“ทรัมป์” ขู่โจมตี “เวเนซุเอลา” รอบสอง หากรัฐบาลมาดูโรไม่ให้ความร่วมมือ
"ทรัมป์" ขู่โจมตี "เวเนซุเอลา" รอบสอง หากฝ่ายที่เหลือของรัฐบาลมาดูโรไม่ให้ความร่วมมือ พร้อมเปิดทางข่มขู่โคลอมเบียและเม็กซิโก หากยังปล่อยให้ยาเสพติดไหลเข้าสหรัฐ
วันที่ 5 มกราคม 2569 เวลา 10.01 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่าสหรัฐอเมริกาอาจเปิดฉากโจมตีทางทหารต่อเวเนซุเอลาเป็นครั้งที่ 2 ภายหลังการควบคุมตัว นิโคลัส มาดูโร หากสมาชิกที่เหลือของรัฐบาลเวเนซุเอลาไม่ให้ความร่วมมือกับความพยายามของเขาในการแก้ไขประเทศให้เข้าที่
ถ้อยแถลงของทรัมป์ต่อผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน เปิดความเป็นไปได้ของการแทรกแซงทางทหารของสหรัฐเพิ่มเติมในภูมิภาคลาตินอเมริกา และยังส่งสัญญาณว่าโคลอมเบียและเม็กซิโก อาจเผชิญการใช้กำลังทางทหาร หากไม่สามารถลดการไหลเข้าของยาเสพติดผิดกฎหมายสู่สหรัฐได้
“ปฏิบัติการโคลอมเบีย ฟังดูเข้าท่าดีสำหรับผม” ทรัมป์กล่าว พร้อมเสริมว่า คิวบา ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของเวเนซุเอลาดูเหมือนจะใกล้ล่มสลายด้วยตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารของสหรัฐ
มาดูโรถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำที่นิวยอร์ก และเตรียมขึ้นศาลในวันจันทร์นี้ในคดียาเสพติด การจับกุมตัวโดยสหรัฐ ได้สร้างความไม่แน่นอนอย่างลึกซึ้งต่อทิศทางในอนาคตของประเทศอเมริกาใต้ที่อุดมด้วยทรัพยากรน้ำมันแห่งนี้
ทรัมป์กล่าวว่ารัฐบาลของเขาจะทำงานร่วมกับสมาชิกที่ยังเหลืออยู่ของรัฐบาลมาดูโร เพื่อปราบปรามการค้ายาเสพติดและยกเครื่องอุตสาหกรรมน้ำมัน มากกว่าการผลักดันให้มีการเลือกตั้งทันทีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ดีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลมาดูโรยังคงควบคุมอำนาจ และได้ออกมาระบุว่าการควบคุมตัวมาดูโรและภริยา ซิเลีย ฟลอเรส เป็นการลักพาตัว
ดิออสดาโด กาเบโย รัฐมนตรีมหาดไทย กล่าวในคลิปเสียงที่พรรคสังคมนิยม PSUV เผยแพร่ว่า “ที่นี่มีประธานาธิบดีเพียงคนเดียว และชื่อของเขาคือ นิโคลัส มาดูโร โมรอส ขออย่าให้ใครตกเป็นเหยื่อการยั่วยุของศัตรู”
ภาพของมาดูโร วัย 63 ปี ที่ถูกปิดตาและใส่กุญแจมือ สร้างความตะลึงแก่ชาวเวเนซุเอลาอย่างกว้างขวาง โดยปฏิบัติการดังกล่าวถือเป็นการแทรกแซงในลาตินอเมริกาที่สร้างข้อถกเถียงมากที่สุดของวอชิงตัน นับตั้งแต่การบุกปานามาเมื่อ 37 ปีก่อน รัฐมนตรีกลาโหม วลาดิเมียร์ ปาดรีโน กล่าวผ่านโทรทัศน์ของรัฐว่า การโจมตีของสหรัฐ ทำให้ทหาร พลเรือน และหน่วยคุ้มกันของมาดูโรจำนวนมากเสียชีวิตอย่างเลือดเย็น พร้อมระบุว่ากองทัพเวเนซุเอลาถูกสั่งให้ปฏิบัติการเพื่อค้ำประกันอธิปไตยของประเทศ รัฐบาลคิวบาเปิดเผยว่า พลเมืองของตน 32 คนเสียชีวิตระหว่างการบุกโจมตีดังกล่าว
ด้านรองประธานาธิบดี เดลซี โรดริเกซ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีน้ำมันด้วย ได้รับการรับรองจากศาลสูงสุดให้ทำหน้าที่ผู้นำชั่วคราว และยืนยันว่ามาดูโรยังคงเป็นประธานาธิบดี โดยโรดริเกซถูกมองมาโดยตลอดว่าเป็นบุคคลที่มีความเป็นจริงเป็นจังและยืดหยุ่นที่สุดในวงในของมาดูโร แต่ได้ออกมาปฏิเสธต่อสาธารณะต่อคำกล่าวอ้างของทรัมป์ว่าเธอพร้อมทำงานร่วมกับสหรัฐ
