โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | การเดินทางในเมืองกับวิกฤตสงครามไกลบ้าน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 17 มี.ค. เวลา 06.54 น. • เผยแพร่ 17 มี.ค. เวลา 06.19 น.

ขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่ ประเทศไทยก็ตกอยู่ในบรรยากาศของการลุ้นกับราคาน้ำมันว่าจะขึ้นเมื่อไหร่ และจะขึ้นในลักษณะไหน

รวมทั้งลุ้นเรื่องการขึ้นของราคาสินค้า ซึ่งน่าจะเป็นผลตามมา

ตามประสาของคนสูงอายุที่ผ่านมาหลายเหตุการณ์ ตั้งแต่สมัยที่ปั๊มในกรุงเทพฯปิด และมีการรณรงค์ “น้ำมันขาดแคลน คุยกับแฟนก็ต้องดับไฟ” ที่เป็นเพลงลูกทุ่งสุดฮิตสมัย 2523 เมื่อครั้ง พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกฯ และมีการปิดโทรทัศน์ในช่วงเย็นเพื่อประหยัดการใช้พลังงาน

มาจนถึงยุคราคาน้ำมันแพงสมัยสงครามอ่าวเมื่อช่วงต้นทศวรรษที่ 2530 และจากราคาเงินบาทที่อ่อนมากช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ที่ทำให้เกิดความปกติใหม่ที่ราคาน้ำอัดลมลิตรหนึ่งถูกกว่าราคาน้ำมัน

จากสมัยที่เติมน้ำมันในมอเตอร์ไซค์ 2T ลิตรไม่ถึงสิบบาท มาเจอราคาน้ำมันในช่วงที่เคยเห็นคนเอาถังแก๊สหุงต้มมาติดหลังรถมอเตอร์ไซค์ แล้วมีลูกนั่งกอด ก็เคยเห็นมาแล้ว

ภาพเรื่องวิกฤตพลังงานในรอบนี้ ไม่ใช่มีแค่เรื่องวิกฤตไม่มีน้ำมัน และลุ้นว่าน้ำมันแพงจะไปถึงขั้นไหน หรือเริ่มเห็นเรื่องของการคาดการณ์เรื่องของวิกฤตราคาสินค้าแต่เพียงเท่านั้น

แต่ยังหมายถึงวิกฤตของการเดินทางเคลื่อนที่ในประเทศนี้ด้วย

ทั้งในระยะสั้นคือวันต่อวัน และเริ่มเข้าช่วงเชงเม้ง และในระยะกลางหมายถึงใกล้เทศกาลสงกรานต์ในเดือนหน้า ที่การวางแผนเดินทางของคนจำนวนมากในสังคมจะเกิดขึ้น

ภาพการปิดปั๊มในต่างจังหวัด ที่เริ่มจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นตามปั๊มที่ห่างไกล ปั๊มชายแดนที่คนข้ามแดนมาเติม รวมทั้งปั๊มใหญ่ที่น้ำมันเริ่มหมดตามเส้นทางหลัก เริ่มสวนทางกับความพยายามของรัฐบาลที่จะทำให้สถานการณ์ราคาน้ำมันยังปกติและควบคุมได้

ความกังวลว่าการเดินทางนั้นจะ “ไปได้ แต่กลับได้ไหมขึ้นกับมีน้ำมันเติมไหม” น่าจะชัดเจนขึ้น

เรื่องนี้เป็นความท้าทายของรัฐบาลปัจุบันที่ยังคงรักษาการอยู่ และรอเปลี่ยนผ่านเข้าสู่รัฐบาลใหม่ที่เชื่อได้แน่ว่าจะมีโครงสร้างต่างๆ ไม่ได้ต่างจากเดิมมากนัก

แต่คิดว่ากระทรวงพลังงานน่าจะได้รับความสนใจมากขึ้นเป็นอย่างมาก และมีความท้าทายสูงในหลายด้าน รวมทั้งการตั้งคำถามว่าจะให้นักการเมืองหรือให้เทคโนแครตมานั่งดี ก็คงจะเป็นความท้าทายที่สำคัญเช่นกัน

เพราะจากนี้เรื่องน้ำมันไม่ใช่จะมีแค่เรื่องความขาดแคลน และราคาที่เพิ่มขึ้นจากความผันผวนของราคาและสถานการณ์ในโลก แต่มันจะรวมไปถึงพลังงานอย่างอื่นด้วย ที่ผูกพันกับน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เช่น ราคาไฟฟ้าแก๊สหุงต้ม เป็นต้น

เมื่อหันมาดูเรื่องนี้กับสถานการณ์ของเมือง ก็เป็นเรื่องน่าคิดที่ไม่มีการรณรงค์การเคลื่อนที่ในรูปแบบอื่นๆ อย่างชัดเจนในช่วงนี้

มีแต่เรื่องของการออกประกาศของรัฐบาลเรื่องรณรงค์ให้ทำงานที่บ้าน แล้วก็มีการถกเถียง ถามไถ่กันว่านี่คือการโยนภาระให้กับประชาชนหรือไม่

เรื่องหนึ่งที่เราไม่คิดกันในระยะยาวก็คือ การทำเมืองให้ประหยัดพลังงานขึ้น

และเราก็ไม่เคยคิดอะไรกันจริงๆ จังๆ ในการเปลี่ยนเมือง แม้ว่านี่จะเข้าใกล้การเลือกตั้งผู้บริหารเมืองอย่าง กทม.เข้ามาทุกที

ทุกเรื่องที่พยายามคิดกันก็เป็นเรื่องที่ถูกขับเคลื่อนเป็นเทศกาลเวลามีแนวคิดใหม่ๆ ของฝรั่งโผล่มาสนับสนุน

