เปิดโผ “5 หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI” พุ่งแรงเกิน 3 เท่าในปีเดียว
กระแส AI ไม่ได้ทำเงินให้แค่เจ้าพ่อชิปอย่าง Nvidia อีกต่อไป แต่กำลังขยายสู่สนามโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่หุ้นหลายตัวพุ่งเกิน 3 เท่าในปีเดียว จากแรงทุ่มงบลงทุนของบิ๊กเทคกว่า 3.8 แสนล้านดอลลาร์
วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 01.45 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ในกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เขย่าตลาดทุนโลกตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ Nvidia ถูกยกให้เป็นผู้ชนะรายใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หลังมูลค่าตลาดพุ่งขึ้นเกือบ 13 เท่านับตั้งแต่ปลายปี 2565 จนแตะระดับราว 4.6 ล้านล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ดีหากมองเฉพาะช่วง 12 เดือนล่าสุด นักลงทุนจำนวนไม่น้อยกลับพบว่า การหันไปเก็งกำไรในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถสร้างผลตอบแทนได้ร้อนแรงไม่แพ้กัน และในหลายกรณีกลับให้ผลตอบแทนสูงกว่า Nvidia เสียด้วยซ้ำ โดยหุ้นหลายตัวมีราคาปรับขึ้นมากกว่า 200–370% ภายในปีเดียว
แรงหนุนสำคัญของ Data Center Trade มาจากการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกอย่างน้อย 4 ราย เตรียมทุ่มงบลงทุนรวมกันกว่า 380,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพื่อสร้างและขยายดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบเครือข่าย และฮาร์ดแวร์รองรับ AI และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า เงินลงทุนจำนวนมหาศาลนี้ได้ไหลเข้าสู่ผู้ผลิตหน่วยความจำ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ใยแก้วนำแสง ซีพียู และฮาร์ดแวร์องค์กร ซึ่งกลายเป็นผู้รับอานิสงส์ตัวจริงจาก AI Boom ในรอบนี้
หนึ่งในหุ้นที่สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัดเจนคือ Lumentum บริษัทจากซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้ผลิตอุปกรณ์ออปติคัล เช่น สวิตช์ ทรานซีฟเวอร์ และเลเซอร์สำหรับสายไฟเบอร์ออปติก จากเดิมที่พึ่งพาลูกค้ากลุ่มโทรคมนาคมและผู้ผลิตอุปกรณ์อย่าง Apple ปัจจุบัน Lumentum ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ AI เมื่อเซิร์ฟเวอร์หนึ่งตู้ต้องเชื่อม GPU ทุกตัวเข้าหากัน
และในอนาคตต้องขยายการเชื่อมต่อจากตู้สู่ตู้ และจากดาต้าเซ็นเตอร์สู่ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด ราคาหุ้นของ Lumentum พุ่งขึ้นกว่า 372% ในปีเดียว ดันมูลค่าตลาดทะลุ 28,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้ไตรมาสล่าสุดเติบโตถึง 58% และกว่า 60% ของรายได้ทั้งหมดมาจากคลาวด์และ AI โดยตรง แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าอัตราการเติบโตระยะยาวอาจชะลอลง แต่ Lumentum ก็ถูกมองว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานระยะยาว” ของโลก AI อย่างแท้จริง
ในอีกฟากหนึ่งของห่วงโซ่ AI หุ้นกลุ่มจัดเก็บข้อมูล อย่าง Western Digital ก็ได้อานิสงส์เต็มตัวจากข้อเท็จจริงพื้นฐานที่สุดของยุค AI นั่นคือ AI ต้องกินข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นโมเดล ภาพ วิดีโอ หรือข้อมูลทางการแพทย์ ดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมหาศาลในต้นทุนที่คุ้มค่า ทำให้ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) กลับมาเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์อีกครั้ง