ทรัมป์กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร The Atlantic เมื่อวันอาทิตย์ว่า โรดริเกซอาจต้องจ่ายราคาแพงกว่ามาดูโร หากไม่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ขณะที่กระทรวงการสื่อสารของเวเนซุเอลายังไม่ตอบคำขอแสดงความคิดเห็นในประเด็นนี้
รัฐบาลทรัมป์อธิบายว่าการจับกุมมาดูโรเป็นปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อนำตัวเขามารับโทษตามคดีอาญาในสหรัฐฯ ที่ยื่นฟ้องตั้งแต่ปี 2563 รวมถึงข้อหาสมคบคิดก่อการร้ายด้วยยาเสพติด (narco-terrorism) ซึ่งมาดูโรปฏิเสธมาโดยตลอด อย่างไรก็ตามทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่าบริษัทน้ำมันของสหรัฐจำเป็นต้องได้รับการเข้าถึงอย่างเต็มรูปแบบต่อทรัพยากรน้ำมันมหาศาลของเวเนซุเอลา และบ่งชี้ว่าการอพยพของชาวเวเนซุเอลาจำนวนมากเข้าสหรัฐ ก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการตัดสินใจจับกุมมาดูโร
“สิ่งที่มีบทบาทจริง ๆ ต่อการตัดสินใจ คือข้อเท็จจริงที่ว่าเขาส่งผู้คนหลายล้านคนจากเรือนจำและสถาบันจิตเวชเข้ามาในประเทศของเรา รวมถึงพ่อค้ายาและผู้ติดยาเสพติด”
รัฐบาลเวเนซุเอลาระบุมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้วว่า ทรัมป์มีเป้าหมายจะยึดทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ โดยเฉพาะน้ำมัน และเจ้าหน้าที่ได้หยิบยกถ้อยแถลงก่อนหน้านี้ของทรัมป์ที่ระบุว่าบริษัทน้ำมันสหรัฐรายใหญ่จะเข้ามาดำเนินกิจการ
ขณะที่ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า ผู้นำคนต่อไปของเวเนซุเอลาควรปกป้องอุตสาหกรรมน้ำมันไม่ให้ตกอยู่ในมือของฝ่ายตรงข้ามสหรัฐ และต้องยุติการค้ายาเสพติด พร้อมอ้างถึงการปิดล้อมเรือบรรทุกน้ำมันของสหรัฐที่ยังดำเนินอยู่
“นั่นหมายความว่าเศรษฐกิจของพวกเขาจะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ จนกว่าจะบรรลุเงื่อนไขที่เป็นผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐ และเป็นผลประโยชน์ของประชาชนเวเนซุเอลา” เขากล่าวในรายการ This Week ของสถานี ABC
ผู้สนับสนุนมาดูโรบางส่วนรวมตัวกันในการชุมนุมที่รัฐบาลจัดขึ้นในกรุงการากัสเมื่อบ่ายวันอาทิตย์ ในขณะเดียวกันฝ่ายต่อต้านมาดูโรยังคงระมัดระวังต่อการแสดงความยินดีกับการถูกจับกุมของเขา และการปรากฏตัวของกองกำลังความมั่นคงในวันอาทิตย์ดูจะเบาบางกว่าปกติ แม้บรรยากาศจะตึงเครียด ร้านเบเกอรี่และร้านกาแฟบางแห่งยังเปิดให้บริการ ผู้คนยังออกมาวิ่งและปั่นจักรยานตามปกติ ขณะที่ประชาชนบางส่วนเริ่มกักตุนสิ่งของจำเป็น
ผู้นำเสียงข้างน้อยพรรคเดโมแครตในวุฒิสภาสหรัฐ ชัค ชูเมอร์ ระบุว่า ทำเนียบขาวยังไม่ชี้แจงว่าสหรัฐจะอยู่ในเวเนซุเอลานานเพียงใด และจะต้องใช้ทหารอเมริกันจำนวนเท่าใด
แม้หลายประเทศตะวันตกจะต่อต้านมาดูโร แต่ก็มีเสียงเรียกร้องจำนวนมากให้สหรัฐเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และเกิดคำถามถึงความชอบธรรมทางกฎหมายของการควบคุมตัวประมุขรัฐต่างชาติ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเตรียมประชุมในวันจันทร์เพื่อหารือเกี่ยวกับการโจมตีครั้งนี้ ขณะที่ รัสเซีย และ จีน ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักของเวเนซุเอลา ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐอย่างรุนแรง
อ้างอิง : reuters.com