โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

คนไทยใช้เวลากับหน้าจอมากขึ้นทุกปี ส่งผลต่อสมองและสุขภาพจิตอย่างไร

TOJO NEWS

อัพเดต 06 ม.ค. เวลา 01.27 น. • เผยแพร่ 05 ม.ค. เวลา 18.27 น. • Sattawat Veranon

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน หน้าจอสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน หลายคนอาจรู้สึกว่าเป็นเรื่องปกติ แต่เบื้องหลังของ “เวลาหน้าจอที่เพิ่มขึ้น” กำลังส่งผลต่อสมองและสุขภาพจิตมากกว่าที่หลายคนคาดคิด

คนไทยจำนวนไม่น้อยใช้เวลากับหน้าจอมากกว่า 6–8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่รวมเวลาทำงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ พฤติกรรมการไถฟีด ดูคลิปสั้น หรือสลับแอปไปมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สมองอยู่ในสภาวะตื่นตัวตลอดเวลา สมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความสนใจและการควบคุมสมาธิถูกใช้งานหนัก แต่ไม่ได้รับการพักอย่างเหมาะสม

ผลกระทบแรกที่เห็นได้ชัดคือเรื่อง “สมาธิสั้นลง” หลายคนรู้สึกอ่านบทความยาวไม่จบ ดูวิดีโอเกินไม่กี่นาทีไม่ได้ หรือรู้สึกหงุดหงิดเมื่อไม่มีสิ่งเร้าใหม่ ๆ เข้ามา สมองเริ่มคุ้นเคยกับข้อมูลที่รวดเร็วและสั้น ทำให้ความสามารถในการจดจ่อกับงานที่ต้องใช้ความคิดต่อเนื่องลดลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานและการเรียนโดยตรง

นอกจากสมาธิแล้ว เวลาหน้าจอที่มากเกินไปยังส่งผลต่อระบบอารมณ์ สมองหลั่งโดพามีนทุกครั้งที่ได้รับการแจ้งเตือน ไลก์ หรือคอนเทนต์ที่ถูกใจ เมื่อสมองคุ้นชินกับการกระตุ้นแบบรวดเร็ว หากขาดสิ่งเหล่านี้จะเกิดความรู้สึกว่างเปล่า เบื่อหน่าย หรือไม่สบายใจโดยไม่รู้สาเหตุ ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะวิตกกังวลและซึมเศร้า

อีกประเด็นที่มักถูกมองข้ามคือผลกระทบต่อการนอนหลับ แสงสีฟ้าจากหน้าจอรบกวนการหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้ร่างกายไม่รู้สึกง่วง หลายคนเข้านอนช้า หลับไม่ลึก หรือสะดุ้งตื่นกลางดึก แม้จะนอนครบชั่วโมงแต่คุณภาพการพักผ่อนไม่เพียงพอ ส่งผลให้สมองฟื้นฟูได้ไม่เต็มที่ และสะสมความเหนื่อยล้าในระยะยาว

ในมุมของสุขภาพจิต การเสพโซเชียลมีเดียต่อเนื่องยังทำให้เกิดการเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่นโดยไม่รู้ตัว ภาพความสำเร็จ ชีวิตดี หรือรูปร่างหน้าตาที่ถูกคัดเลือกมาแล้ว อาจสร้างความรู้สึกด้อยค่า กดดัน และไม่พอใจในชีวิตจริง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้นที่ยังอยู่ในช่วงสร้างตัวตน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “หน้าจอ” เพียงอย่างเดียว แต่คือ “รูปแบบการใช้งาน” การใช้เทคโนโลยีอย่างมีสติ การกำหนดเวลาพักจากหน้าจอ การไม่ใช้โทรศัพท์ก่อนนอน และการหากิจกรรมที่ไม่ต้องพึ่งหน้าจอ เช่น การออกกำลังกาย การเดินเล่น หรือการพูดคุยแบบเผชิญหน้า ล้วนช่วยลดผลกระทบต่อสมองและสุขภาพจิตได้

เวลาหน้าจอที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงได้ยากในสังคมปัจจุบัน แต่การตระหนักรู้ถึงผลกระทบและปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เทคโนโลยีเป็นผู้ช่วย ไม่ใช่ตัวบั่นทอนสุขภาพของคนไทยในระยะยาว

อย่าลืมกดติดตาม Tojo News เพื่อพบกับข่าวสาร และบทความใหม่ ๆ จากเรา

Line Today TOJO NEWS , ToJoNews

#โตโจนิวส์ #TOJONEWS #สำนักข่าวโตโจนิวส์ #สุขภาพ #Longevity

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...