“จีน” ประณาม “สหรัฐ” เก็บภาษีประเทศคู่ค้าอิหร่าน 25% เตือนพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด
"จีน" ประณาม "สหรัฐ" เก็บภาษีประเทศคู่ค้าอิหร่าน 25% ชี้เป็นการบังคับใช้แบบไม่เลือกหน้า เตือนจีนพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของตน
วันที่ 13 มกราคม 2569 เวลา 14.05 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า จีนออกมาตอบโต้เมื่อวันอังคารต่อคำขู่ของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ที่จะเรียกเก็บภาษีในอัตรา 25% กับทุกประเทศที่ทำการค้ากับอิหร่าน โดยประณามการใช้มาตรการภาษีดังกล่าวว่าเป็นการบังคับใช้แบบไม่เลือกหน้า
หลิว เผิงอวี่ โฆษกสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำกรุงวอชิงตัน กล่าวผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า จีนปฏิเสธมาตรการคว่ำบาตรฝ่ายเดียวที่ผิดกฎหมาย และการใช้อำนาจนอกอาณาเขต พร้อมอ้างถึงรายงานข่าวเกี่ยวกับการประกาศภาษีรอบล่าสุดของทรัมป์ โดยเตือนว่าจีนจะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมด เพื่อปกป้องสิทธิและผลประโยชน์อันชอบธรรมของตน
อิหร่านซึ่งในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเผชิญการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ จากภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูง เป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับสองให้จีนในปี 2568 ตามข้อมูลของ Foundation for Defense of Democracies สถาบันคลังสมองในกรุงวอชิงตัน โดยเป็นรองเพียงซาอุดีอาระเบียเท่านั้น
ขณะเดียวกัน การวิเคราะห์ของสื่อ Nikkei ระบุว่าเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านจำนวนมาก ซึ่งมีแนวโน้มมุ่งหน้าสู่จีน ถูกพบว่ามีการปลอมแปลงเส้นทางการเดินเรือ เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร
เช่นเดียวกับมาตรการฝ่ายบริหารอื่น ๆ ของทรัมป์ การประกาศภาษีรอบใหม่นี้ถูกเผยแพร่ผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social เมื่อคืนวันจันทร์ โดยทรัมป์ระบุว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นที่สุดและสิ้นสุดแล้ว อย่างไรก็ตามยังไม่ชัดเจนว่าการบังคับใช้จะมีรูปแบบอย่างไร และภาษี 25% สำหรับธุรกรรมทุกประเภทที่ทำกับสหรัฐอเมริกาจะถูกเรียกเก็บเพิ่มเติมจากอัตราภาษีนำเข้าแบบตอบโต้ (reciprocal tariffs) ที่สหรัฐใช้กับแต่ละประเทศอยู่แล้วหรือไม่
สำหรับจีน ปัจจุบันอัตราภาษีดังกล่าวอยู่ที่ 47.5% ภายใต้ข้อตกลงพักรบทางการค้าที่มีผลจนถึงวันที่ 10 พฤศจิกายน
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่รัฐบาลทรัมป์กำลังพิจารณาทางเลือกทางทหาร เพื่อสนับสนุนผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลอิหร่าน โดยมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิตจากความไม่สงบมากกว่า 500 คนแล้ว
ขณะเดียวกันความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐและจีนยังเผชิญแรงสั่นสะเทือนเพิ่มเติม หลังรัฐบาลทรัมป์เข้าจับกุมผู้นำของเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายสำคัญให้จีน เมื่อต้นปีที่ผ่านมา
อ้างอิง : asia.nikkei.com