อวสานแรงงานกัมพูชา สิ้นสุด 13 ก.พ. 69 งดต่อใบอนุญาตทำงานไทย
วันนี้ (22 ธ.ค. 68) ผู้สื่อข่าวจากทำเนียบรัฐบาลรายงานว่า รัฐบาลไทยโดยกระทรวงมหาดไทย มีคำสั่งระงับและยกเว้นการต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานสัญชาติกัมพูชาบางกลุ่มเป็นการชั่วคราว ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 โดยมีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติช่วงต้นปี 2569 เป็นต้นไป ขณะที่แรงงานต่างด้าวอีก 3 สัญชาติยังได้รับการผ่อนผันตามปกติ
รายงานระบุว่า มติ ครม.ดังกล่าว อนุญาตให้ต่ออายุใบอนุญาตทำงานแก่แรงงานสัญชาติเมียนมา ลาว และเวียดนาม ต่อเนื่องออกไปจนถึงปี 2571 แต่ ไม่รวมแรงงานสัญชาติกัมพูชา โดยเฉพาะกลุ่มที่ใบอนุญาตเดิมหมดอายุในช่วงเดือนก.พ. 2568 ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ได้สั่งระงับการลงนามในประกาศผ่อนผันเป็นการเฉพาะ
แหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคงเปิดเผยว่า เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลต้องชะลอการต่ออายุใบอนุญาตแรงงานกัมพูชา มาจาก ปัญหาด้านความมั่นคงและการตรวจสอบตัวตน หลังพบว่าแรงงานกัมพูชากว่า 100,000 คน ที่ใบอนุญาตหมดอายุไปแล้ว ไม่สามารถระบุตัวตนหรือที่อยู่ที่ชัดเจนได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยภายในประเทศ และเพิ่มความเสี่ยงต่ออาชญากรรมข้ามชาติ รัฐบาลจึงมีแนวทาง ยกระดับการคัดกรองข้อมูลแรงงานต่างด้าวอย่างเข้มงวด ทั้งประวัติส่วนบุคคล แหล่งที่อยู่ และสถานะการทำงาน ก่อนจะพิจารณาเปิดทางให้มีการต่ออายุหรือผ่อนผันในระยะถัดไป หากผ่านการตรวจสอบตามเงื่อนไขด้านความมั่นคง
สำหรับผลกระทบต่อแรงงานกัมพูชา กลุ่มที่กำหนดวันทำงานสุดท้ายในวันที่ 13 ก.พ. 2569 หากยังไม่มีประกาศผ่อนผันฉบับใหม่ออกมาก่อนถึงกำหนดดังกล่าว สิทธิในการทำงานจะสิ้นสุดลงทันที และแรงงานต้องเดินทางกลับประเทศกัมพูชาโดยไม่สามารถอยู่ทำงานต่อได้โดยอัตโนมัติ
ทั้งนี้ หากรัฐบาลเปิดรอบ การขึ้นทะเบียนแรงงานผิดกฎหมาย ใหม่ เช่น กรณีที่เคยดำเนินการในช่วงเดือนธ.ค. 2568 นายจ้างจะต้องเร่งดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ทางการกำหนดอย่างเคร่งครัด
ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานได้ย้ำเตือนนายจ้างว่า ต้อง ตรวจสอบสถานะใบอนุญาตทำงานของลูกจ้างกัมพูชาอย่างละเอียด หากพบว่าไม่อยู่ในกลุ่มที่ได้รับการผ่อนผันตามประกาศอื่น นายจ้างมีหน้าที่ แจ้งจำหน่ายลูกจ้างออกจากระบบของกรมการจัดหางานภายใน 15 วัน มิฉะนั้นอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการจ้างแรงงานต่างด้าว ทางการแนะนำให้นายจ้างและแรงงานติดตามประกาศอย่างใกล้ชิดจาก กรมการจัดหางาน หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน สายด่วน 1694 เนื่องจากนโยบายอาจมีการปรับเปลี่ยนได้ หลังการตรวจสอบด้านความมั่นคงแล้วเสร็จ