“จีน” เตือนสหรัฐ หลีกเลี่ยง 4 ประเด็นอ่อนไหว รักษาข้อตกลงการค้าระหว่างสี จิ้นผิง-ทรัมป์
"จีน" เตือนสหรัฐ หลีกเลี่ยง 4 ประเด็นอ่อนไหว ได้แก่ ไต้หวัน สิทธิมนุษยชน ระบบการเมือง และสิทธิในการพัฒนา รักษาข้อตกลงการค้าระหว่างสี จิ้นผิง-ทรัมป์ ขณะทรัมป์เลี่ยงหารือเรื่องชิป AI หลังถูกเตือนด้านความมั่นคง
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เวลา 08.12 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า จีนออกมาเรียกร้องให้สหรัฐหลีกเลี่ยงการแตะต้อง 4 ประเด็นอ่อนไหวหลัก หากต้องการให้ข้อตกลงทางการค้าที่สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน และ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เพิ่งบรรลุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสะท้อนถึงความซับซ้อนและความเปราะบางของความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ
Xie Feng เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ ระบุว่า ประเด็นที่จีนถือเป็นเส้นแดง (Red Lines) ที่สหรัฐไม่ควรล้ำเข้าไปมีอยู่ 4 เรื่อง ได้แก่ ไต้หวัน, ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน, ระบบการเมืองของจีน และสิทธิในการพัฒนา (Development Rights)
เขากล่าวในสุนทรพจน์ออนไลน์ระหว่างการประชุมของสภาธุรกิจสหรัฐ-จีน (US-China Business Council) เมื่อวันอังคาร โดยเน้นว่า “สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเคารพผลประโยชน์หลักและความกังวลสำคัญของแต่ละฝ่าย” พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศปฏิบัติตามฉันทามติที่ผู้นำทั้งสองได้ตกลงกันไว้ และแสดงให้โลกเห็นผ่านการกระทำและผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความมั่นใจต่อเศรษฐกิจโลก
พร้อมเตือนเพิ่มเติมว่า หากทั้งสองประเทศยังคงมีความขัดแย้งในเรื่องภาษี นโยบายอุตสาหกรรม หรือเทคโนโลยีต่อไป ทุกอย่างก็จะไม่มีทางนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดี นอกจากทางตันเท่านั้น
ในวันเดียวกัน Wall Street Journal รายงานว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐ ได้แนะนำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ งดหารือเรื่องชิปปัญญาประดิษฐ์รุ่นใหม่ (AI Chips) ระหว่างการพบปะกับผู้นำจีน โดยให้เหตุผลว่าการอนุญาตให้จีนเข้าถึงชิปรุ่น Blackwell ของบริษัท Nvidia อาจสร้างความเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติ ซึ่งทรัมป์ก็ยอมรับคำแนะนำดังกล่าว
รายงานนี้ตอกย้ำว่าข้อตกลงหยุดยิงทางการค้าระยะเวลา 1 ปี ที่ทั้งสองฝ่ายเพิ่งลงนามร่วมกันในเมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ยังมีแนวโน้มถูกสั่นคลอนได้ทุกเมื่อ เนื่องจากประเด็นขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และจีนยังคงมีอยู่ในหลากหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงทางภูมิรัฐศาสตร์
แม้ในการประชุมสุดยอดสี–ทรัมป์ จะไม่มีการหยิบยกสถานะของไต้หวันขึ้นมาโดยตรง แต่จีนยังคงถือว่าประเด็นนี้เป็นแก่นหลักของนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ จีนมองว่าไต้หวันเป็นดินแดนที่สูญหายไป ซึ่งจะต้องนำกลับมาอยู่ภายใต้การควบคุมของจีนในอนาคต แม้จะต้องใช้กำลัง ขณะที่ไต้หวันยืนยันปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ดังกล่าวอย่างชัดเจน
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา Pete Hegseth รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ ได้หารือกับ Dong Jun รัฐมนตรีกลาโหมจีน โดยแสดงความกังวลต่อกิจกรรมทางทะเลของจีนรอบเกาะไต้หวันและทะเลจีนใต้ ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดตั้ง ช่องทางสื่อสารโดยตรงระหว่างกองทัพ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและลดความเสี่ยงของการปะทะโดยไม่ตั้งใจ
นอกเหนือจากประเด็นไต้หวันแล้ว สหรัฐและจีนยังมีความเห็นต่างอย่างลึกซึ้งในเรื่อง สิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสถานการณ์ใน ฮ่องกง ซินเจียง และทิเบต ที่สหรัฐยังคงออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐอย่างสก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลัง ได้เรียกร้องให้จีนปรับสมดุลเศรษฐกิจ โดยหันมาเน้นการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างสองประเทศ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากการส่งออกสินค้าปริมาณมหาศาลของจีน
ในการหารือที่ปูซาน ผู้นำทั้งสองไม่ได้บรรลุข้อตกลงในประเด็นที่จีนต้องการเข้าถึงเซมิคอนดักเตอร์ระดับสูงจากสหรัฐ อย่างไรก็ตามทรัมป์เปิดเผยภายหลังว่าทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยเกี่ยวกับบริษัท Nvidia โดยทั่วไป และเห็นพ้องที่จะเปิดช่องการเจรจาเพิ่มเติมระหว่างภาครัฐและเอกชนต่อไป
ศาสตราจารย์ David Daokui Li นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิงหัว และที่ปรึกษานโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน กล่าวว่าข้อตกลงระหว่างผู้นำสองประเทศถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะเป็นครั้งแรกที่สหรัฐปฏิบัติต่อจีนในฐานะพันธมิตรที่เท่าเทียม
หลี่ ซึ่งเป็นอดีตที่ปรึกษาธนาคารกลางจีน ระบุว่า หลังการประชุมสุดยอด เขารับรู้ได้ถึงบรรยากาศแห่งความหวังและความกระตือรือร้นในหมู่นักนโยบายจีน พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่า ความขัดแย้งด้านการค้า การเงิน และเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย (small potatoes) ที่สามารถหาทางออกร่วมกันได้ในระยะต่อไป
อ้างอิง : www.bloomberg.com