ไดกิ้น (สหภาพ) แรงงาน คนไร้บ้าน อนรรฆ พิทักษ์ธานิน มองฉากทัศน์ชีวิต '(กลุ่ม) เปราะบาง'
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร
ไดกิ้น (สหภาพ) แรงงาน คนไร้บ้าน
อนรรฆ พิทักษ์ธานิน
มองฉากทัศน์ชีวิต ‘(กลุ่ม) เปราะบาง’
กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่สร้าง ‘บทสนทนา’ ระดับ ‘วิวาทะ’ ที่น่าสนใจอย่างยิ่ง สำหรับกรณี ‘ไดกิ้น’ การเจรจาต่อรองโบนัสประจำปีที่ดีลไม่ลงตัวเกิน 10 หน แน่นอนว่า แรกเริ่ม รถทัวร์จอดป้ายฝ่ายแรงงาน ก่นด่าสหภาพไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี และสมาชิก รวม 1,500 คนว่าเรียกร้องต่อบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) อย่างเว่อร์วังเกินเบอร์ กระทั่ง เจอ ‘ปิดงานงดจ้าง’ สร้างความสาแก่ใจให้กองเชียร์ผู้ประกอบการ
ทว่า เมื่อข้อมูลอีกมุมถูกทยอยเปิดเผย พร้อมดึงสติให้ขบคิดร่วมกัน ว่าแท้จริงแล้วนั้น มันคือสิ่งที่ผู้ว่าจ้างตกลงเป็นเงื่อนไขไว้แต่แรก โดยเฉพาะทองคำสำหรับสายอึด ถึก ทน ไม่ขาด ไม่ลา ไม่เคยมาสายยิงยาว 10 ปี เสียงด่าชักเริ่มแผ่ว คณะทัวร์บางส่วนจ่อเลี้ยวรถกลับ
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่อนรรฆ พิทักษ์ธานิน จากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนให้มองทั้งลึกและกว้างไกลไปกว่าดราม่า นั่นคือ ความสำคัญของ ‘สหภาพแรงงาน’ แต่สังคมไทยยังไม่ได้กล่าวถึงมากนักหากเทียบกับโลกสากล
นอกจากนี้ ในฐานะผู้รับผิดชอบแผนงานองค์ความรู้ฯ คนไร้บ้าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) อันเป็นอีกบทบาท นักวิชาการท่านนี้ วิเคราะห์เชื่อมโยงให้เห็นภาพชัดในประเด็น สิทธิแรงงาน กลุ่มเปราะบาง ลูกจ้างทั้งในและนอกระบบที่สุ่มเสี่ยงกลายเป็น ‘คนไร้บ้าน’ ในอนาคต หากไม่มีระบบรองรับ
ล่าสุด เครือข่ายองค์กรทำงานด้านคนไร้บ้านในกรุงเทพมหานคร ประชุมร่วมกับกรุงเทพมหานคร ที่พร้อมเปิด ‘บ้านอิ่มใจ’ ที่รีโนเวต ‘ประปาแม้นศรี’ เป็นศูนย์พักพิงฉุกเฉินในเดือนมกราคม ปีหน้าฟ้าใหม่ 2569
ว่าแล้ว ต้องขอเปิดบทสนทนาถึงประเด็นหลากหลายที่สุดท้ายกลายเป็นความเชื่อมโยงอย่างไม่อาจปฏิเสธ
: กรณี ‘ไดกิ้น’ ช่วงแรก คอมเมนต์เทไปทางเดียว แต่ภายหลัง เริ่มมีการเปิดเผยข้อมูลอีกมุม ในฐานะที่ดูแลกลุ่มเปราะบางซึ่งเกี่ยวข้องกับแรงงาน มีมุมมองอย่างไร?