มาไล่ดูตั้งแต่โควิด เรื่องที่เห็นก็คือตอนนั้นมีความพยายามจะคิดว่าเมืองหลังโควิดควรจะมีลักษณะอะไรกันบ้างเพื่อความยั่งยืนและพร้อมรับสภาพในการปรับตัวเมื่อมีอะไรจากนอกพื้นที่มากระแทกความปกติของเรา

วันนี้ไม่เห็นอะไรเป็นเรื่องเป็นราวในการรับมือภัยพิบัติใหม่

ตั้งแต่น้ำท่วม แผ่นดินไหว ฯลฯ

และความเป็นพวกสนใจการเมืองกับการบริหารสูง ประเทศนี้ก็จะหมกมุ่นแต่เรื่องการบัญชาการเหตุการณ์ มากกว่าการมองภาพระยะยาว ทั้งการสำรวจความเปราะบาง ก่อน-หลังภัยพิบัติ และสำรวจความเท่าเทียมและความเป็นธรรมในการแก้ปัญหาในเรื่องนี้

ไม่ใช่บอกว่าการบัญชาการเหตุการณ์ไม่สำคัญ แต่มันมีเรื่องอื่นที่ต้องทำด้วย แต่สื่อและความสนใจของสังคมมักสนใจเรื่องการบัญชาการเป็นส่วนมาก ไม่ใช่เพราะต้องการการแก้ปัญหาเสมอไปแต่อาจจะง่ายต่อความเข้าใจและหาข่าวด้วย

การบอกให้คนทำงานที่บ้านไม่ใช่ทำไม่ได้ และการส่งต่อภาระส่วนนี้ให้เป็นของประชาชนก็ไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่มันไม่ได้ตอบว่าคนเราอยู่ในเมืองนอกจากการ “ทำงาน” แล้วเขา “ทำอะไรอื่นๆ” มากกว่านั้นไหม

สมาชิกมีกี่คนในบ้าน รูปแบบกิจกรรมต่างๆ เป็นอย่างไร

ความท้าทายในเรื่องนี้มันเกิดขึ้นมาก เพราะเราไม่ได้พูดถึงระดับเคอร์ฟิวที่ห้ามออกจากบ้านอย่างจริงจัง แต่เราได้คำนึงถึงรูปแบบกิจกรรมและการเดินทางมากน้อยแค่ไหน

รวมทั้งคิดถึงกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการมากน้อยแค่ไหน เมื่อคนไม่ออกมาจากบ้าน

นอกจากนี้ความท้าทายในเรื่องของการเดินทางในเมืองยังรวมไปถึงเรื่องของการเข้าใจว่าการเดินทางแบบเดินและจักรยานนั้นไม่ใช่แค่รณรงค์ให้เกิดขึ้น

แต่ต้องเชื่อมต่อกับกิจกรรมอย่างอื่นได้

และต้องมี “โครงสร้างพื้นฐาน” บางอย่างที่ต้องมี ไม่ใช่แค่ปลุกระดมให้เกิดจากจิตสำนึกเฉยๆ

เช่น พื้นถนนดีพอไหม ปลอดภัยไหมที่จะใช้ชีวิตร่วมกับรถยนต์ การแบ่งเลน การข้ามถนน การบังแดด และการให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งสถานที่จอด

รวมทั้งความยืดหยุ่นในการใช้รูปแบบการเคลื่อนที่แตกต่างกัน ใครไปก่อนหลัง

นี่คือสิ่งที่ไม่เคยทำให้เป็นระบบ เคยมีก็หายไป เช่น พวกเลนจักรยาน

เมืองนี้ก็ยังวนกับการจัดผังเพื่อให้มีการก่อสร้าง และมีพื้นที่สีเขียวให้เห็นด้วยสายตา มากกว่าพูดถึงเรื่องพื้นที่ของการเดิน และการเดินทางด้วยจักรยานอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เราไม่มีทางจักรยานที่ต่อกันทั้งเมือง

หรือสร้างโครงสร้างเมืองให้ยืดหยุ่นพอที่จะใช้พื้นที่ได้อย่างแตกต่างกันได้

นอกจากโครงสร้างพื้นฐานที่ตายตัว ผมคิดว่าการทดลองการใช้เวลาที่ต่างกันในการใช้พื้นที่ก็น่าจะทำให้เกิดกิจกรรมได้ เช่นหลังสี่ทุ่ม หรือในวันอาทิตย์เช้า ที่คนสามารถขี่จักรยานได้เพิ่มขึ้นในหลายพื้นที่

เรื่องเหล่านี้อาจเป็นเรื่องเล็กๆ เห็นหลายผู้ว่าฯและผู้สมัครขี่จักรยานหาเสียงมาหลายยุค พอหลายๆ ปีก็หายไปทุกที

เอาเป็นว่ารอบนี้ผมก็เชื่อว่าไม่มีอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เพราะคนไทยอดทนเก่ง อีกสักสองสามเดือนสงครามจบ ราคาน้ำมันแพงไปอีกพัก คนไทยก็ทนได้ทนเก่ง แล้วทุกอย่างก็จะเป็น “ความปกติใหม่” อีกเหมือนเดิม

ทั้งที่วิกฤตนี้เป็นโอกาสที่ดีงามมากในการรณรงค์เรื่องการเคลื่อนที่รูปแบบใหม่ๆ ในเมือง และปรับเปลี่ยนเมืองให้ยืดหยุ่น ยั่งยืน และพร้อมรับสภาพ รวมทั้งปลอดภัยและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้มากขึ้นครับ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ | การเดินทางในเมืองกับวิกฤตสงครามไกลบ้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...