ราคาหุ้น Western Digital พุ่งเกือบ 300% ในปีเดียว รายได้ไตรมาสล่าสุดเติบโต 27% และบริษัทชี้ชัดว่าความต้องการ HDD ขนาดใหญ่สำหรับ AI ช่วยหนุนอัตรากำไรจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์อย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้บริหารสรุปสั้น ๆ ว่า ข้อมูลคือเชื้อเพลิงของ AI และ HDD คือวิธีจัดเก็บข้อมูลที่คุ้มค่าและขยายได้มากที่สุด
ฝั่งหน่วยความจำ Micron กลายเป็นอีกหนึ่งผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากการที่ AI Server ต้องใช้ High-Bandwidth Memory (HBM) ปริมาณมหาศาล จนกำลังการผลิตถูกจองเกือบทั้งหมด ส่งผลให้ตลาดหน่วยความจำขั้นสูงตึงตัวอย่างหนัก Micron ถึงขั้นต้องปิดไลน์สินค้าผู้บริโภคบางส่วน เพื่อกันอุปทานไว้ให้ตลาด AI โดยเฉพาะ ราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 241% ในปีนี้
ขณะที่ นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ระบุว่า การเติบโตของรายได้และกำไรของ Micron ในรอบนี้ ถือว่าแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมชิปสหรัฐ เป็นรองเพียง Nvidia เท่านั้น โดยรายได้ในปีถัดไปคาดว่าจะเกือบเท่าตัว ก่อนจะเริ่มชะลอลงในระยะยาว
Seagate คู่แข่งโดยตรงของ Western Digital ก็ได้อานิสงส์ไม่ต่างกัน ราคาหุ้นพุ่งกว่า 231% ในปีเดียว และปัจจุบันกว่า 80% ของรายได้มาจากตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ ลูกค้าระดับ Hyperscale เริ่มทำสัญญาซื้อระยะยาวแบบล็อกราคาและปริมาณล่วงหน้า สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่งในระยะกลาง โดย Bank of America ถึงกับแนะนำ “ซื้อ” พร้อมชี้ว่า ฮาร์ดดิสก์ที่ผลิตเพิ่มแทบไม่มีวันเหลือสต็อก เพราะจะถูกดูดเข้าสู่ดาต้าเซ็นเตอร์อย่างรวดเร็ว
อีกหนึ่งผู้เล่นที่ถูกจับตามากขึ้นคือ Celestica อดีตบริษัทลูกของ IBM ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตสวิตช์และฮาร์ดแวร์เครือข่ายขั้นสูงสำหรับ AI ราคาหุ้นพุ่งกว่า 230% ในปีเดียว รายได้เติบโต 28% จากแรงหนุนของคำสั่งซื้อ AI Rack ขนาดใหญ่ และชิปเฉพาะทางแบบ ASIC ซึ่งแม้จะยืดหยุ่นน้อยกว่า GPU แต่มีต้นทุนต่อการใช้งานต่ำกว่าในบางแอปพลิเคชัน
นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่า Celestica เป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ของ Google สำหรับชิป TPU โดยผู้บริหารย้ำชัดว่าตลาดที่เติบโตเร็วและใหญ่ที่สุดของบริษัทในปัจจุบันคือ AI Data Center
ในเชิงกลยุทธ์ ภาพทั้งหมดสะท้อนว่า AI ไม่ได้จบอยู่แค่ที่ชิปประมวลผลอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่เฟสของ “โครงสร้างพื้นฐาน” อย่างเต็มรูปแบบ ปี 2568-2569 อาจไม่ใช่แค่ยุคของ Nvidia เพียงรายเดียว แต่เป็นยุคของผู้ขายพลั่วในยุคขุดทอง AI
อย่างไรก็ดีหลังจากราคาหุ้นหลายตัวพุ่งแรงจนสะท้อนความคาดหวังไปมากแล้ว นักลงทุนจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จะยังเดินหน้าต่อเนื่องหรือไม่ อัตรากำไรจะยั่งยืนเพียงใด และหากการใช้จ่ายด้าน AI (Capex) เริ่มชะลอลง
หุ้นกลุ่มนี้จะรับแรงกระแทกได้มากน้อยแค่ไหน เพราะแม้ AI จะยังไม่จบ แต่เกมการลงทุนกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องวัดความคุ้มค่ามากกว่าความตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว
อ้างอิง : www.cnbc.com