เคสไดกิ้น เป็นแรงงานที่อยู่ในระบบการคุ้มครองแรงงานตามกฎหมาย และอยู่ในกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ด้วย มีสหภาพ มีอะไรต่างๆ แต่ก็ยังเห็นว่าเขามีความเปราะบาง ขณะที่คนไร้บ้านคือแรงงานนอกระบบที่ไม่มีหลักประกันอะไรเลย ไม่มีเครือข่ายด้านการจ้างงานที่จะไปช่วยเหลือ ไม่มีสหภาพแรงงานเข็นผัก เพราะเป็นแรงงานรายวัน
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เป็นความท้าทาย มี 2 อย่าง คือ
1. คนที่หลุดจากระบบการคุ้มครองแรงงานทุกประเภท ตั้งแต่การรับประกันเรื่องค่าจ้าง หลายคนโดนโกงเงิน เรื่องการประกันรายได้ว่าจะมีสม่ำเสมอ และหลักประกันเรื่องอันตรายจากการใช้แรงงาน คือ มันหลุดจากหลักประกันทุกอย่าง
2. คนไร้บ้านจำนวนหนึ่ง แม้จะเคยเป็นแรงงานในระบบมาก่อน แต่พอเกษียณ อาจออกมาเป็นลูกจ้างรายวันก่อน พอไม่มีหลักประกันเพียงพอ หลายคนต้องกลายเป็นคนไร้บ้าน
เพราะฉะนั้น สิ่งที่สะท้อนความเชื่อมโยงชัดเจน คือ ถ้าเราสามารถสร้างหลักประกันทางด้านแรงงานที่ดี หรือสร้างระบบคุ้มครองแรงงานทุกประเภททั้งในระบบ และนอกระบบที่ดีได้ มันจะช่วยทำให้คนไม่เปราะบาง ไม่เข้าสู่ภาวะไร้บ้านซึ่งเหมือนยอดภูเขาน้ำแข็งของหลายๆ ปัญหา
: ปรากฏการณ์นี้ ส่วนหนึ่งสะท้อนความตระหนักรู้ด้านสิทธิแรงงานที่เพิ่มขึ้น?
ผมว่าคนเข้าใจเยอะขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ อย่างเคสไดกิ้น พอมีการพูดรายละเอียดชัดเจน เรื่องการได้ทอง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่นายจ้างตกลงกับแรงงานไว้ก่อนแล้ว ไม่ใช่ว่าแรงงานไปร้องแรกแหกกระเชอ
พอข้อมูลเหล่านี้ออกมา ทำให้คนเข้าใจมากขึ้น
แต่สิ่งที่ผมอยากให้คนเข้าใจมากกว่านี้ คือ ความสำคัญของสหภาพแรงงาน ที่ช่วยเป็น Buffer ให้แรงงานในการต่อรอง ไม่ใช่แค่ค่าจ้าง แต่รวมถึงหลักประกันในชีวิต
นี่คือสิ่งที่สำคัญกว่า ตอนนี้ความเข้าใจสังคมคือ การผิดสัญญา แต่มันมีข้อที่ลึกกว่านั้นคือ ความสำคัญของสหภาพซึ่งในสังคมไทยพูดถึงน้อย ขณะที่ในยุโรป คือเรื่องปกติ
ช่วงที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวด้านการจัดวงสนทนาเกี่ยวกับ Social Enterprise (SE) มากขึ้น สะท้อนการขยายตัวของความสนใจต่อแนวคิดเศรษฐกิจเชิงสังคมในประเทศไทย วงสนทนาเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ทางสังคม ควบคู่กับความสามารถในการดำเนินงานเชิงธุรกิจ
ผมอยากชวนคิดต่อไปว่า เราอาจมีความจำเป็นในการส่งเสริมให้ประเด็นด้าน ‘แรงงานภายในองค์กร’ ให้ได้รับการพิจารณามากขึ้นควบคู่กับประเด็นเชิงภายนอก เนื่องจากระบบเศรษฐกิจเชิงสังคมที่เข้มแข็งมักตั้งอยู่บนพื้นฐานของโครงสร้างแรงงานที่เป็นธรรม โปร่งใส และมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานขององค์กรในระยะยาว
: เงื่อนไขการจัดตั้ง ‘สหภาพแรงงาน’ ตามกฎหมายไทย ยุ่งยากไหม?
