธบัตรไทย” ร่วงติดอันดับโลก เผชิญแรงกดดันเงินเฟ้อ-ความเสี่ยงการคลัง
บลูมเบิร์กเผย "พันธบัตรไทย" ร่วงติดอันดับโลก นักวิเคราะห์ชี้แรงกดดันราคาพลังงาน-ความเสี่ยงด้านการคลัง อาจทำให้อ่อนตัวต่อ ขณะยีลด์มีแนวโน้มปรับขึ้นในระยะถัดไป
วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 06.56 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าพันธบัตรรัฐบาลไทยกลายเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ปรับตัวแย่ที่สุดในโลกนับตั้งแต่เกิดสงครามอิหร่าน โดยนักวิเคราะห์เตือนว่าอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติมจากความเสี่ยงเงินเฟ้อและภาระการคลังที่เพิ่มสูงขึ้น
พันธบัตรไทยสกุลเงินบาทปรับตัวลดลง 4.1% ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นการปรับตัวแย่ที่สุดเป็นอันดับสองรองจากสหราชอาณาจักร จากทั้งหมด 29 ตลาดทั่วโลกที่ Bloomberg ติดตาม ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีพุ่งขึ้น 0.52% ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการปรับขึ้นแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2565
แม้เงินเฟ้อของไทยในเดือนล่าสุดยังติดลบจากผลฐาน (base effect) แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลคาดว่าเงินเฟ้อจะกลับมาเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2 จากแรงกดดันด้านราคาน้ำมัน สินค้าเกษตร เนื้อสัตว์ รวมถึงต้นทุนขนส่งและการผลิตที่เพิ่มขึ้น
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งขึ้นจากสงคราม กำลังส่งผ่านมายังเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาพลังงานนำเข้าอย่างมีนัยสำคัญ แม้สหรัฐและอิหร่านจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ แต่ความไม่แน่นอนยังสูง และนักวิเคราะห์มองว่าราคาน้ำมันมีแนวโน้มทรงตัวในระดับสูงต่อไป
ดร.กอบสิทธิ์ ศิลปชัย CFA, ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย (ห้องค้ากสิกรไทย) ระบุว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวยังสะท้อนความเสี่ยงเงินเฟ้อและการคลังไม่เต็มที่ โดยคาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีอาจปรับขึ้นสู่ระดับ 2.50% ภายในสิ้นปี และอาจแตะ 2.8% หากแรงกดดันยังคงอยู่
สงครามอิหร่านได้เปลี่ยนทิศทางตลาดพันธบัตรไทยอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากไทยนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมากกว่าครึ่งหนึ่ง ทำให้เศรษฐกิจมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน
นอกจากเงินเฟ้อแล้ว ภาครัฐยังเผชิญแรงกดดันด้านการคลังจากมาตรการช่วยเหลือประชาชน เช่น การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน การเพิ่มเงินช่วยเหลือผู้ถือบัตรสวัสดิการ และการอุดหนุนราคาพลังงานให้ภาคธุรกิจบางกลุ่ม
มาตรการเหล่านี้อาจทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ใกล้เพดาน 70% ที่รัฐบาลกำหนดไว้
ในเดือนมีนาคม นักลงทุนต่างชาติกลับมาขายพันธบัตรไทยสุทธิ หลังจากก่อนหน้านั้นมีแรงซื้อจากเงินทุนไหลเข้า การลดดอกเบี้ย และความเชื่อมั่นทางการเมืองที่เพิ่มขึ้นหลังชัยชนะเลือกตั้งของนายกรัฐมนตรี
ขณะเดียวกันกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของไทย ซึ่งใช้พยุงราคาพลังงาน มีสถานะขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 53,000 ล้านบาท ณ วันที่ 5 เมษายน จาก 42,000 ล้านบาทในสัปดาห์ก่อนหน้า และรัฐบาลกำลังพิจารณากู้เงินเพิ่มเติมเพื่อสนับสนุนกองทุนดังกล่าว
แม้ตลาดการเงินจะฟื้นตัวในระยะสั้นจากความหวังข้อตกลงหยุดยิง แต่ผู้เชี่ยวชาญมองว่ายังต้องติดตามความต่อเนื่องของข้อตกลง และการกลับมาของการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ด้าน นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เตือนว่า หากตลาดเริ่มคาดการณ์การขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารแห่งประเทศไทย รวมถึงมีการออกพันธบัตรเพิ่มเพื่อรองรับภาระการคลัง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอาจพุ่งขึ้นแตะ 2.50% ได้เร็วถึงช่วงสิ้นไตรมาส 2
อ้างอิง : bloomberg.com