โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ตลาดโลกไม่คลายกังวล แม้ 30 ประเทศ ระบายน้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรล หลังฮอร์มุซปิด

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 มี.ค. เวลา 11.37 น. • เผยแพร่ 15 มี.ค. เวลา 04.35 น.

ตลาดโลกไม่คลายกังวล แม้ 30 ประเทศ ระบายน้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรล หลังฮอร์มุซปิด นักวิเคราะห์เตือนราคาน้ำมันอาจพุ่งแตะ 135 ดอลลาร์หากสงครามยืดเยื้อ

วันที่ 14 มีนาคม 2569 เวลา 09.07 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ตลาดน้ำมันโลกส่งสัญญาณชัดเจนในสัปดาห์นี้ว่า การระบายน้ำมันสำรองจำนวนมหาศาลจากสหรัฐและพันธมิตร ยังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับวิกฤตอุปทานครั้งใหญ่ ที่เกิดจากสงครามกับอิหร่าน

ประเทศกว่า 30 ประเทศในยุโรป อเมริกาเหนือ และเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ตกลงร่วมกันปล่อยน้ำมันสำรองเข้าสู่ตลาดรวม 400 ล้านบาร์เรล เพื่อพยายามกดราคาพลังงานไม่ให้พุ่งสูงเกินไป โดยสหรัฐเป็นแกนนำของมาตรการดังกล่าว ด้วยการปล่อยน้ำมันจาก คลังสำรองยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve – SPR) จำนวน 172 ล้านบาร์เรล หรือคิดเป็นประมาณ 43% ของปริมาณทั้งหมดที่องค์การพลังงานสากล (IEA) ระดมออกมา

การระบายน้ำมันครั้งนี้ถือเป็น ครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์กว่า 50 ปีของ IEA ซึ่งเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศสมาชิกในยามวิกฤต

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าว ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดได้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นมากกว่า 17% นับตั้งแต่ IEA ประกาศแผนระบายน้ำมันฉุกเฉินเมื่อวันพุธ ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent ซึ่งเป็นมาตรฐานตลาดโลก ปิดเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ติดต่อกันเป็นวันที่สองในวันศุกร์

นักวิเคราะห์ระบุว่า สาเหตุสำคัญคือสถานการณ์ด้านความปลอดภัยในตะวันออกกลางยังคงเลวร้าย เรือบรรทุกน้ำมันในอ่าวเปอร์เซียยังถูกโจมตี ขณะที่ ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกยังแทบปิดการใช้งาน และผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านก็ประกาศว่าจะปิดเส้นทางดังกล่าวต่อไป

โทมัส ไลล์ส นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษาพลังงาน Rystad Energy กล่าวว่า ตราบใดที่การเดินเรือยังไม่กลับมาเป็นปกติ มาตรการเชิงนโยบายใด ๆ ก็จะมีผลต่อราคาน้ำมันเพียงจำกัด

ก่อนเกิดสงคราม ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันสำคัญในตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งออกน้ำมันรวมกันประมาณ 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีเพียง 5–6 ล้านบาร์เรลต่อวัน ที่สามารถส่งออกผ่านท่อส่งน้ำมันไปยังทะเลแดงและอ่าวโอมานได้

นั่นหมายความว่ายังมีน้ำมันราว 9 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือประมาณ 10% ของอุปทานน้ำมันโลก ที่ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และยังติดค้างอยู่ในภูมิภาคจนกว่าการเดินเรือจะกลับมา

แม้ในทางทฤษฎี น้ำมันสำรอง 400 ล้านบาร์เรล จะสามารถชดเชยอุปทานที่หายไปได้ประมาณ 40 วัน แต่ในความเป็นจริงกระบวนการปล่อยน้ำมันสำรองต้องใช้เวลา และไม่สามารถนำออกสู่ตลาดได้ทันที

น้ำมันสำรองอาจช่วยได้เพียงชั่วคราว

นักวิเคราะห์จากบริษัท Bernstein ระบุว่า ปริมาณน้ำมันที่หายไปจากสงครามนั้น สูงกว่าปริมาณที่ IEA สามารถระบายออกได้ในแต่ละวัน จึงทำให้มาตรการดังกล่าวมีผลจำกัดต่อแนวโน้มราคาน้ำมัน

สำหรับสหรัฐ แผนการปล่อยน้ำมัน 172 ล้านบาร์เรลในช่วง 120 วัน เท่ากับประมาณ 1.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งคิดเป็นเพียง 15% ของอุปทานที่หายไปจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นอกจากนี้ยังต้องใช้เวลาประมาณ 13 วัน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์อนุมัติ ก่อนที่น้ำมันจะเริ่มเข้าสู่ตลาดจริง

ขณะเดียวกัน IEA ยังไม่ได้ระบุชัดเจนว่า ประเทศสมาชิกอื่น ๆ จะเริ่มปล่อยน้ำมันเมื่อใดและในปริมาณเท่าใด โดยแต่ละประเทศจะตัดสินใจตามสถานการณ์ของตนเอง

ก่อนหน้านี้ IEA เคยระบายน้ำมันสำรองเพื่อตอบสนองต่อสงครามรัสเซีย–ยูเครน โดยสามารถระบายได้สูงสุดประมาณ 1.3 ล้านบาร์เรลต่อวัน ในปี 2022 และนักวิเคราะห์คาดว่าครั้งนี้อาจเพิ่มอัตราการปล่อยได้ใกล้ 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน

นักวิเคราะห์ของ Bernstein ระบุว่า มาตรการนี้ ช่วยซื้อเวลาให้ตลาด แต่ไม่ได้แก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน

Rystad Energy คาดการณ์ว่า หากสงครามยืดเยื้อ 2 เดือน ราคาน้ำมัน Brent อาจขึ้นไปถึง 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในเดือนเมษายน และหากยืดเยื้อ 4 เดือน ราคาอาจพุ่งถึง 135 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลภายในเดือนมิถุนายน

ความเสี่ยงคลังสำรองลดลง

การระบายน้ำมันครั้งนี้ยังสร้างความเสี่ยงต่อการลดลงของคลังสำรองพลังงาน โดยน้ำมัน 400 ล้านบาร์เรล ที่จะปล่อยออกมาคิดเป็นประมาณ 33% ของคลังสำรองรวม 1.2 พันล้านบาร์เรลของประเทศสมาชิก IEA

สำหรับสหรัฐ การปล่อย 172 ล้านบาร์เรล เท่ากับ 41% ของน้ำมัน 415 ล้านบาร์เรล ที่เหลืออยู่ในคลังสำรองยุทธศาสตร์

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีพลังงานสหรัฐ Chris Wright กล่าวว่า ทำเนียบขาวมีแผนซื้อคืนมากกว่า 200 ล้านบาร์เรลภายในหนึ่งปี เพื่อทดแทนน้ำมันที่ปล่อยออกมา

นอกจากนี้ การระบายน้ำมันสำรองยัง ไม่สามารถแก้ปัญหาการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคิดเป็นประมาณ 20% ของการส่งออก LNG ของโลก

นักวิเคราะห์จาก Wolfe Research ระบุว่า แม้มาตรการปล่อยน้ำมันสำรองจะช่วยบรรเทาแรงกระแทกของวิกฤตพลังงานได้บางส่วน แต่สิ่งสำคัญที่สุดยังคงเป็นการ เปิดช่องแคบฮอร์มุซให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง

อ้างอิง : cnbc.com

เกาะติดสถานการณ์ สหรัฐฯ–อิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่าน เร่งสถานการณ์ตึงเครียดทั่วตะวันออกกลาง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...