โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ถักทอจักรวาลดนตรี ผ่าน Never Enough และ Getting Killed สองสุดยอดอัลบั้มแห่งปี 2025

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ม.ค. เวลา 03.06 น. • เผยแพร่ 07 ม.ค. เวลา 03.06 น.

บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์

ถักทอจักรวาลดนตรี

ผ่าน Never Enough และ Getting Killed

สองสุดยอดอัลบั้มแห่งปี 2025

ความสำเร็จของ Never Enough สตูดีโออัลบั้มลำดับที่ 4 ของวง Turnstile อยู่ในระดับปรากฏการณ์

สื่อดนตรีชั้นนำอย่าง Kerrang!, Louder และ NME ให้คะแนนงานเพลงชุดนี้แบบ 10 เต็ม 10

เอลตัน จอห์น กล่าวว่านี่คืออัลบั้มที่เขาชอบที่สุดในปี 2025 โดยเขาบอกว่านี่คืออัลบั้มที่มีการบันทึกเสียงชั้นเลิศที่ยกระดับวงการดนตรีโลกไปอีกขั้น และเขาใส่ซีดีอัลบั้มชุดนี้ในเครื่องเล่นตลอดเวลา

ด้านนักร้องสาว เฮย์ลีย์ วิลเลียมส์ แห่งวง Paramore ที่ฝากเสียงร้องไว้ในเพลง Seein’ Stars ด้วยก็ยกย่อง Turnstile ว่าเป็นวงที่สร้างจิตวิญญาณใหม่ให้กับซีนฮาร์ดคอร์พังก์ โดยเธอเปรียบเทียบให้เห็นว่าพวกเขาเป็นวง Fugazi ยุคนี้ (วงโพสต์-ฮาร์ดคอร์จากวอชิงตัน ดี.ซี.ที่มีอิทธิพลสูงมากต่อซีนพังก์และอัลเทอร์เนทีฟร็อกตั้งแต่ปลายยุค 80 เป็นต้นมา)

ด้านเจมส์ เฮตฟิลด์ แห่งวง Metallica และร็อบ ฮัลฟอร์ด แห่งวง Judas Priest ที่ต่างก็เป็นตำนานแห่งวงการเพลงเฮฟวีเมทัลทั้งคู่ต่างก็มองว่า Never Enough เป็นอัลบั้มที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของตระกูลเพลง (Genre) ได้อย่างน่าทึ่ง

และทำให้ดนตรีหนักๆ อย่างฮาร์ดคอร์เข้าถึงง่ายสำหรับคนทั่วไป

ถ้าหากเปรียบอัลบั้ม Never Enough เป็นจักรวาล นี่คืองานเพลงที่เป็นเหมือนกับเอกภพแห่งดนตรีที่ถูกถักทอเข้าไว้ด้วยกันด้วยเส้นเชือกจิ๋วที่สั่นด้วยความถี่ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ต่างไปจากสายกีตาร์ที่ให้เสียงที่หลากหลาย

มันคือโครงข่ายของจักรวาลที่เชื่อมโยงกันด้วยเส้นไหมที่ถักทอเนื้อผ้าทั้งมวลได้อย่างสวยงามหมดจด

Seein’ Star เป็นเพลงที่นำดนตรีฟังก์, ดรีมป็อป (แบบวง Cocteau Twins) และซอฟต์ร็อก จากยุค 80 มาร้อยเรียงเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เป็นอาภรณ์ที่เหมาะสมกับสตรีผู้เลอโฉมโดยแท้

Birds เป็นเพลงแนวฮาร์ดคอร์และโปรโตพังก์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากวง Dead Kennedys และ The Clash

เพลง Never Enough มีกลิ่นอายของดนตรีโซลจากซินธิไซเซอร์และดนตรีอารีน่าร็อกแบบวง Mötley Crüe และ Def Leppard

ส่วน I Care เป็นเพลงร็อกนิวเวฟ, โพสต์พังก์และแจงเกิลป็อปยุค 80 ที่ฟังแล้วคิดถึงเพลงของวงอย่าง The Blondie, DEVO, The Smiths และ Talking Head ขึ้นมาในทันที

Dreaming และ Light Design คือเพลงที่มีส่วนผสมของดนตรี ดี.ซี. ฮาร์ดคอร์พังก์, นิวเวฟและอัลเทอร์เนทีฟร็อกที่ไม่น่าจะเข้ากันได้เลยให้ออกมากลมกลืนในแบบที่เรียกได้ว่าไม่ส่วนไหนขาดหรือเกินเลยแม้แต่นิดเดียว

แพท แม็คโครรี มือกีตาร์ประจำวงกล่าวว่าเขาชอบไอเดียการสร้างซาวด์กีตาร์ที่ไม่มีใครเคยคิดมาก่อนของ แอนดี ซัมเมอร์ส แห่งวง The Police, ไมก์ ไอน์ซิงเกอร์ แห่งวง Incubus, ไบรอัน เมย์ แห่งวง The Queen และ จอห์นนี มาร์ แห่งวง The Smiths มาก

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ Never Enough จะเป็นงานเพลงที่ก้าวข้ามไปมาระหว่างดนตรีอารีนาร็อกสุดอลังการ, ดนตรีนิวเวฟทดลอง ไปจนถึงดนตรีแกลมร็อกและอื่นๆ อีกมากมาย ในขณะที่ยังคงคุกรุ่นไปด้วยความดุเดือดในการแสดงออกแบบวงฮาร์ดคอร์พังก์ดั้งเดิมเฉกเช่นเดียวกับวง Minor Threat ที่เป็นไอดอลของพวกเขา

แต่ก็ยังมีความอ่อนโยนจากดนตรีโซล, โอเปราร็อก และอิเล็กทรอนิกส์ป็อปที่ต่อยอดไอเดียมาจากศิลปินอย่าง Sade (ซาเด), Everything But the Girl และ Queen

Never Enough ได้เข้าชิงรางวัลแกรมมีครั้งที่ 70 ทั้งในสาขาร็อก, อัลเทอร์เนทีฟและเมทัลจากเพลง Never Enough, Seein’ Star และ Birds

ซึ่งบ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่า Turnstile ได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของคำว่า Genre ไปแล้ว

และสามารถถักทอเส้นใยแห่งจักรวาลที่เชื่อมโยงดาวทุกดวงในระบบสุริยะแห่งดนตรีเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างไร้รอยต่ออย่างแท้จริง

ตลอดทั้งปี 2025 ที่ผ่านมาเต็มไปด้วยงานเพลงชั้นยอดมากมาย ซึ่งก็คงยากที่จะบอกได้อย่างเต็มปากว่า Never Enough คืออัลบั้มที่ดีที่สุดแห่งปี

แต่ที่แน่ๆ ก็คือนี่คืองานเพลงที่ส่วนตัวแล้วฟังบ่อยที่สุดตลอดทั้งปี

และยังมีอีกอัลบั้มอีกหนึ่งชุดที่ถึงแม้ว่าจะฟังไม่บ่อย แต่ก็สามารถกล่าวอย่างเต็มปากเลยว่านี่คืองานเพลงที่ห่างไกลจากคำว่าธรรมดาหลายปีแสงเลยทีเดียว อัลบั้มชุดนั้นมีชื่อว่า Getting Killed ของวง Geese

Geese เป็นวงดนตรีจากเมืองบรูกลิน, นิวยอร์ก มีสตูดีโออัลบั้มรวมแล้ว 4 ชุด

ทางวงได้รับอิทธิพลทางดนตรีมาจากวงอย่าง The Velvet Underground, The Strokes, Radiohead, Animal Collective, Ween

ไปจนถึงวงร็อกระดับตำนานอย่าง The Rolling Stones และ Led Zeppelin

เห็นได้ชัดว่า Geese ชื่นชอบดนตรีอาร์ตร็อก, ฮาร์ดร็อก (ติดสำเนียงบลูส์) และดนตรีทดลองมากเป็นพิเศษ

มีศิลปินรุ่นใหญ่หลายคนสรรเสริญอัลบั้มนี้อย่างเช่น นิค เคฟ ที่ชอบเพลง Trinidad มาก

หรือเจฟฟ์ ทวีดี แห่งวงโฟล์กร็อก Wilco ได้กล่าวยกย่องวง Geese ที่ทำอัลบั้มที่มีความกล้าหาญในการนำเสนอในแบบที่วงรุ่นใหญ่ส่วนใหญ่ไม่มี

ส่วนนักวิจารณ์ดนตรีมองว่าไม่ใช่ว่าวงดนตรีรุ่นใหม่ๆ ไม่มีความกล้า แต่เป็นเพราะว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำอัลบั้มที่ก้าวข้ามขีดจำกัดทางตระกูลเพลงได้ใกล้เคียงกับคำว่าสมบูรณ์แบบได้เช่นนี้

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม เสียงร้องของแคเมรอน วินเทอร์ มีจิตวิญญาณของธอม ยอร์ก แห่งวง Radiohead ซ่อนอยู่ในเนื้อเสียงราวกับฝาแฝด Getting Killed เป็นเพลงที่โดดเด่นเสียงเสียงเครื่องเคาะและซาวด์กีตาร์ที่สลับซับซ้อนเหมือนเทือกเขาที่มีความลาดชันสูงต่ำอย่างคาดเดาไม่ได้ ซึ่งท้าทายความสามารถของนักปีนเขาเป็นอย่างยิ่ง

และถ้าจะให้เปรียบเทียบแล้วละก็ เพลงนี้มีสัดส่วนและโครงสร้างดนตรีคล้ายกับเพลง Reckoner ของวง Radiohead อยู่ไม่น้อย

