Monroe Doctrine จากคำประกาศศตวรรษที่ 19 สู่การเมืองโลกศตวรรษที่ 21
จากคำประกาศปี 1823 สู่การลงมือศตวรรษที่ 21 เวเนซุเอลากลายเป็นจุดแตกหักที่สะท้อนว่าโลกกำลังย้อนสู่ยุคเขตอิทธิพลอีกครั้ง
วันที่ 8 มกราคม 2569 เวลา 07.13 น. นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีต รมช.คลัง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงประเด็น Monroe Doctrine: จากคำประกาศศตวรรษที่ 19 สู่การเมืองโลกศตวรรษที่ 21 หลังสหรัฐลงมือจริงในลาตินอเมริกา
โดยระบุว่า ใครที่เคยอ่านเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองของโลกก็น่าจะเคยผ่านตาเรื่อง“Monroe Doctrine” มาบ้างซึ่งผมเองเคยอ่านแล้วก็คิดว่ามันสูญสลายหรือกลายเป็นแค่เรื่องประวัติศาสตร์ไปแล้ว จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ ที่สหรัฐอเมริกาดำเนิน ปฏิบัติการพิเศษจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลา Nicolás Maduro เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงข่าวความมั่นคงระดับภูมิภาค หากแต่เป็น สัญญาณทางประวัติศาสตร์การเมืองโลก ที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายทศวรรษว่า
Monroe Doctrine ยังไม่หายไปไหนและกำลังกลับมาในรูปแบบที่แข็งกร้าวกว่าที่เคย
Monroe Doctrine คืออะไร? และเกิดขึ้นมาเพื่อใคร?
Monroe Doctrine ถูกประกาศในปี ค.ศ. 1823 โดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 5 คือ James Monroe
สาระสำคัญในเวลานั้นมีเพียงไม่กี่บรรทัด แต่ทรงพลังอย่างยิ่ง
ซีกโลกตะวันตก (Western Hemisphere*) ไม่เปิดให้มหาอำนาจยุโรปเข้ามาแทรกแซงหรือขยายอิทธิพลอีกต่อไป
การกระทำดังกล่าวจะถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา
Western Hemisphere แปลตรงตัวว่า “ซีกโลกตะวันตก
ในเชิงภูมิศาสตร์ หมายถึง ครึ่งหนึ่งของโลกที่อยู่ทางตะวันตกของเส้นเมริเดียนหลัก (Prime Meridian) ซึ่งลากผ่านเมืองกรีนิช (Greenwich) ประเทศอังกฤษ (คำว่า GMT ที่เห็นในนาฬิกาคือ Greenwich Mean Time)
Western Hemisphere โดยทั่วไปครอบคลุม
- ทวีปอเมริกาเหนือ (สหรัฐฯ แคนาดา เม็กซิโก)
- ทวีปอเมริกาใต้ (บราซิล อาร์เจนตินา ฯลฯ)
- อเมริกากลางและแคริบเบียน (รวมคิวบา เวเนซุเอลา ปานามา)
- ส่วนของมหาสมุทรแอตแลนติกและแปซิฟิกที่ติดกับอเมริกา
ในทางปฏิบัติ Western Hemisphere ≈ “โลกฝั่งอเมริกา” ความหมายในทางภูมิรัฐศาสตร์ Western Hemisphere ไม่ใช่แค่คำบอกตำแหน่งโลก แต่เป็น คำที่บรรจุความหมายเชิงอำนาจ
ใน Monroe Doctrine (1823) คำว่า Western Hemisphere หมายถึงพื้นที่ที่สหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นเขตความมั่นคงโดยตรงของตน แปลเป็นภาษาการเมืองได้ว่า
- ลาตินอเมริกา = พื้นที่ต้องห้ามสำหรับมหาอำนาจยุโรป
- สหรัฐฯ = ผู้ดูแลความมั่นคงโดยพฤตินัย
ในบริบทศตวรรษที่ 19 นี่คือการปกป้องประเทศเกิดใหม่ในลาตินอเมริกาจากการกลับมาของจักรวรรดิสเปน ฝรั่งเศส หรืออังกฤษ แต่ในเชิงโครงสร้างจริง Monroe Doctrine คือ การประกาศเขตอิทธิพล (sphere of influence) ของสหรัฐอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก
จากหลักการป้องกัน สู่เครื่องมือแทรกแซง
เมื่อเวลาผ่านไป Monroe Doctrine วิวัฒน์จาก “คำเตือน” เป็น “ใบอนุญาต”
- ต้นศตวรรษที่ 20: Roosevelt Corollary เปิดทางให้สหรัฐฯ เข้าไป “จัดระเบียบ” ประเทศลาตินอเมริกาที่ถูกมองว่าอ่อนแอ
- ยุคสงครามเย็น: Monroe Doctrine ถูกตีความใหม่เป็น การสกัดคอมมิวนิสต์
- เกิดรัฐประหาร การสนับสนุนเผด็จการ และการแทรกแซงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ลาตินอเมริกาไม่เคยเป็น “เพื่อนบ้านที่เท่าเทียม” แต่เป็นสนามยุทธศาสตร์ถาวรของสหรัฐ
ทำไมเวเนซุเอลาจึงเป็นจุดแตกหักในยุคปัจจุบัน
เวเนซุเอลาภายใต้มาดูโร คือ การท้าทาย Monroe Doctrine ในศตวรรษที่ 21 อย่างเปิดเผย
1. เศรษฐกิจพลังงาน
- น้ำมันสำรองใหญ่ที่สุดในโลก
- แต่เปิดรับจีนและรัสเซีย แทนบริษัทตะวันตก
2. ระบบการเงิน
- การค้าพลังงานนอกระบบดอลลาร์
- ใช้ barter, crypto, และสกุลเงินทางเลือก
3. ภูมิรัฐศาสตร์
- จีนเป็นเจ้าหนี้หลัก
- รัสเซียมีบทบาทด้านความมั่นคง
- เกิด “อิทธิพลนอกภูมิภาค” ใน backyard ของสหรัฐฯ
จากมุมมองวอชิงตัน เวเนซุเอลาไม่ได้เป็นแค่รัฐล้มเหลว แต่เป็น จุดยุทธศาสตร์ที่กำลังถูกยึดครองโดยคู่แข่งมหาอำนาจ
การจับกุมผู้นำ: Monroe Doctrine แบบไม่ต้องประกาศ
ปฏิบัติการจับกุมประธานาธิบดีเวเนซุเอลาเป็นการกระทำที่
- ไม่อ้างสงคราม
- ไม่ยึดครองประเทศ
- แต่ ล้มศูนย์อำนาจสูงสุดของรัฐได้โดยตรง
นี่คือ Monroe Doctrine ในเวอร์ชันใหม่ ไม่ต้องพูด ไม่ต้องเขียน แต่ใช้กำลังเชิงระบบ
คิวบาและปานามา: ทำไมจึงถูก “ขู่” ต่อเนื่อง
การส่งสัญญาณไปยัง Cuba และ Panama หลังเหตุการณ์เวเนซุเอลา ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
- คิวบา = พันธมิตรเก่าของรัสเซียและจีน
- ปานามา = chokepoint ทางการค้าโลก (คลองปานามา) + การลงทุนจีน
สารที่สหรัฐต้องการสื่อคือ ลาตินอเมริกาไม่ใช่พื้นที่ทดลองของมหาอำนาจอื่นอีกต่อไป การกลับมาของ “ระเบียบโลกแบบเขตอิทธิพล” เหตุการณ์ทั้งหมดสะท้อนความจริงที่หลายคนไม่อยากยอมรับ
โลกไม่ได้เดินไปสู่ liberal order แบบไร้พรมแดน แต่กำลังย้อนกลับสู่ โลกของเขตอิทธิพล (spheres of influence)
- สหรัฐฯ มี Monroe Doctrine
- รัสเซีย มี Ukraine doctrine
- จีน มี Belt & Road + South China Sea
เวเนซุเอลาคือบทพิสูจน์ว่า ใครฝ่าฝืนเขตอิทธิพลของมหาอำนาจ ต้องจ่ายต้นทุนที่จับต้องได้จริง
บทสรุป: ประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำ แต่ “สัมผัสคล้ายเดิม”
Monroe Doctrine ไม่ใช่เพียงบทเรียนใน ประวัติศาสตร์ แต่เป็น กรอบความคิดเชิงอำนาจที่ยังมีชีวิต
เหตุการณ์ในเวเนซุเอลาบอกเราว่า อธิปไตยในโลกปัจจุบัน ไม่ได้ขึ้นกับธงหรือรัฐธรรมนูญ แต่ขึ้นกับว่า คุณอยู่ในเขตอิทธิพลของใคร
และสำหรับลาตินอเมริกา คำตอบนั้นยังคงเหมือนเดิมมาตั้งแต่ปี 1823 แต่ที่น่าสนใจคือโลกปัจจุบันมีประเทศมหาอำนาจใหม่เพิ่มขึ้นมาคือจีน ก็ต้องเฝ้าดูต่อไปว่าประเทศอื่นโดยเฉพาะจีนและรัสเซียจะเดินมาแก้เกมนี้อย่างไรต่อไป