ภายใต้พระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ของไทย ลูกจ้างเพียง 10 คน สามารถรวมตัวจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ ซึ่งถือเป็นกลไกมาตรฐานด้านแรงงานที่ช่วยสร้างพื้นที่ให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการกำหนดสภาพการทำงานของตนเองตามหลักสากล
กลไกดังกล่าวยังเป็นองค์ประกอบหนึ่งของระบบธรรมาภิบาลที่ดี (Good Governance) ในระดับสถานประกอบการ ทำหน้าที่เสริมสร้างความสมดุลของอำนาจในการบริหารจัดการองค์กร
การบรรจุประเด็นดังกล่าวเข้าไปในกรอบการสนทนาเกี่ยวกับ SE จึงไม่ได้เป็นเพียงการปกป้องสิทธิแรงงานเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างความสอดคล้องระหว่างอุดมการณ์ด้านสังคมของ SE กับโครงสร้างภายในองค์กร ทำให้การดำเนินงานด้านสังคมมีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
และช่วยลดความเสี่ยงเชิงสถาบันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
: มาถึงเรื่อง ‘คนไร้บ้าน’ ผ่านมา 2 ปี หลังการสำรวจและแจงนับ (One Night Count) เมื่อปี 2566 สถานการณ์ล่าสุด เป็นอย่างไรบ้าง?
ในแง่จำนวนอาจไม่ได้แตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญ แต่ประเด็นสำคัญคือ ตัวเลขตั้งแต่ปี 2566 มันเริ่มเห็นแล้วว่าสัดส่วนผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น น่าจะเกินร้อยละ 20 แน่นอน อีกสิ่งที่เป็นสัญญาณชัดเจน คือ คนมารับข้าว หรือมารับบริการที่บ้านอิ่มใจ ซึ่งปัจจุบัน เปิดให้เป็นจุด Drop in (จุดบริการสวัสดิการสังคม) พบว่าราว 30% เป็นชาวบ้านที่อยู่ในชุมชนต่างๆ ไม่ใช่คนไร้บ้าน แต่เป็น ‘กลุ่มเปราะบาง’
เท่าที่เคยสัมภาษณ์ ได้ข้อมูลว่า พออายุ 60 แล้ว ไม่มีงานทำ หรือทำงานที่ไม่มีหลักประกัน ก็มารับอาหารเพื่อลดค่าใช้จ่าย ซึ่งถ้าเราไม่รีบช้อนเขาไว้ จะกลายเป็นคนไร้บ้านในอนาคต
การที่คุณนั่งรถเมล์มาไกลเพื่อรับข้าว 2-3 กล่อง สะท้อนว่า ถ้าบ้านอิ่มใจเป็นจุดที่ช้อนกลุ่มคนที่ไม่ใช่แค่คนไร้บ้าน แต่ยังเป็นที่พึ่งของกลุ่มเปราะบางในพื้นที่เมืองได้ ก็น่าจะตอบโจทย์เป้าหมายได้กว้างขึ้น
: บรรยากาศการประชุมร่วมกับ กทม. เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม เป็นอย่างไรบ้าง มีมุมที่มองต่าง หรือเห็นแย้งกันไหม?
ในภาพรวม คือ กทม.รับข้อเสนอของเครือข่ายฯ เกือบทั้งหมด ผมต้องให้เครดิต รอง ผอ. สำนักพัฒนาสังคม กทม. (ธีรวีร์ วีรวรรณ) และรองปลัด กทม. (ธนิตย์ ตันบัวคลี่) ซึ่งเราชวนมาทำงานร่วมกันตั้งแต่วันแรกที่อาจารย์ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เข้ามาเป็นผู้ว่าฯ โดยเราเสนอให้ใช้เงิน สสส. ซึ่งสนับสนุนทรัพยากรให้หน่วยวิชาการของจุฬาฯ และมีเครือข่ายทำงานอยู่แล้ว ก็มานั่งคุยกัน 3 ครั้งหลักๆ รวมถึงจัดเวิร์กช็อป ถามว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกันไหม ต้องพูดว่า ต่างคนต่างเห็นข้อจำกัดของกันและกัน ไม่ได้มีข้อขัดแย้งรุนแรง แต่มีประเด็นใหญ่ๆ เช่น เวลาเปิด-ปิดบ้านอิ่มใจ ถ้าจำไม่ผิด กทม. เสนอ เปิด 4 โมงเย็น ปิดสัก 3 ทุ่ม ซึ่งอาจขัดกับวิถีคนไร้บ้าน เพราะคนกลุ่มนี้ หลายคนเริ่มมีงาน ซึ่งตรงนี้เราต้องสนับสนุน บางคนไปทำงานในห้าง เลิก 4 ทุ่ม เลยดีเบตกันจนได้ข้อสรุป ว่าจะไม่กำหนดเวลาเปิด แต่กำหนดเวลาปิด คือช่วง 5 ทุ่มถึง ตี 5 เพื่อให้คนในบ้านได้พักผ่อน
