โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 46 ยุทธศาสตร์สิทธิบัตรจีน กำหนดกติกาเทคโนโลยีโลก

The Bangkok Insight

อัพเดต 08 ม.ค. เวลา 07.28 น. • เผยแพร่ 08 ม.ค. เวลา 01.27 น. • The Bangkok Insight

ประเทศไทยต้องเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสตอนที่ 46 ยุทธศาสตร์สิทธิบัตรของจีน: จาก "ผู้ลอกเลียน" สู่ "ผู้สร้างสรรค์" ที่กำหนดกติกาเทคโนโลยีโลก

ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา จีนได้สร้างปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจที่โลกจับตา จากประเทศผู้ผลิตราคาถูกที่อาศัยแรงงานจำนวนมาก กลายเป็นประเทศผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมระดับโลก ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้ไม่ได้เกิดจากการผลิตเพียงอย่างเดียว หากเกิดจาก การปฏิรูปเชิงสถาบันด้านทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) ที่มุ่งส่งเสริมให้การคิดค้นสิ่งใหม่มีมูลค่า

เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส

จีนจึงได้พัฒนา ระบบสิทธิบัตร (Patent System) อย่างเป็นระบบ เพื่อปกป้องนวัตกรรมภายในประเทศ สร้างแรงจูงใจให้เกิดการคิดค้น และใช้สิทธิบัตรเป็นกลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่การเป็นมหาอำนาจเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 21

วิสัยทัศน์ระยะยาว: สิทธิบัตรคือเครื่องมือเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงกฎหมาย

รัฐบาลจีนตระหนักตั้งแต่ต้นว่าสิทธิบัตร ไม่ใช่เพียงระบบกฎหมายปกป้องสิทธิของนักประดิษฐ์ แต่เป็น กลไกเศรษฐกิจ ที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้นวัตกรรมเติบโตอย่างยั่งยืน จีนเริ่มจัดตั้งระบบสิทธิบัตรสมัยใหม่ครั้งแรกในปี 2328 ภายหลังจากเข้าร่วมองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) และออกกฎหมายสิทธิบัตรฉบับแรก เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายให้เทียบเท่าประเทศตะวันตก

นับแต่นั้นมา กฎหมายสิทธิบัตรของจีนได้รับการปรับปรุงหลายครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) และข้อตกลงว่าด้วยสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา (TRIPS Agreement) จีนไม่เพียงปรับกฎหมายให้ ทันโลก แต่ยังใช้กฎหมายเป็น เครื่องมือทางนโยบาย ในการกระตุ้นการวิจัย พัฒนา และการจดสิทธิบัตรในประเทศ

การบูรณาการสิทธิบัตรเข้ากับแผนพัฒนาเศรษฐกิจระดับชาติ

จีนเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่บรรจุ ยุทธศาสตร์สิทธิบัตร ไว้อย่างเป็นทางการใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติระยะ 5 ปี (Five-Year Plan) โดยเฉพาะตั้งแต่แผนฉบับที่ 11 (ปี 2549-2553) เป็นต้นมา รัฐบาลได้ประกาศ ยุทธศาสตร์ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติ (National Intellectual Property Strategy) เพื่อทำให้สิทธิบัตรกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งนวัตกรรม ภายใต้กรอบแนวคิด Innovation-driven Development แผนดังกล่าวเชื่อมโยงการพัฒนาเทคโนโลยี การวิจัยในมหาวิทยาลัย และการเติบโตของภาคเอกชนให้เป็นระบบเดียวกัน

ในแผนฉบับที่ 13 และ 14 จีนตั้งเป้าเพิ่มคุณภาพของสิทธิบัตร ควบคู่ไปกับปริมาณ โดยเฉพาะสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ พลังงานสะอาด และชีวการแพทย์ แนวทางนี้ทำให้การจดสิทธิบัตรกลายเป็นยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ใช่เพียงกระบวนการทางธุรกิจ

การสร้างระบบสนับสนุนและแรงจูงใจให้ภาคเอกชนและนักวิจัย

รัฐบาลจีนลงทุนอย่างหนักในการสร้างระบบสนับสนุนการจดสิทธิบัตร โดยจัดตั้ง สำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งชาติของจีน (CNIPA: China National Intellectual Property Administration) เพื่อทำหน้าที่บริหารจัดการสิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า และลิขสิทธิ์แบบครบวงจร CNIPA ทำหน้าที่ไม่เพียงจดทะเบียนสิทธิบัตร แต่ยังเป็นศูนย์กลางข้อมูลเทคโนโลยีและที่ปรึกษาด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้กับภาคเอกชน

ในเชิงแรงจูงใจ จีนมีกลไก รางวัลสิทธิบัตรแห่งชาติ (National Patent Award) เพื่อยกย่องนักประดิษฐ์และองค์กรที่มีผลงานโดดเด่น พร้อมทั้งให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทที่ลงทุนใน R&D และจดสิทธิบัตรใหม่ นอกจากนี้ รัฐบาลท้องถิ่นหลายแห่งยังให้เงินสนับสนุน (Patent Subsidies) สำหรับบริษัทที่ได้รับสิทธิบัตรในระดับนานาชาติ เช่น สิทธิบัตรขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (PCT Patent) เพื่อกระตุ้นให้ผู้ประกอบการขยายตลาดเทคโนโลยีไปสู่ต่างประเทศ