Taxes ซิงเกิลแรกของอัลบั้มยังคงโดดเด่นด้วยเพอคัสชั่น ขึ้นต้นมาด้วยสำเนียงอาร์ตร็อกก่อนที่ท่อนบริดจ์จะเชื่อมด้วยดนตรีไซคีเดลิกและแจงเกิลป็อปในแบบงานเพลงของวง The Byrds และ The Beatles ยุคแรกๆ Cobra เป็นเพลงที่ทำนองเพลงมีสำเนียงแบบดนตรีแถบแคริบเบียนและยังคงเด่นด้วยเสียงเครื่องเคาะจากกลองบองโกและคาบาซ่า

นับเป็นเพลงแนวนีโอ-ไซคีเดลิกที่สร้างกรูฟขึ้นมาหลวมๆ แต่ทว่าลื่นไหลและการโต้ตอบของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมีความซุกซนด้วยวิธีการเล่นแบบแจมแบนด์คล้ายกับวง Grateful Dead

ไลน์กีตาร์ที่ใส่ความรู้สึกเข้าไปในทุกครั้งที่ดันเส้นลวดในเพลง Husbands ทำให้นึกถึงสำเนียงกีตาร์ของจอห์น ฟรูชานเต แห่งวง Red Hot Chili Peppers แถมยังได้กลิ่นของดนตรีอาร์แอนด์บีเข้ามาด้วย Islands of Men คล้ายเพลงของมาร์วิน เกย์ ในเวอร์ชั่นดนตรี Krautrock ที่หลุดพ้นไปจากโครงสร้างเพลงมาตรฐาน

Au Pays du Cocaine เพลงแนวแชมเบอร์ป็อปที่เจ็บปวดที่สุดในอัลบั้มถูกนำไปเปรียบเทียบกับเพลง No Surprises ของวง Radiohead

ส่วนเพลงที่ส่วนตัวแล้วชอบเป็นพิเศษคือ Bow Down ที่สำเนียงดนตรีฟิวชั่นแจ๊สและแม็ทร็อกถือเป็นวัตถุดิบพิเศษที่ถูกปรุงเข้าด้วยกันอย่างประณีตจากฝีมือของเชฟที่มีรสมือระดับเทพ

คอนเซปต์ของอัลบั้ม Getting Killed พูดถึงนาฬิกาชีวิตที่นับวันจะนับถอยหลังเร็วเข้าเรื่อยๆ ในโลกยุคใหม่ที่ผู้คนทำงานที่ตัวเองไม่ได้รัก

ความฝันที่สิ้นสุดลงด้วยข้อผูกมัดทางการเงินในโลกทุนนิยม

การเสพติดความสบายในโลกโซเชียลที่ทำให้เราเข้าถึงความจริงและความสุขบริสุทธิ์ได้ยากกว่าทุกยุคที่ผ่านมา

เพราะอัลกอริทึมกำลังทำให้เราค่อยๆ ตายลง มันทำให้เราทุกข์อยู่ลึกๆ ข้างในแต่ความสุขจอมปลอมในโลกดิจิทัล ยังทำให้เราหัวเราะและมีความสุขไปกับมันได้ทั้งๆ ที่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่า “ความหมายของชีวิตคืออะไร”

นี่คืองานเพลงที่สื่อให้เห็นถึงความทุกข์ที่ฟุ้งเฟ้อ (Luxury of Suffering) ในโลกที่กำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์ต่างๆ มากมาย แต่มนุษย์กลับทำได้ดีที่สุดแค่ดูหายนะเหล่านั้นผ่านหน้าจอ, แบ่งแยกเขาและเราเพื่อห้ำหั่นกันเอง

สิ่งที่วง Geese เตือนสติผู้คนได้ดีที่สุดก็คือการทำอัลบั้มที่แสดงให้เห็นว่าดนตรีร็อกแบบเดิมๆ ได้ตายไปแล้ว และทางวงก็กำลังสร้างชีวิตใหม่ขึ้นมาจากซากศพของคนที่สูญเสียตัวตนไปด้วยอัลกอริทึม

ไม่ต่างไปจากนกฟีนิกซ์เพื่อให้มนุษย์ได้เห็นถึงทางหลุดพ้นจากความทุกข์ในโลกที่กำลังจะถูก AI ยึดครอง

และนี่คืออัลบั้ม 2 ชุดที่ส่วนตัวแล้วมองว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์

และโดดเด่นด้วยสไตล์ดนตรีอันเป็นเอกลักษณ์

สมกับเป็นศิลปินที่อยู่ในยุคสิ้นสุดของตระกูลเพลง (Death of Genre) อย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ขอกล่าวสวัสดีปีใหม่ปีพุทธศักราช 2569

และขอให้ทุกๆ ท่านมีความสุขกายสบายใจไปตลอดทั้งปีด้วยครับ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ถักทอจักรวาลดนตรี ผ่าน Never Enough และ Getting Killed สองสุดยอดอัลบั้มแห่งปี 2025

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...