อีกประเด็นคือ กลุ่มเป้าหมาย มีการพูดว่าอาจต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือไม่ ซึ่งจากการสำรวจพบว่า คนไร้บ้านทั้งหมดเป็นคนไทย แต่เมื่อกำหนดว่ามีสัญชาติไทย คุณจะใช้อะไรเป็นหลักฐาน เพราะคนไร้บ้าน 30% ไม่มีบัตรประชาชน เลยใช้ว่ากลุ่มผู้มีสัญชาติไทย หรือกลุ่มคนไทยที่รอการพิสูจน์สัญชาติเพื่อให้ครอบคลุม
นอกจากนี้ มีประเด็นที่ กทม.จะมีการจ้างเหมานักสังคมสงเคราะห์มาดูแล แต่เครือข่ายฯ เสนอปรับหลักเกณฑ์ให้มีความยืดหยุ่น คือ สามารถจ้างอดีตคนไร้บ้านที่มีศักยภาพจากหลายมูลนิธิ เช่น มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย ซึ่งเขาก็ใช้อดีตคนไร้บ้านมาดูแลกัน มันน่าจะเกิดประโยชน์โภชผลเพิ่มขึ้น
: มีสิ่งที่ยังเป็นข้อกังวล หรืออยากจับตาเป็นพิเศษก่อนเปิดบ้านอิ่มใจอย่างเป็นทางการหรือไม่?
คิดว่ามีประเด็นหนึ่งที่ต้องช่วยกัน คือ ความเข้าใจของสังคมที่มีต่อคนไร้บ้าน เพราะเมื่อมีการย้ายจุด Drop in ของ กทม. ซึ่งเดิมอยู่ที่ตรอกสาเก ถนนราชดำเนิน ไปที่แม้นศรีแล้ว มันเหมือนเป็นการทดสอบก่อนว่า พื้นที่รอบข้างจะมีความเข้าใจขนาดไหน แต่ไม่ใช่ว่าเราจะให้ชุมชนมาเข้าใจคนไร้บ้านอย่างเดียว คนไร้บ้านก็ต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยว่าเขามีศักยภาพ ไม่ได้เป็นอย่างภาพจำที่ถูกมอง
แน่นอนว่าการทำงานของภาครัฐ คงมีข้อจำกัด ตามระเบียบต่างๆ กับการทำงานของภาคประชาสังคมที่มีความยืดหยุ่นกว่า มันจะประสานกันเป็นเนื้อเดียวกันได้ขนาดไหน
เลยมีข้อเสนอว่าจำเป็นต้องพูดคุยกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดช่องว่างด้วย
:ต้องยอมรับว่าทัศนคติที่มองคนเหล่านี้เป็นภาระ และอันตราย ยังคงมีอยู่ จุดที่น่าสนใจคือ บ้านอิ่มใจหลังรีโนเวต จะมีลานสาธารณะที่ระบุว่า ‘สำหรับใช้ร่วมกัน’ ระหว่างคนไร้บ้านและประชาชนทั่วไป?
การใช้พื้นที่ร่วมกันมันทำให้เกิดการเรียนรู้
อย่างแรกคือคนกรุงเทพฯ จะได้เรียนรู้ว่า คนไร้บ้านคือใคร ผลสำรวจชัดเจนว่าเกินครึ่งคือคนกรุงเทพฯ ในความหมายที่ว่า มาทำมาหากินในกรุงเทพฯ นานแล้ว ไม่ได้ย้ายจากต่างจังหวัดแล้วมาไร้บ้านในกรุงเทพฯ เดิมคนไร้บ้านหลายคนคือแรงงานในเมือง คนทำงานเล็กงานน้อยในเมืองที่ไม่มีใครทำ
การออกแบบอย่างนี้ในอนาคตจะเป็นอย่างไรอาจจะต้องมีการประเมิน แต่นี่คือไอเดียที่อย่างน้อยทำให้เกิดการยอมรับว่า
คนไร้บ้านคือ ส่วนหนึ่งของประชากรกรุงเทพฯ และสามารถที่จะเป็นพลเมืองที่ขับเคลื่อนเมืองได้
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ไดกิ้น (สหภาพ) แรงงาน คนไร้บ้าน อนรรฆ พิทักษ์ธานิน มองฉากทัศน์ชีวิต ‘(กลุ่ม) เปราะบาง’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly