โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เวียดนามโตแรง! เอสซีจี ไม่รอช้า ปักธงเป็น ”บ้านหลังที่ 2“ สู่ฐานผลิต-ส่งออกตลาดโลก ชู SCGD ดาวเด่น

Thairath Money

อัพเดต 18 ธ.ค. 2568 เวลา 06.48 น. • เผยแพร่ 18 ธ.ค. 2568 เวลา 06.47 น.
ภาพไฮไลต์

ชั่วโมงนี้หากจะพูดถึงเศรษฐกิจที่ร้อนแรงและน่าจับตาที่สุดในอาเซียน คงหนีไม่พ้น "เวียดนาม" ที่กำลังฉายแววโดดเด่นอย่างมาก ซึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากโครงสร้างประชากร โดยเฉพาะอายุเฉลี่ยที่อยู่ในระดับต่ำ

พลังของคนรุ่นใหม่นี้ไม่เพียงแต่เป็นฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง แต่ยังมาพร้อมกับกำลังซื้อของกลุ่มชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เวียดนามกลายเป็น "ขุมทรัพย์" ใหม่ที่บริษัทยักษ์ใหญ่ต่างต้องการเข้าไปปักหมุดสร้างความมั่นคงในระยะยาว

ซึ่งยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง “เอสซีจี” เป็นหนึ่งในกลุ่มทุนรายแรกๆ ที่มองเห็นศักยภาพนี้และเข้าไปบุกเบิกตลาดเวียดนามมานานกว่า 30 ปี จนในวันนี้เอสซีจีไม่ได้มองเวียดนามเป็นเพียงตลาดส่งออกอีกต่อไป

แต่ได้ยกฐานะให้เป็น "บ้านหลังที่สอง" ซึ่งครอบคลุมธุรกิจกว่า 28 บริษัท โดยใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเชิงยุทธภาพที่มีความได้เปรียบทั้งด้านต้นทุนและโลจิสติกส์ เพื่อเติบโตไปกับตลาดในประเทศ และเป็นสปริงบอร์ดในการส่งออกสินค้าคุณภาพไปยังตลาดโลก

เวียดนามผงาดเศรษฐกิจโตแรง และกำลังแซงไทย!

อย่างที่รู้กันว่าเศรษฐกิจเวียดนามมีศักยภาพการเติบโตที่โดดเด่น โดยขึ้นแท่นประเทศที่มีอัตราการเติบโตของ GDP สูงที่สุดในกลุ่มอาเซียน ซึ่งในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้สามารถขยายตัวได้สูงถึง 8%

ข้อมูลจากหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม ระบุว่า ใน 9 เดือนแรกของปีนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจนี้ถูกขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่มั่นคง โดยหลักมาจากการอุปโภคบริโภคในประเทศกว่า 60% การลงทุนตรงจากต่างชาติ 25% การลงทุนภาครัฐ 10% และการส่งออก-นำเข้า 5%

นอกจากนี้ โครงสร้างประชากรนับเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้เวียดนามเป็นตลาดที่น่าดึงดูดที่สุดในภูมิภาค ด้วยจำนวนประชากรกว่า 106 ล้านคน โดยมีสัดส่วนเป็นวัยแรงงานสูงถึง 68% และมีอายุเฉลี่ยเพียง 32 ปี ซึ่งน้อยกว่าประเทศไทยที่มีอายุเฉลี่ยสูงถึง 43 ปี

ประชากรวัยหนุ่มสาวนี้ไม่เพียงแต่เป็นฐานการผลิตที่สำคัญ แต่ยังเป็นกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ที่มีความกระตือรือร้นในการจับจ่ายใช้สอยและปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัลได้อย่างรวดเร็วด้วย

อย่างไรก็ดี การขยายตัวของกลุ่มชนชั้นกลาง (Upper-Middle Income) เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่น่าจับตามอง โดยคาดการณ์ว่าจำนวนประชากรกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นปีละ 5.5% และแตะระดับ 56 ล้านคน ภายในปี 2573 ซึ่งการเพิ่มขึ้นของรายได้ส่งผลโดยตรงต่อพฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไปสู่สินค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น

ด้านรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP per Capita) เวียดนามตั้งเป้าหมายเพื่อก้าวสู่การเป็นประเทศรายได้สูงภายในปี 2588 โดยในปีที่ผ่านมารายได้ต่อหัวอยู่ที่ประมาณ 5,000 ดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 8,500 ดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 หรือเติบโตขึ้นกว่า 60% ในช่วงเวลาเพียง 6 ปี สะท้อนถึงการเติบโตของกำลังซื้อในประเทศที่มากขึ้น และเป็นโอกาสสำคัญสำหรับธุรกิจภาคบริการและการค้าปลีก

ด้วยการเติบโตในอัตราเร่งดังกล่าว ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าแนวโน้มในอนาคตปัจจัยหนุนเศรษฐกิจเหล่านี้ จะทำให้เวียดนามกำลังจะมีขนาดเทียบเท่ากับไทยได้ในอนาคต…

เอสซีจี ปักหมุดเวียดนามเป็น "บ้านหลังที่ 2"

กุลเชฏฐ์ ธาราจันทร์ ผู้อำนวยการ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SCC ประจำประเทศเวียดนาม เปิดเผยถึงความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของเวียดนามว่า ปัจจุบัน SCG ไม่ได้มองเวียดนามเป็นเพียงแค่ตลาด แต่ถือเป็น "บ้านหลังที่ 2" ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทแรก ๆ ที่เข้ามาลงทุนในเวียดนามเมื่อประมาณ 30 กว่าปีที่แล้ว

ปัจจุบัน เอสซีจีมีบริษัทในเวียดนามราว 28 แห่ง และมีจุดดำเนินงานประมาณ 50 แห่ง ครอบคลุมทั้งภาคเหนือ กลาง และใต้ ซึ่งที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของ SCG เวียดนามนั้นแข็งแกร่งอย่างมาก

อย่างไรก็ดี แนวคิดของเอสซีจีในเวียดนามนั้น คือการเข้ามาเป็นโมเดลในการช่วยพัฒนาและเติบโตไปพร้อมกับตลาดเพื่อรองรับความต้องการทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก โดยใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตที่ได้เปรียบด้านต้นทุน โดยเฉพาะค่าแรงและค่าไฟฟ้า ทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากจุดแข็งนี้ ในการส่งออกสินค้าไปยังตลาดโลก ผ่านการบริหารจัดการแบบผสมผสานระหว่างประเทศไทยเพื่อให้การผลิตอยู่ ณ จุดที่ต้นทุนถูกที่สุด

“เวียดนามเป็นประเทศยุทธศาสตร์สำคัญของเอสซีจี ด้วยการลงทุนรวมกว่า 7,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 28 บริษัท คิดเป็น 28% ของสินทรัพย์รวมของเอสซีจี”

ชู SCGD ดาวเด่นเวียดนาม จ่อรุกภาคใต้ต่อ

นำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือหุ้น SCGD เปิดเผยว่า แผนยุทธศาสตร์สำคัญโดยวางเป้าหมายให้ประเทศเวียดนามเป็นเสาหลักตัวที่สองรองจากประเทศไทย โดยมีธุรกิจ "Prime" เป็นกลไกขับเคลื่อนการเติบโตหลัก ปัจจุบันบริษัทมีโครงสร้างรายได้จากเวียดนามสูงถึง 21%

ซึ่ง SCGD ได้เข้าซื้อกิจการมาตั้งแต่ปี 2012 จนมีความเข้าใจในตลาดอย่างลึกซึ้งตลอดระยะเวลาเกือบ 14 ปี ปัจจุบัน Prime มีความแข็งแกร่งด้วยเครือข่ายบริษัทลูก 14 บริษัท และพนักงานกว่า 3,000 คน โดยมีฐานการผลิตวัสดุตกแต่งพื้นผิวขนาดใหญ่ถึง 80 ล้านตารางเมตรต่อปี ซึ่งถือเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับฐานการผลิตในประเทศไทย และครองส่วนแบ่งการตลาดเป็นอันดับ 1 ในเวียดนาม

ในด้านโครงสร้างการดำเนินงาน Prime มีความพร้อมตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ทำให้มีขีดความสามารถการแข่งขันในระดับสากล โดยมีช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมผ่านผู้แทนจำหน่าย 138 ราย และร้านค้าปลีกมากกว่า 20,000 แห่งทั่วประเทศ

ส่งผลให้ SCGD ตัดสินใจวางงบลงทุนในเวียดนามเป็นอันดับ 1 นับตั้งแต่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปี 2566 โดยใช้เงินลงทุนไปแล้วเกือบ 2,000 ล้านบาทในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แม้ยอดขายจะเผชิญความท้าทายในช่วงที่ผ่านมา แต่กำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ยังคงเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการต้นทุนที่ดี

ทิศทางการรุกตลาดหลังจากนี้ SCGD มุ่งเน้นการขยายฐานธุรกิจ วัสดุตกแต่งพื้นผิว ไปสู่พื้นที่ภาคใต้ของเวียดนามเป็นหลัก หลังจากก่อนหน้านี้โฟกัสที่ภาคเหนือ ผ่านกลยุทธ์การควบรวมหรือซื้อกิจการ (M&A) ซึ่งปัจจุบันวางงบไว้ราว 2,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการลงทุนในอนาคต

พร้อมกับการผลักดันเวียดนามให้เป็นศูนย์กลางการส่งออก (Export Hub) ไปยังกว่า 24 ประเทศทั่วโลก รวมถึงในภูมิภาคอาเซียนและประเทศไทย เนื่องจากเวียดนามมีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันกับสินค้าจากประเทศจีนได้อย่างแน่นอน

นอกจากธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวแล้ว SCGD ยังเตรียมขยายกลุ่ม ธุรกิจสุขภัณฑ์ ภายใต้แบรนด์ COTTO เข้าสู่ตลาดเวียดนามอย่างเต็มตัว โดยตั้งเป้าที่จะสร้างฐานการผลิตสุขภัณฑ์ในเวียดนามและเร่งหาผู้แทนจำหน่ายเพิ่มเติมทั่วประเทศ

ทั้งนี้ SCGD มีเป้าหมายที่ท้าทายในการเพิ่มรายได้ให้เติบโตเป็น 2 เท่า ภายในปี 2573 โดยมีเวียดนามเป็นแกนหลักสำคัญในการผลักดันไปสู่ Roadmap ที่วางไว้ ซึ่งบริษัทมีความพร้อมด้านเงินทุนในการขยายธุรกิจต่อไป

ลงทุนธุรกิจเอสซีจีซีเมนต์ต่อเนื่อง ลุยปูนคาร์บอนต่ำ

สำหรับธุรกิจเอสซีจีซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างนั้น ดำเนินธุรกิจในเวียดนามมากว่า 20 ปี มีกิจการครอบคลุม 11 บริษัท ทั้งธุรกิจซีเมนต์ หลังคา และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างอื่นๆ โดยมีฐานการผลิตทั้งในภาคกลางและใต้ รองรับการเติบโตในประเทศและเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกสู่ตลาดโลก

วิเชษฐ์ ชูเชื้อ Country Director - Vietnam ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง กล่าวว่า เวียดนามเป็นฐานการผลิตที่ได้เปรียบอย่างมากในการผลักดันผลิตภัณฑ์เหล่านี้สู่ตลาดโลก เนื่องจากเป็นประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำและแข่งขันได้

การที่เวียดนามอยู่ติดทะเลยังส่งผลให้มีความได้เปรียบด้านโลจิสติกส์สำหรับการส่งออก การมีฐานการผลิตทั้งในไทยและเวียดนามยังเป็นจุดแข็งสำคัญที่ทำให้ลูกค้าในตลาดส่งออกมั่นใจในความนิ่งของปริมาณและคุณภาพ ซึ่งช่วยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับโลก

ปัจจุบันธุรกิจผลิตภัณท์ก่อสร้างมียอดขายอยู่ที่ราว 9,000 ล้านบาท และคาดว่าภายใน 5 ปี จะมียอดขายโต 1.4 เท่าผ่านการขยายฐานกำลังการผลิตและการขยาย Distrbution Network

โดยบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อ capture ตลาดที่กำลังเติบโต และให้เวียดนามเป็นบ้านหลังที่สองของ SCG ในอนาคต ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาใช้เงินลงทุนไปแล้วกว่า 10,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ กำลังอยู่ระหว่างศึกษาการเข้าซื้อกิจการ (M&A) เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจเวียดนามยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยภาคอุตสาหกรรมและก่อสร้างเติบโตจากการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐ ส่งผลให้ความต้องการวัสดุก่อสร้าง และปูนซีเมนต์ฟื้นตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะปูนคาร์บอนต่ำที่ขยายตัวตามนโยบายของรัฐบาล

อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้

https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เวียดนามโตแรง! เอสซีจี ไม่รอช้า ปักธงเป็น ”บ้านหลังที่ 2“ สู่ฐานผลิต-ส่งออกตลาดโลก ชู SCGD ดาวเด่น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...