เลือกตั้ง69 ส้ม–น้ำเงิน–แดง เปิดศึกโค้งท้ายก่อน8ก.พ.ใครนำเกม
โพลสวนทาง กระแสการเมืองแบ่งขั้วชัด
บรรยากาศการเมืองไทยต้นปี 2569 เข้าสู่จังหวะเร่งความเร็ว เมื่อประเทศกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ภาพรวมสะท้อนการแข่งขันที่เข้มข้นที่สุดครั้งหนึ่ง หลังผลสำรวจจากหลายสำนักเผยให้เห็น “กระแสการเมืองที่ไม่เป็นเอกภาพ” ระหว่างระดับประเทศกับภูมิภาค
ผลสำรวจของ สวนดุสิตโพล ในหัวข้อ “ที่สุดแห่งปี 2568” ชี้ว่า นักการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ ไอซ์ รักชนก ศรีนอกตามด้วย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูลอยู่ในอันดับถัดมา สะท้อนแรงสนับสนุนแนวคิดการเมืองใหม่ในกลุ่มคนเมืองและคนรุ่นใหม่
ตรงกันข้ามกับ อีสานโพล ที่สำรวจ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งยกให้นายอนุทินขึ้นเป็นนักการเมืองแห่งปีอันดับ 1 ภาพดังกล่าวตอกย้ำความแข็งแกร่งของฐานเสียงพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่ยุทธศาสตร์ และทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่อาจชี้ขาดด้วยกระแสระดับชาติเพียงอย่างเดียว
เชียงใหม่–กรุงเทพฯ สมรภูมิชี้ขาดเกมรัฐบาล
จังหวัดเชียงใหม่กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิหลักของพรรคประชาชน เมื่อ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ลงพื้นที่ในบทบาทผู้ช่วยหาเสียง ชูเป้าหมายชัดเจนว่าพรรคต้องเป็นอันดับหนึ่ง เพื่อก้าวสู่การจัดตั้งรัฐบาล การประกาศจุดยืนดังกล่าวไม่เพียงเป็นยุทธศาสตร์หาเสียง แต่ยังเป็นการสื่อสารกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า พรรคพร้อมรับผิดชอบอำนาจบริหาร
ภาพผู้สมัครพรรคประชาชนพบผู้สมัครพรรคเพื่อไทยโดยบังเอิญในพื้นที่ตลาด สะท้อนการแข่งขันที่ตึงเครียดในจังหวัดซึ่งเป็นฐานเสียงดั้งเดิมของพรรคใหญ่ และอาจเป็นตัวแปรสำคัญต่อจำนวน สส. ในภาคเหนือ
ขณะที่กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทยเร่งเกมรุกเต็มที่ โดย ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นำทีมผู้สมัครลงพื้นที่ตั้งแต่เช้าตรู่ ย้ำไม่ยึดติดผลโพล แต่เชื่อมั่นการเข้าถึงประชาชนและนโยบายเศรษฐกิจที่ “จับต้องได้” เพื่อทวงคืนพื้นที่เมืองหลวง
พรรคใหม่-ความหวังประชาชน และเส้นชัยการเมือง
อีกสีสันที่ถูกจับตาคือพรรครักชาติ ซึ่งเปิดตัว เจษฎ์ โทณะวณิก เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ภายใต้การนำของ ชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ การหาเสียงเชิงสร้างไวรัลในโลกออนไลน์ช่วยเพิ่มการจดจำ แม้ยังต้องพิสูจน์พลังคะแนนจริงในคูหา
ผลสำรวจความหวังของประชาชนปี 2569 พบว่า เกือบ 30% ต้องการนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นเศรษฐกิจ ลดค่าครองชีพ และจัดการคอร์รัปชัน ประเด็นเหล่านี้จึงกลายเป็น “โจทย์ใหญ่ร่วม” ของทุกพรรคการเมือง
ในห้วงโค้งสุดท้าย การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ต่างจากการวิ่งมาราธอนเข้าสู่เส้นชัย พรรคที่อ่านเกมพื้นที่ได้แม่นยำ บริหารกระแสโพล และเชื่อมโยงความหวังประชาชนได้ตรงจุด มีโอกาสกุมความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง
เลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 คือบททดสอบการเมืองไทย โพลสวนทางสะท้อนความหลากหลายของฐานเสียง พรรคใหญ่เร่งชิงความเชื่อมั่น ท้ายที่สุดประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครเหมาะสมพาประเทศฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจและความขัดแย้งทางการเมือง
เรียบเรียง :อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง