โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเรียนรู้ของแรงงานข้ามชาติ : พวกเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ม.ค. เวลา 03.18 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. เวลา 03.18 น.

บทความพิเศษ | ณิชา พิทยาพงศกร

การเรียนรู้ของแรงงานข้ามชาติ

: พวกเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์

เพิ่งมีโอกาสไปเยี่ยมชมศูนย์การเรียนของมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท (มยช.) ที่ย่านเอกชัย-บางบอน เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในหลักสูตร Equity Leaders ของ Thai Health Academy ที่ผู้เขียนเป็นผู้เข้าร่วมในปีนี้

เลือกมาที่นี่เพราะทราบมาว่า ที่นี่เป็นศูนย์การเรียนสำหรับเด็กนอกระบบโดยเฉพาะกลุ่มแรงงานพลัดถิ่น ที่ดำเนินการโดยองค์กรพัฒนาชุมชน แต่ทำงานเชื่อมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ หรือ สกร. (กศน. เดิม) ในพื้นที่ ทำให้เด็กที่มาเรียนที่นี่ได้รับการรับรอง ได้วุฒิเพื่อไปใช้เรียนต่อหรือทำงานได้

ซึ่งตรงกับโจทย์ของโครงการห้องเรียนข้ามขอบที่ผู้เขียนและพรรคพวกกำลังพยายามทำอยู่

พอไปถึงตึกแถว 3 คูหาที่ใช้เป็นศูนย์การเรียน ก็ประหลาดใจว่าที่นี่มีเด็กนักเรียนเยอะมาก

พื้นที่ 3 ชั้น 3 คูหาอัดแน่นไปด้วยน้องๆ ชาวพม่า อายุน่าจะประมาณ 16-20 ปี เขากำลังจัดกิจกรรมปีใหม่กัน

สัมผัสได้ถึงเสียงหัวเราะ ความครื้นเครง กระฉับกระเฉงของวัยรุ่น

เป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวาและอบอุ่นมาก

เมื่อแรงงานเปลี่ยน

เด็กก็เปลี่ยนตาม

พวกเราได้ฟังเส้นทางการเดินทางของ มยช. จากยุคเริ่มต้นปี 2528 ที่ทำงานให้การศึกษากับลูกหลานแรงงานชาวอีสาน ในย่านบางบอน

แต่ทุกวันนี้ภาพนั้นเปลี่ยนไปหมด

แรงงานไทยหายไปจากพื้นที่ กลับกลายเป็นแรงงานจากพม่าเข้ามาแทน

ทำให้พื้นที่บางบอนเป็นที่ที่มีแรงงานพม่าหนาแน่นสุดในกรุงเทพฯ

เมื่อพูดถึงแรงงาน เรามักนึกภาพพวกเขาเป็นผู้ใหญ่วัยฉกรรจ์

แต่น้องๆ ที่เราเจอยังเป็นวัยรุ่น แต่พวกเขาทำงานกันแล้ว ทั้งที่เป็นงานจ้างรายวัน หรือทำงานในโรงงานห้องแถว ซึ่งก็คือโรงงานเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบชัดเจน

พวกเขามักไม่ได้รับการคุ้มครอง และไม่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำตามกฎหมาย

น้องผู้หญิงคนหนึ่งเล่าว่า เธอต้องข้ามชายแดนมาคนเดียวตอนอายุ 15 แยกจากครอบครัวที่ฝั่งโน้น มาถึงนี่ก็ต้องหางานทำ

เธอจึงอยากเรียนภาษาไทยเพื่อที่จะมีโอกาสในชีวิตมากขึ้น

เข้าเรียนโรงเรียนได้

ทำไมมาศูนย์การเรียน

พี่แอ๋วและพี่ฟู เจ้าหน้าที่มูลนิธิ เล่าว่า วันไหนที่เปิดรับลงทะเบียน จะมีเด็กมาต่อคิวรอตั้งแต่ห้าทุ่มของคืนก่อนหน้า

ปีล่าสุดมีคนลงทะเบียนมาถึง 700 กว่าคน

พวกเขาบอกต่อกันแบบปากต่อปาก ทั้งๆ ที่ตามกฎหมายแล้ว พวกเขาสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนไทยหรือสมัครเรียน สกร. ก็ได้

ซึ่งนับว่าเป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งของระบบการศึกษาไทย

แต่สาเหตุก็คือ ทั้งโรงเรียนไทยและ สกร.มีเงื่อนไขว่า เด็กต่างชาติที่จะเข้าเรียนจะต้องมีพื้นฐานภาษาไทยพอก่อน ซึ่งก็มีเหตุผลลึกๆ ทั้งในเชิงโครงสร้าง ที่สถาบันการศึกษาของไทยไม่มีครูที่จะสื่อสารเข้าใจกับเด็กๆ ที่ใช้ภาษาอื่น

และอาจจะมีเหตุผลในเชิงอคติต่อคนต่างชาติด้วย

บางโรงเรียนได้รับแรงกดดันจากพ่อแม่คนไทยหรือคนในชุมชน ที่มองว่าถ้ามีเด็กต่างชาติเข้าไปเรียนมากเกินไป จะทำให้คุณภาพโรงเรียนลดลง

ศูนย์การเรียน มยช.เลยเน้นที่ปูพื้นฐานภาษาไทยให้เด็กๆ ก่อน โดยใช้หลักสูตรสำหรับผู้ไม่รู้ภาษาไทยของ สกร.

ทำให้เด็กๆ ที่นี่อ่านออกเขียนได้ พูดไทยคล่อง เข้าใจวัฒนธรรมไทย สามารถไปเรียนต่อในโรงเรียนไทย หรือเรียนต่อ สกร.ได้

จากผลการทดสอบ N-NET ซึ่งเป็นการประเมินเด็ก สกร.ทั่วประเทศ ยังพบว่าเด็กๆ ที่ศูนย์นี้ได้ผลทดสอบเป็นอันดับ 1 ของประเทศ 2 ปีซ้อน

น้องที่จบจากที่นี่หลายคนมีโอกาสทำงานที่ดีขึ้น

เรื่องราวหนึ่งที่น่าประทับใจ คือช่วงก่อนโควิด มีเจ้าของบริษัทไทยที่เห็นความสามารถของน้องกลุ่มนี้ จึงขยายธุรกิจไปเปิดโรงงานใหม่ในพม่า และตั้งน้องๆ ชาวพม่าที่เคยทำงานในโรงงานไทยไปเป็นหัวหน้าคนงานที่พม่า

แรงงานที่ทำงานข้ามวัฒนธรรมได้ จึงยังช่วยธุรกิจไทยให้พัฒนาไปไกลขึ้นด้วย

เรียนมาหลายปี

มีวุฒิติดตัว

แต่ต้องกลับไป “เริ่มจากศูนย์”

หลังจากที่ทัวร์ศูนย์การเรียน พวกเราได้ไปลงชุมชนแถวเอกชัย ได้คุยกับเจ้าหน้าที่มูลนิธิที่เป็นชาวพม่าที่สอนภาษาไทยให้เด็กๆ ในชุมชน คุยกับคุณพ่อผู้สูงอายุท่านหนึ่ง และน้องอายุ 19 คนหนึ่ง น้องคนนี้หนีภัยสงครามมาเมื่อ 3 ปีก่อน

เราถามว่า ก่อนมานี่ การเรียนที่พม่าเป็นอย่างไร

เธอบอกว่า โรงเรียนยังเปิดอยู่แต่ไม่มีใครกล้าไป เพราะกลัวเรื่องความปลอดภัย

ที่นั่น เด็กผู้หญิงอาจถูกข่มขืนได้ทุกเมื่อ และเด็กผู้ชายก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร

พ่อแม่เลยอยากให้เธอข้ามมาไทย

น้องบอกว่ามีความฝันอยากทำงานเป็นล่ามแปลภาษา

แต่ตอนนี้ยังต้องรอลงทะเบียนเรียนกับศูนย์การเรียน

น้องคนนี้มีวุฒิ ม.3 จากพม่ามาอยู่แล้ว แต่หากเธอจะเข้าในระบบการศึกษาไทย เธอจะต้องเริ่มที่ ป.1 ใหม่ ทั้งๆ ที่มีระเบียบที่เอื้ออยู่แล้วกับการเทียบโอนวุฒิการศึกษา

และพบว่ามีโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ที่เทียบโอนวุฒิเด็กพม่าได้ ทำให้เด็กได้เรียนกับเด็กในชั้นปีเดียวกับเขา ไม่ต้องไปนับหนึ่งใหม่

ถ้าจะเปรียบเทียบให้ชัดไปอีก ทำไมเด็กไทยที่ไปโครงการแลกเปลี่ยนต่างประเทศ เช่น AFS เมื่อกลับมาไทยก็สามารถเทียบโอนผลการเรียนได้ ไม่ต้องซ้ำชั้น (จริงอยู่ว่าบางโรงเรียนก็ยังไม่เทียบโอนให้และต้องซ้ำชั้น แต่ตามระเบียบแล้ว สามารถเทียบโอนได้)

แต่เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านกลับถูกมองว่า “พวกเขาเริ่มจากศูนย์” เหมือนพวกเขาไม่มีความรู้ ไม่มีอะไรติดตัวมาเลย

ทั้งๆ ที่ความรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ หรือสังคมของเขา ก็อาจจะเทียบเท่าพอๆ กับเด็กไทย ขาดแค่ทักษะภาษาไทยเท่านั้นเอง

การบังคับให้พวกเขานับหนึ่งใหม่ ทำให้เขาต้องอยู่ในระบบการศึกษาไทยนานขึ้น ใช้เวลาประมาณ 7 ปี ซึ่งเสียประโยชน์กับทั้งฝั่งผู้จัดการศึกษา เพราะต้องใช้งบประมาณมากขึ้น (ถ้าเข้าระบบโรงเรียนรัฐ) หรือ NGO ทำงานหนักขึ้น (ถ้าเขาเข้าศูนย์การเรียนนอกระบบ) และเสียประโยชน์สำหรับเขา ที่ใช้เวลานานกว่าจะได้วุฒิไทยไปทำงานได้

ถ้าเราคิดแบบยืดหยุ่นกว่านี้ อาจเทียบโอนผลการเรียนของเขาที่พม่ากับหลักสูตรไทยได้ในบางวิชา และให้เก็บหน่วยกิตเพิ่มเติมในวิชาภาษาไทย อาจลดเวลาเหลือเพียง 1-2 ปีก็ได้วุฒิได้

ทำเพื่อเด็กต่างชาติ

แล้วประเทศไทยได้อะไร

หากถามว่า จะคิดทำอะไรมากมายเพื่อเด็กต่างชาติทำไม แล้วเด็กไทยได้ประโยชน์อะไร

ก็คงต้องอธิบายว่า จริงๆ เราไม่ได้ต้องทำอะไรมากเลย ระเบียบต่างๆ ก็มีอยู่แล้ว และก็เป็นประโยชน์กับเด็กไทยด้วย เพราะก็มีกรณีเด็กไทยที่ไปโตที่อื่นแล้วต้องกลับมาไทย การเทียบโอนได้ก็เป็นประโยชน์กับเด็กกลุ่มนั้นด้วย

และคงต้องสร้างความเข้าใจใหม่ว่า การสนับสนุนเด็กต่างชาติที่อยู่ในไทยไม่ได้ทำให้สิทธิ์ของเด็กไทยลดน้อยถอยลง

ซ้ำยังมีงานวิจัยที่บอกว่า เด็กที่ได้เรียนรู้ในบรรยากาศที่มีความแตกต่างหลากหลาย ทำให้มีทักษะชีวิต ทักษะวิชาการที่ดีขึ้นได้ด้วย

ตอนนี้เราปฏิเสธไม่ได้แล้วว่า มีเด็กหลากหลายเชื้อชาติที่เข้ามาอยู่ในไทย ด้วยเหตุจำเป็นในชีวิตใดๆ ที่อยู่เหนือการควบคุมของพวกเขา และมีจำนวนมาก คาดการณ์ว่าเป็นหลักหลายแสน

ซึ่งก็นับว่าเยอะมากเมื่อเทียบว่าตอนนี้มีเด็กไทยเกิดปีละประมาณ 4 แสนคน และมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ

จุดสำคัญ

คือการ “ก้าวข้ามอคติ”

ตอนนี้งานแรงงานหลายอย่างคนไทยไม่ยอมทำแล้ว โดยเฉพาะงาน 3D คือ งานที่ต้องสกปรกเปรอะเปื้อน (dirty) งานที่เสี่ยงอันตราย (dangerous) และงานที่ใช้แรงงานหนักและถูกด้อยค่าในสังคม (difficult/demeaning) มีแต่แรงงานข้ามชาติที่ยอมทำ ยิ่งไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ เราก็กำลังจะขาดแคลนแรงงานมากขึ้น

จะดีกว่าไหมถ้าเราช่วยให้น้องๆ กลุ่มนี้มีความพร้อมที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมไทย เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมไทย และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเราด้วยกัน แทนที่จะปิดหูปิดตาเหมือนว่าเขาไม่มีตัวตนหรือผลักไสไล่ส่งเขาออกไป

การมาลงพื้นที่ครั้งนี้ เป็นโอกาสที่หายากที่ทำให้เราได้เดินเข้าไปพูดคุยทำความรู้จักกับชุมชนแรงงานพม่าในไทย

การได้มาเห็นด้วยสายตาตัวเองช่วยสลายอคติภาพจำของเราว่า ชุมชนแรงงานต้องสกปรก ไม่เรียบร้อย และดูไม่ปลอดภัย

สิ่งที่เราเห็นคือชุมชนที่ดูสะอาด เป็นระเบียบร้อย มากกว่าชุมชนคลองเตยที่เพิ่งไปลงมาเสียอีก

มีเรื่องเล่าว่า เจ้าของอพาร์ตเมนต์ที่เป็นคนไทยบางคน กลับอยากได้ผู้เช่าที่เป็นชาวพม่าเท่านั้น ไม่อยากรับคนไทย เพราะไม่เบี้ยวค่าเช่า คุยง่าย รับผิดชอบ

การได้ฟังประสบการณ์ชีวิต ความฝันและความหวังต่ออนาคตของพวกเขา ทำให้ได้เรียนรู้ว่า เมื่อก้าวข้ามการแบ่งแยกด้วยเชื้อชาติและภาษา ก้าวข้ามอคติที่เราเคยมี จะพบว่า ความเป็นมนุษย์ของพวกเรานั้นไม่ต่างกันเลย

และสิ่งดีๆ ที่มนุษย์จะมอบให้กันและกันได้คือ โอกาสและความหวัง ที่เราทำได้ผ่านการให้การศึกษา โดยไม่บอกพวกเขาว่า “เธอเริ่มจากศูนย์” ในเมื่อพวกเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์เลย

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : การเรียนรู้ของแรงงานข้ามชาติ : พวกเขาไม่ได้เริ่มจากศูนย์

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...