โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

เปิดโผ “5 หุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI” พุ่งแรงเกิน 3 เท่าในปีเดียว

การเงินธนาคาร

อัพเดต 25 ธ.ค. 2568 เวลา 11.59 น. • เผยแพร่ 25 ธ.ค. 2568 เวลา 04.59 น.

กระแส AI ไม่ได้ทำเงินให้แค่เจ้าพ่อชิปอย่าง Nvidia อีกต่อไป แต่กำลังขยายสู่สนามโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ที่หุ้นหลายตัวพุ่งเกิน 3 เท่าในปีเดียว จากแรงทุ่มงบลงทุนของบิ๊กเทคกว่า 3.8 แสนล้านดอลลาร์

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 เวลา 01.45 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า ในกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เขย่าตลาดทุนโลกตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ชื่อของ Nvidia ถูกยกให้เป็นผู้ชนะรายใหญ่ที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย หลังมูลค่าตลาดพุ่งขึ้นเกือบ 13 เท่านับตั้งแต่ปลายปี 2565 จนแตะระดับราว 4.6 ล้านล้านดอลลาร์

อย่างไรก็ดีหากมองเฉพาะช่วง 12 เดือนล่าสุด นักลงทุนจำนวนไม่น้อยกลับพบว่า การหันไปเก็งกำไรในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ สามารถสร้างผลตอบแทนได้ร้อนแรงไม่แพ้กัน และในหลายกรณีกลับให้ผลตอบแทนสูงกว่า Nvidia เสียด้วยซ้ำ โดยหุ้นหลายตัวมีราคาปรับขึ้นมากกว่า 200–370% ภายในปีเดียว

แรงหนุนสำคัญของ Data Center Trade มาจากการที่บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีรายใหญ่ของโลกอย่างน้อย 4 ราย เตรียมทุ่มงบลงทุนรวมกันกว่า 380,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เพื่อสร้างและขยายดาต้าเซ็นเตอร์ ระบบเครือข่าย และฮาร์ดแวร์รองรับ AI และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายปีข้างหน้า เงินลงทุนจำนวนมหาศาลนี้ได้ไหลเข้าสู่ผู้ผลิตหน่วยความจำ อุปกรณ์จัดเก็บข้อมูล ใยแก้วนำแสง ซีพียู และฮาร์ดแวร์องค์กร ซึ่งกลายเป็นผู้รับอานิสงส์ตัวจริงจาก AI Boom ในรอบนี้

หนึ่งในหุ้นที่สะท้อนภาพดังกล่าวได้ชัดเจนคือ Lumentum บริษัทจากซานโฮเซ รัฐแคลิฟอร์เนีย ผู้ผลิตอุปกรณ์ออปติคัล เช่น สวิตช์ ทรานซีฟเวอร์ และเลเซอร์สำหรับสายไฟเบอร์ออปติก จากเดิมที่พึ่งพาลูกค้ากลุ่มโทรคมนาคมและผู้ผลิตอุปกรณ์อย่าง Apple ปัจจุบัน Lumentum ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของ AI เมื่อเซิร์ฟเวอร์หนึ่งตู้ต้องเชื่อม GPU ทุกตัวเข้าหากัน

และในอนาคตต้องขยายการเชื่อมต่อจากตู้สู่ตู้ และจากดาต้าเซ็นเตอร์สู่ดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด ราคาหุ้นของ Lumentum พุ่งขึ้นกว่า 372% ในปีเดียว ดันมูลค่าตลาดทะลุ 28,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่รายได้ไตรมาสล่าสุดเติบโตถึง 58% และกว่า 60% ของรายได้ทั้งหมดมาจากคลาวด์และ AI โดยตรง แม้นักวิเคราะห์จะมองว่าอัตราการเติบโตระยะยาวอาจชะลอลง แต่ Lumentum ก็ถูกมองว่าเป็น “โครงสร้างพื้นฐานระยะยาว” ของโลก AI อย่างแท้จริง

ในอีกฟากหนึ่งของห่วงโซ่ AI หุ้นกลุ่มจัดเก็บข้อมูล อย่าง Western Digital ก็ได้อานิสงส์เต็มตัวจากข้อเท็จจริงพื้นฐานที่สุดของยุค AI นั่นคือ AI ต้องกินข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นโมเดล ภาพ วิดีโอ หรือข้อมูลทางการแพทย์ ดาต้าเซ็นเตอร์จำเป็นต้องมีพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมหาศาลในต้นทุนที่คุ้มค่า ทำให้ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) กลับมาเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์อีกครั้ง

