OR พาไปดูนวัตกรรม EV จีน ต่อยอดสถานีชาร์จตอบโจทย์คนไทย
อุตสาหกรรมพลังงานของจีนมีการเติบโตและเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะด้านการบริโภค รวมไปถึงการลงทุน และยังจะก้าวเข้าสู่การใช้พลังงานสีเขียวให้มากขึ้น ไม่ว่าพลังงานแสงอาทิตย์ ลม น้ำ และนิวเคลียร์ ขณะที่พลังงานดั้งเดิมอย่างเชื้อเพลิงฟอสซิลยังคงเป็นพลังงานหลักที่เป็นความมั่นคงอยู่
แต่ทั้งนี้ ก็ยังมีเรื่องของการนำระบบ เทคโนโลยี นวัตกรรมใหม่ ๆ ด้านพลังงานเข้ามาใช้อีกมากมาย อาทิ Green Energy, EV, Smart Mobility และ High-Quality Development เป็นสิ่งที่สร้างการเรียนรู้ให้กับภาครัฐและเอกชนไทยเป็นอย่างมาก อีกทั้งจีนกำลังจะออกแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติจีนฉบับที่ 15 ซึ่งเป็นแผนที่น่าสนใจและให้ความสำคัญกับการเดินหน้าด้านพลังงานเพื่อที่จะแข่งขันกับประเทศตะวันตก
เมื่อวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ได้นำคณะผู้บริหารและสื่อมวลชนศึกษาดูงานด้านพลังงานที่ประเทศจีน ถึงความก้าวหน้าและเทคโนโลยีที่นำมาใช้ โดยนวัตกรรมระดับระบบ (System Innovation) ที่ไทยสามารถเรียนรู้ได้ และการดูงานครั้งนี้ไม่ใช่ปลายน้ำ แต่คือการดูต้นน้ำของเทคโนโลยี ซึ่งแม้ OR ไม่ได้มีความร่วมมือ แต่สามารถนำผลศึกษานี้มาเรียนรู้และปรับใช้ได้ โดยในปี 2569 OR ยังมีแนวทางที่จะปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากขึ้น
นวัตกรรมระบบชาร์จรถ EV ในจีน
OR ได้นำคณะเข้าศึกษาดูงาน Guangzhou Baiyun Power Group ซึ่งเป็นบริษัทเอกชนชั้นนำและโดนเด่นด้านอุปกรณ์ระบบไฟฟ้า (Electrical Equipment Solutions) ในภูมิภาค ซึ่งสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ซึ่งธุรกิจหลักของบริษัท อาทิ การรับเหมาก่อสร้างโครงการระบบไฟฟ้า การลงทุน เช่น กักเก็บพลังงาน สถานีชาร์จรถไฟฟ้า และดำเนินโครงการพลังงานใหม่ บริการพลังงานแบบครบวงจร และยังสนับสนุนระบบโครงข่ายไฟฟ้าแรงสูง-แรงดันสูงของจีนมานานกว่า 30 ปี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างเสถียรภาพและความปลอดภัยของระบบไฟฟ้า
ทั้งนี้ นวัตกรรมที่บริษัทพัฒนาและนำมาใช้ V2G (Vehicle-to-Grid) คือระบบการชาร์จแบบ 2 ทิศทาง ระหว่างรถไฟฟ้ากับโครงข่ายไฟฟ้า กล่าวคือเป็นเทคโนโลยีที่ให้รถไฟฟ้า (EV) สามารถ “ชาร์จเข้าแบตเตอรี่” และในขณะเดียวกัน ยังสามารถส่งพลังงาน (ไฟฟ้า) จากแบตเตอรี่ของรถกลับไปที่โครงข่ายไฟฟ้า (Grid) ได้ ซึ่งช่วยสมดุลพลังงานในระบบไฟฟ้า อาทิ ในช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟสูง (Peak) รถ EV ที่จอดและชาร์จอยู่สามารถดึงพลังงานกลับไปช่วยกริดได้
ปัจจุบัน V2G ยังมีข้อจำกัดเชิงเทคนิคและโครงสร้างพื้นฐานหลายด้าน เช่น ต้องเป็นรถที่รองรับมาตรฐาน Bidirectional Charging ซึ่งมีแค่เฉพาะรุ่นเท่านั้น แต่ทั้งนี้ ระบบดังกล่าวนั้นสามารถสร้างรายได้ในการขายไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าไฟแพง และรายได้ที่ได้ยังช่วยอุดหนุนค่าชาร์จและค่าบำรุงรักษาให้กับเจ้าของรถด้วย
นอกจากนี้ ยังมี Smart Energy Solutions แบบครบวงจร คือระบบจัดการพลังงานแบบบูรณาการที่ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และข้อมูลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การควบคุมอัตโนมัติ และการวิเคราะห์ในการผลิต จัดการ และใช้พลังงาน ซึ่งบริษัทได้มีการผลิตอุปกรณ์ด้านพลังงาน เช่น ลูกแก้วฉนวนไฟฟ้ารุ่นใหม่ (Glass Insulators) ผลิตด้วยเทคโนโลยีที่ไม่นำไฟ ลดการสูญเสียพลังงานบนสายส่ง ลดโอกาสเกิดไฟลัดวงจรบนเสาส่งไฟฟ้า อายุใช้งานยาวกว่า ไม่ต้องบำรุงรักษาบ่อย
รวมทั้งวัสดุและกาวทนไฟมาตรฐานสูง (Fire-Resistant Components) โดยใช้ในหม้อแปลงและจุดเชื่อมต่อสายไฟ มีชั้นฉนวนกันความร้อนเฉพาะทาง ลดความเสี่ยงความร้อนสะสม ซึ่งทำให้เห็นว่าความก้าวหน้าด้านพลังงานของจีนมีการเติบโตเพื่อรองรับการใช้งาน โดยเฉพาะรถยนต์ EV ซึ่งจีนมีการใช้เพิ่มจำนวนมากขึ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ อีกทั้งจีนมีเป้าหมายเรื่อง Net Zero จึงทำให้จีนมุ่งพลังงานสะอาดมากขึ้น
โชว์นวัตกรรมโซลาร์ลอยน้ำ
นอกจากนี้ ยังเข้าไปดูงานของบริษัท Huaneng Power International, Inc. (HPI) ซึ่งเป็นบริษัทหลักในเครือของ China Huaneng Group Co., Ltd. (CHNG) ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ผู้ผลิตไฟฟ้าหลักของรัฐ (Five Major Power Generation Groups) ของจีน และเป็นบริษัทที่ผลิตพลังงานสีเขียวหลากหลายรูปแบบ และยังเป็นผู้ผลิตไฟฟ้ารายใหญ่อันดับ 2 ของจีน ที่มีสัดส่วนพลังงานสะอาดสูงถึง 49%
แต่สิ่งที่น่าสนใจนั้น บริษัท Huaneng Power International ได้ดำเนินการผลิตไฟฟ้า Floating Solar Farm ที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลกวางตุ้ง พื้นที่ 500 ไร่ และยังอยู่ระหว่างการขยายเพิ่มเติม โดยใช้แผงโซลาร์ติดตั้งบนผิวน้ำขนาดใหญ่ ทำงานร่วมกับระบบฟาร์มประมง ช่วยลดอุณหภูมิน้ำ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ลดการระเหยของน้ำ ชาวบ้านสามารถเลี้ยงปลาเลี้ยงกุ้งภายใต้แผงโซลาร์ได้ สามารถสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชน เจ้าของพื้นที่ ซึ่งเป็นหนึ่งที่น่าสนใจ หากหน่วยงานด้านพลังงานของไทยจะดำเนินการเพื่อใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์สูงสุด และยังครอบคลุมการจ่ายไฟฟ้ากว่า 1 แสนครัวเรือน
ไทยยังไม่พร้อมรับ Super Charger
หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวถึงมุมมองธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ว่าจีนมีการติดตั้ง Super Charger หลายยี่ห้อมากที่ชาร์จไฟได้เร็ว และมีระบบไฟฟ้าที่รองรับการชาร์จไฟฟ้าที่รวดเร็ว เช่น การชาร์จ 800 kW ต่อคัน ใช้ระยะเวลาชาร์จสั้น หากชาร์จพร้อมกัน 5 คันเท่ากับการใช้ไฟสูงถึง 4 เมกะวัตต์ ซึ่งจีนทำได้
แต่สำหรับประเทศไทย โครงสร้างระบบไฟฟ้ายังไม่เหมาะสมกับการติดตั้ง Super Charger และจำนวนรถที่รองรับได้น้อย ดังนั้น OR มองว่ากำลังไฟ 120-180 kW ใช้เวลาชาร์จประมาณ 30 นาที เป็นจุดที่สมดุลที่สุดสำหรับรถ EV ส่วนใหญ่และระบบไฟฟ้าของประเทศในปัจจุบัน
ในมุมมอง OR เห็นว่า EV ไม่ได้มาแทนธุรกิจน้ำมัน แต่เป็นการต่อยอด เพื่อให้ลูกค้ามีทางเลือกพลังงานสะอาดและใช้เวลาอยู่ในสถานีบริการมากขึ้น ซึ่ง OR จะปรับปรุงสถานีบริการให้ตอบรับกับระยะเวลาการชาร์จรถ EV เพื่อให้ลูกค้าใช้เวลาภายในสถานีบริการเพิ่มมากขึ้น ดังนี้ 1.Time Spent Expansion เพิ่มเวลาใช้บริการในสถานีบริการจาก 5 นาที เพิ่มเป็น 45นาที ผ่านการพัฒนาพื้นที่ทั้ง PTT Station และ OR SPACE รวมถึงบริการเสริมต่าง ๆ ในสถานีบริการ
2.Energy Transition to EV Charging เนื่องจาก EV Charging เป็นฟังก์ชั่นหลักที่ดึงลูกค้าเข้ามาใช้บริการนานขึ้น ดังนั้น ต้องการเชื่อมต่อสู่การขยาย Ecosystem ที่สมบูรณ์ภายในสถานี และ 3.Diverse F&B Ecosystem ขยายแบรนด์อาหารและเครื่องดื่ม ทั้ง OR และพันธมิตร ครอบคลุม Cafe Amazon, เขียง, Pacamara, QSR (Quick Service Restaurant) และแบรนด์ใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า
4.Lifestyle & Daily Services เพิ่มบริการด้านสุขภาพ และไลฟ์สไตล์ เช่น คลินิกโอบอ้อม, found & found, Otteri รองรับการใช้บริการในชีวิตประจำวัน 5.Traffic Enhancement to OR Ecosystem โดย OR SPACE ปรับโฉม Ecosystem ของ OR แบบใหม่ในอนาคต เพื่อรองรับ Energy Transition เพิ่มโอกาสสร้างรายได้จากธุรกิจใหม่ที่เชื่อมต่อกันภายในสถานี
ปัจจุบันบริษัทมีสถานีชาร์จ EV Station PluZ กระจายทั่วประเทศ ในปีนี้ OR มีเป้าหมายที่จะมีจุดชาร์จ EV เพิ่มเป็น 2,635 จุดชาร์จ และเพิ่มเป็น 7,000 จุดชาร์จ ในปี 2573 เพื่อให้ผู้ใช้รถ EV ในไทยไม่ต้องกังวลเรื่องการหาจุดชาร์จ ไม่ต้องซื้อรถสองคัน (EV และ ICE) ทำให้ทุกการเดินทางของคนไทยสะดวก ต่อเนื่อง และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
อย่างไรก็ดี ทุกอย่างก็เพื่อเป็นไปตามเป้าหมายที่ประเทศไทยจะก้าวไปสู่ Net Zero ภายในปี 2050 โดยหนึ่งในแนวทางขับเคลื่อนสำคัญคือ กำหนดเป้าหมายให้ 30% ของรถยนต์ที่ผลิตในประเทศเป็นรถไฟฟ้าภายในปี 2030 การจะเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศผ่านโครงสร้างพื้นฐานยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ครบวงจรได้ การมีโครงข่ายสถานีชาร์จให้เพียงพอกับปริมาณรถไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นจึงมีส่วนสำคัญ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : OR พาไปดูนวัตกรรม EV จีน ต่อยอดสถานีชาร์จตอบโจทย์คนไทย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net