COMPANY SNAPSHOT : IVF บุกตะวันออกกลาง จับมือรพ.อัพฐานในปท.
#IVF #ทันหุ้น – IVF เดินหน้าขยายฐานเอเชียตะวันออกกลางที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมจับมือโรงพยาบาลพันธมิตร และพันธมิตรอุตสาหกรรมท่องเที่ยว รุกตลาดในประเทศ โชว์อัตราความสำเร็จการตั้งครรภ์สูงถึง 78% มั่นใจผลงานฟื้นตัวชัดเจนปีหน้า
นางสาวเกศิณี กุลดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินสไปร์ ไอวีเอฟ จำกัด (มหาชน) หรือ IVF เปิดเผยกับ “ทันหุ้น” ว่า บริษัทมั่นใจรายได้ปีนี้ไม่ต่ำกว่าปี 2567 แม้เศรษฐกิจโดยรวมยังมีความท้าทายจากหลายปัจจัย ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการเมืองและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก แต่ด้วยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทยังสามารถรักษาการเติบโตได้ดี พร้อมเดินหน้าขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและให้ความสำคัญกับคุณภาพของบริการมากกว่าราคา
** รุกฐานต่างแดน
บริษัทมองเห็นโอกาสในการขยายธุรกิจไปยังตลาดเอเชียตะวันออกกลาง (Middle East) ซึ่งมีความต้องการทำเด็กหลอดแก้วเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในช่วงที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าชาวต่างชาติที่เดินทางมารักษาที่ประเทศไทย โดยเฉพาะจากจีน อินเดีย กลุ่มประเทศ CLMV
“เรามองว่าตลาดตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกกลางมีศักยภาพสูง เพราะกลุ่มลูกค้าให้ความสำคัญกับคุณภาพและผลลัพธ์ของการรักษามากกว่าราคา ซึ่งเป็นสิ่งที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญและแตกต่าง ทั้งในด้านทีมแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยระดับสากล” นางสาวเกศิณีกล่าว
สำหรับตลาดในประเทศ บริษัทยังคงมุ่งเน้นผลลัพธ์ของการรักษาเป็นหลัก ปัจจุบันบริษัทมีอัตราความสำเร็จของการตั้งครรภ์สูงถึง 78% ซึ่งเหนือกว่าอัตราเฉลี่ยที่ราว 48% ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ
ทั้งนี้บริษัทอยู่ระหว่างการขยายฐานลูกค้าในประเทศเพิ่มเติม ผ่านการเปิดสาขาใหม่ และการจับมือกับโรงพยาบาลพันธมิตร เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ IVF พร้อมเดินหน้าร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เช่น โรงแรมดุสิตธานี เพื่อส่งเสริมแนวคิด Fertility Tourism ให้ผู้เข้ารับการรักษาสามารถท่องเที่ยวและพักผ่อนไปพร้อมกันได้อย่างสะดวก
** นำเทคโนโลยีมาใช้
นางสาวเกศิณี กล่าวต่อว่า จุดแข็งของบริษัทอีกประการคือ การนำเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับโลกเข้ามาใช้ โดยเฉพาะการใช้ระบบ SNP Array (Single Nucleotide Polymorphism Array) ที่มีเพียงที่เดียวในไทย ใช้สำหรับตรวจสอบทั้ง “จำนวน” และ “การจัดเรียงตัวของโครโมโซม” ในตัวอ่อน ทำให้สามารถคัดเลือกตัวอ่อนที่สมบูรณ์และมีคุณภาพสูงสุด ลดความเสี่ยงของความผิดปกติทางพันธุกรรม และเพิ่มอัตราความสำเร็จของการตั้งครรภ์อย่างมีนัยสำคัญ
อีกทั้งยังใช้เทคโนโลยี Embryo Scope Plus การเพาะเลี้ยงตัวอ่อน แบบตู้ที่มีการนำ AI มาใช้ ซึ่งสามารถติดตามการเจริญเติบโตของตัวอ่อนได้แบบเรียลไทม์ภายใต้สภาวะควบคุม รวมถึงเครื่อง AI คัดเลือกสเปิร์ม ที่มีสกอร์ดูคุณภาพสเปิร์มอีกด้วย ทั้งนี้ยังมีการส่งทีมงานไปศึกษาเพิ่มเติม ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเสาะหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะช่วยเพิ่มเปอร์เซ็นต์ในการรักษาให้ดียิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นางสาวเกศิณี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ปีนี้ภาวะเศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัวจากหลายปัจจัย ทั้งการปรับขึ้นภาษีของสหรัฐ ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศ และปัญหาชายแดนที่ส่งผลต่อการใช้จ่ายโดยรวม แต่บริษัทมองว่าเป็นช่วงเวลาสำคัญในการ “เตรียมความพร้อม” สำหรับการเติบโตในปีหน้า โดยมุ่งเน้นการเสริมความแข็งแกร่งจากภายใน ทั้งด้านบุคลากร เทคโนโลยี และระบบบริหารจัดการ เพื่อให้พร้อมรองรับการขยายตัวของตลาด IVF ที่คาดว่าจะกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปี 2569
“เป้าหมายรายได้ของเรายังไม่มีการปรับลดลง โดยเรามุ่งเน้นที่จะรักษาผลประกอบการให้ได้อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมา ในขณะเดียวกัน เราได้ดำเนินกลยุทธ์ในการสำรวจและขยายกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติม รวมถึงการมองหาตลาดที่อาจจะยังไม่มีใครนึกถึง เราพยายามที่จะ “กระจายความเสี่ยง” และค้นหาอุปสงค์ใหม่ๆ ในประเทศกลุ่มเป้าหมายที่เราขยายเพิ่มมากยิ่งขึ้น” นาวสาวเกศิณี กล่าวทิ้งท้าย