ราคาหุ้น Western Digital พุ่งเกือบ 300% ในปีเดียว รายได้ไตรมาสล่าสุดเติบโต 27% และบริษัทชี้ชัดว่าความต้องการ HDD ขนาดใหญ่สำหรับ AI ช่วยหนุนอัตรากำไรจากธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์อย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้บริหารสรุปสั้น ๆ ว่า ข้อมูลคือเชื้อเพลิงของ AI และ HDD คือวิธีจัดเก็บข้อมูลที่คุ้มค่าและขยายได้มากที่สุด

ฝั่งหน่วยความจำ Micron กลายเป็นอีกหนึ่งผู้ได้ประโยชน์โดยตรงจากการที่ AI Server ต้องใช้ High-Bandwidth Memory (HBM) ปริมาณมหาศาล จนกำลังการผลิตถูกจองเกือบทั้งหมด ส่งผลให้ตลาดหน่วยความจำขั้นสูงตึงตัวอย่างหนัก Micron ถึงขั้นต้องปิดไลน์สินค้าผู้บริโภคบางส่วน เพื่อกันอุปทานไว้ให้ตลาด AI โดยเฉพาะ ราคาหุ้นพุ่งขึ้นกว่า 241% ในปีนี้

ขณะที่ นักวิเคราะห์จาก Morgan Stanley ระบุว่า การเติบโตของรายได้และกำไรของ Micron ในรอบนี้ ถือว่าแรงที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมชิปสหรัฐ เป็นรองเพียง Nvidia เท่านั้น โดยรายได้ในปีถัดไปคาดว่าจะเกือบเท่าตัว ก่อนจะเริ่มชะลอลงในระยะยาว

Seagate คู่แข่งโดยตรงของ Western Digital ก็ได้อานิสงส์ไม่ต่างกัน ราคาหุ้นพุ่งกว่า 231% ในปีเดียว และปัจจุบันกว่า 80% ของรายได้มาจากตลาดดาต้าเซ็นเตอร์ ลูกค้าระดับ Hyperscale เริ่มทำสัญญาซื้อระยะยาวแบบล็อกราคาและปริมาณล่วงหน้า สะท้อนความต้องการที่แข็งแกร่งในระยะกลาง โดย Bank of America ถึงกับแนะนำ “ซื้อ” พร้อมชี้ว่า ฮาร์ดดิสก์ที่ผลิตเพิ่มแทบไม่มีวันเหลือสต็อก เพราะจะถูกดูดเข้าสู่ดาต้าเซ็นเตอร์อย่างรวดเร็ว

อีกหนึ่งผู้เล่นที่ถูกจับตามากขึ้นคือ Celestica อดีตบริษัทลูกของ IBM ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตสวิตช์และฮาร์ดแวร์เครือข่ายขั้นสูงสำหรับ AI ราคาหุ้นพุ่งกว่า 230% ในปีเดียว รายได้เติบโต 28% จากแรงหนุนของคำสั่งซื้อ AI Rack ขนาดใหญ่ และชิปเฉพาะทางแบบ ASIC ซึ่งแม้จะยืดหยุ่นน้อยกว่า GPU แต่มีต้นทุนต่อการใช้งานต่ำกว่าในบางแอปพลิเคชัน

นักวิเคราะห์จาก Goldman Sachs ระบุว่า Celestica เป็นหนึ่งในซัพพลายเออร์ของ Google สำหรับชิป TPU โดยผู้บริหารย้ำชัดว่าตลาดที่เติบโตเร็วและใหญ่ที่สุดของบริษัทในปัจจุบันคือ AI Data Center

ในเชิงกลยุทธ์ ภาพทั้งหมดสะท้อนว่า AI ไม่ได้จบอยู่แค่ที่ชิปประมวลผลอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่เฟสของ “โครงสร้างพื้นฐาน” อย่างเต็มรูปแบบ ปี 2568-2569 อาจไม่ใช่แค่ยุคของ Nvidia เพียงรายเดียว แต่เป็นยุคของผู้ขายพลั่วในยุคขุดทอง AI

อย่างไรก็ดีหลังจากราคาหุ้นหลายตัวพุ่งแรงจนสะท้อนความคาดหวังไปมากแล้ว นักลงทุนจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิดว่า การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จะยังเดินหน้าต่อเนื่องหรือไม่ อัตรากำไรจะยั่งยืนเพียงใด และหากการใช้จ่ายด้าน AI (Capex) เริ่มชะลอลง

หุ้นกลุ่มนี้จะรับแรงกระแทกได้มากน้อยแค่ไหน เพราะแม้ AI จะยังไม่จบ แต่เกมการลงทุนกำลังเข้าสู่ช่วงที่ต้องวัดความคุ้มค่ามากกว่าความตื่นเต้นเพียงอย่างเดียว

อ้างอิง : www.cnbc.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...