การยกระดับคุณภาพสิทธิบัตรและการคุ้มครองทางกฎหมาย

ในอดีต จีนเคยถูกวิจารณ์ว่า เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ แต่ในช่วงสิบปีหลัง รัฐบาลได้ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ โดยเน้น สิทธิบัตรคุณภาพสูง (High-value Patents) ที่สามารถนำไปใช้เชิงพาณิชย์ได้จริง เช่น สิทธิบัตรด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร 5G ของ Huawei หรือเทคโนโลยีแบตเตอรี่ของ CATL การพัฒนาเชิงคุณภาพนี้มาจากการปรับระบบตรวจสอบสิทธิบัตรให้เข้มงวดขึ้น และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และเอกชน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่จดสิทธิบัตรได้จริง

ด้านการบังคับใช้กฎหมาย จีนได้จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญา (IP Courts) ในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว เพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญามีความรวดเร็ว โปร่งใส และมีมาตรฐานสากล การมีกลไกทางกฎหมายที่ชัดเจนช่วยสร้าง “ความเชื่อมั่นทางเทคโนโลยี” ให้กับทั้งนักลงทุนภายในและต่างประเทศ

ผลักดันสิทธิบัตรสู่ระดับโลก-สร้างอิทธิพลในกติกาเทคโนโลยี

จีนไม่ได้มองสิทธิบัตรเป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ แต่ใช้เป็น เครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ด้านเทคโนโลยี (Techno-geopolitical Tool) จีนส่งเสริมให้บริษัทของตนจดสิทธิบัตรในต่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะผ่านระบบ Patent Cooperation Treaty (PCT) ซึ่งช่วยให้ผู้ประดิษฐ์สามารถยื่นขอสิทธิบัตรในหลายประเทศพร้อมกัน ผลลัพธ์คือในปี 2563 จีนแซงหน้าสหรัฐ กลายเป็นประเทศที่มีการยื่นจดสิทธิบัตรระหว่างประเทศมากที่สุดในโลก

บริษัทเทคโนโลยีจีน เช่น Huawei, ZTE, Tencent และ BOE ไม่ได้เพียงยื่นสิทธิบัตรจำนวนมาก แต่ยังมีบทบาทในการกำหนดมาตรฐานเทคโนโลยีโลก เช่น 5G และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) การเป็น เจ้าของสิทธิบัตรหลัก (Standard-essential Patents) ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองทางเทคโนโลยีสูง และสามารถเก็บค่าลิขสิทธิ์ (royalty) จากบริษัทต่างประเทศได้อย่างถูกกฎหมาย

การสร้างวัฒนธรรมสิทธิบัตรในสังคมและการศึกษานวัตกรรม

นอกเหนือจากการผลักดันเชิงนโยบาย จีนยังพยายามสร้างวัฒนธรรมสิทธิบัตร ให้หยั่งรากในสังคม ผ่านการบรรจุความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาในระบบการศึกษาและการอบรมในมหาวิทยาลัย โดยมีหลักสูตรเฉพาะด้าน IP Law และ Innovation Management รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาด้านสิทธิบัตรในเขตอุตสาหกรรมทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถเข้าถึงความรู้เรื่องการคุ้มครองผลงานของตนเองได้อย่างเท่าเทียม

นอกจากนี้ รัฐยังสนับสนุนให้สื่อและองค์กรสาธารณะเผยแพร่ความรู้เรื่องสิทธิบัตรในระดับชุมชน เพื่อสร้างความตระหนักว่า นวัตกรรมมีคุณค่า และต้องได้รับการปกป้อง แนวทางนี้ทำให้เกิดวัฒนธรรมการคิดค้นและการเคารพทรัพย์สินทางปัญญาในสังคมจีน

บทสรุป: สิทธิบัตรคือเครื่องยนต์แห่งนวัตกรรมที่ยกระดับเศรษฐกิจจีน

การพัฒนาระบบสิทธิบัตรของจีนคือภาพสะท้อนของ ยุทธศาสตร์ชาติแห่งนวัตกรรม อย่างแท้จริง จีนได้เปลี่ยนบทบาทจากประเทศที่เคยพึ่งพาเทคโนโลยีต่างชาติ สู่ประเทศที่ผลิตและปกป้องเทคโนโลยีของตนเองอย่างมีระบบ การวางโครงสร้างทางกฎหมาย การให้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจ การยกระดับคุณภาพสิทธิบัตร และการใช้สิทธิบัตรเป็นเครื่องมือกำหนดมาตรฐานโลก ล้วนทำให้จีนขยับจาก ผู้ตาม สู่ ผู้นำ ในการแข่งขันด้านเทคโนโลยี

ปัจจุบัน จีนไม่เพียงเป็นประเทศที่มีจำนวนการจดสิทธิบัตรมากที่สุดในโลก แต่ยังเป็นประเทศที่ใช้สิทธิบัตรอย่างชาญฉลาดที่สุด ทั้งเพื่อปกป้องนวัตกรรมภายใน สร้างรายได้จากทรัพย์สินทางปัญญา และขยายอิทธิพลในเวทีเทคโนโลยีโลก

ความสำเร็จนี้พิสูจน์ว่า สิทธิบัตร สำหรับจีนไม่ใช่เพียงเอกสารทางกฎหมาย แต่คือ ทรัพย์สินแห่งอนาคต ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ยั่งยืน และผลักดันให้จีนก้าวขึ้นเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกอย่างมั่นคง

บทความโดย: ธนกร สังขรัตน์ กรรมการผู้จัดการ Fabulous Pillar Co., Ltd. (Myanmar)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...