โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘เอกนิติ’ พับแผนปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ “อัตราเดียว” ชี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 (1)

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 30 ธ.ค. 2568 เวลา 19.00 น. • เผยแพร่ 29 ธ.ค. 2568 เวลา 08.33 น.

‘เอกนิติ’ พับแผนปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่เหลือ “อัตราเดียว” ชี้อาจขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 (1) ห้าม ครม.อนุมัติงาน/โครงการที่มีผลผูกพันคณะรัฐมนตรีชุดถัดไป

ในช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังระดมทรัพยากรทุกวิถีทาง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจและเติมเงินเข้าสู่ระบบ เพื่อแก้ปัญหา “เศรษฐกิจติดหล่ม” จากปัจจัยหลายประการ ซึ่งรวมถึงการจัดเก็บรายได้รัฐที่ไม่พอกับรายจ่าย ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้งบประมาณขาดดุลมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และหนึ่งในสาเหตุหลักคือโครงสร้างภาษีที่บิดเบี้ยว กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ไม่อาจมองข้ามได้ โดยเฉพาะโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ แบบ 2 อัตราที่ถูกใช้มาต่อเนื่องหลายปี แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับสวนทางกับเป้าหมาย ทั้งในแง่ของรายได้ภาษี และมิติทางสังคม

ย้อนกลับไปนับตั้งแต่มีการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้มี 2 ลำดับขั้น หรือ “2 เทียร์” ในปี พ.ศ. 2560 จนถึงปัจจุบัน มีการปรับโครงสร้างภาษีไป 2 ครั้ง ภายใต้หลักการจัดเก็บภาษีแบบผสม กล่าวคือ กรมสรรพสามิตจะภาษีบุหรี่ทั้งตามประมาณ (Specific Rate) และตามมูลค่า (Ad Valorem Rate) รวมกัน

ครั้งแรก เมื่อปี 2560 กรมสรรพสามิตนำโครงสร้างภาษีแบบผสมมาใช้ในการจัดเก็บภาษีบุหรี่ โดยเก็บภาษีตามปริมาณมวนละ 1.20 บาท หรือ ซองละ 24 บาทก่อน จากนั้นก็จะเก็บภาษีตามมูลค่า ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 อัตรา โดยใช้ “ราคาขายปลีกแนะนำ” ตามที่ผู้ประกอบการแจ้งต่อกรมสรรพสามิต เป็นฐานในการคำนวณภาษี หากผู้ประกอบการตั้งราคาขายปลีกไม่เกินซองละ 60 บาท เสียภาษีตามมูลค่าในอัตรา 20% ของราคาขายปลีก แต่ถ้าตั้งราคาขายปลีกเกินซองละ 60 บาท เสียภาษีที่อัตรา 40% ของราคาขายปลีก เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560 เป็นต้นไป (ปีงบประมาณ 2561)

ครั้งที่ 2 เมื่อปี 2564 กรมสรรพสามิต ปรับขึ้นอัตราภาษีบุหรี่ ทั้ง 2 ขา คือ เก็บภาษีตามปริมาณเพิ่มเป็นมวนละ 1.25 บาท หรือ ซองละ 25 บาท ส่วนการจัดเก็บภาษีตามมูลค่านั้นได้มีการปรับราคาขายปลีกแนะนำขึ้นจากซองละ 60 บาท เป็นซองละ 72 บาท ถ้าผู้ประกอบการตั้งราคาขายปลีกไม่เกินซองละ 72 เสียภาษีในอัตรา 25% ของราคาขายปลีก แต่ถ้าตั้งราคาขายปลีกเกินซองละ 72 บาท เสียภาษี 42% ของราคาขายปลีก เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2564 เป็นต้นไป (ปีงบประมาณ 2565)

การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ ครั้งที่ 2 นี้ ตามเจตนารมณ์เดิม คือ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบภาษีอัตราเดียวและประคับประคองผู้ประกอบการรายใหญ่ในประเทศ แต่ผลกระทบที่แท้จริงกลับกลายเป็น“การบิดเบือนกลไกตลาด” เกิดปรากฏการณ์ที่ไม่คาดคิดตามมา เช่น การปรับลดราคาบุหรี่ เพื่อลดต้นทุนทางภาษี เนื่องจากผู้ผลิตและผู้นำเข้าต่างพยายามกดราคาขายปลีกให้ต่ำกว่า 72 บาท เพื่อเสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า ส่งผลให้จัดเก็บภาษีได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย

ยิ่งไปกว่านั้นการขึ้นอัตราภาษีแบบก้าวกระโดด ทำให้บุหรี่เถื่อนทะลัก เพราะเมื่อกำแพงภาษี ทำให้ราคาบุหรี่ถูก-แพงต่างกันมาก ช่องว่างนี้กลายเป็นโอกาสทองของ “บุหรี่ผิดกฎหมาย” ที่หนีภาษีทะลักเข้ามาตามชายแดน ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมยาสูบ โดย 8 ปีที่ผ่านมา (ปี 2561-2568) อัตราการบริโภคบุหรี่ที่เสียภาษีถูกต้องตามกฎหมายลดลงไป 28% กว่า 1 ใน 4 ของตลาดการบริโภคบุหรี่ในประเทศ ขณะที่การบริโภคที่ผิดกฎหมายเพิ่มสูงขึ้นถึง 326% ส่งผลทำให้รายได้รัฐวูบลงอย่างหนัก

แม้ว่าจำนวนคนที่สูบบุหรี่จะลดลงไป 899,724 คน แต่ก็ใกล้เคียงกับจำนวนคนที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมา 889,363 คน นอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้บริโภคระดับล่างหันไปสูบยาเส้นมวนเอง ซึ่งมีราคาถูกกว่าบุหรี่สำเร็จรูป โดยมีจำนวนผู้ที่สูบยาเส้นมวนเองเพิ่มขึ้นมา 423,448 คน แต่รายได้รัฐที่จัดเก็บได้กลับลดลงต่อเนื่อง เพราะผลพวงจากการเพิ่มขึ้นของอัตราการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมาย และช่องว่างของโครงสร้างภาษีที่ทำให้ผู้ผลิตบุหรี่ “มุดเทียร์” หนีลงไปหาราคาประหยัด เพื่อเสียภาษีน้อยกว่า ซ้ำเติมการจัดเก็บรายได้ของรัฐอย่างต่อเนื่อง

โดยในปีงบประมาณ 2560 กรมสรรพสามิตเคยเก็บภาษีบุหรี่ได้สูงสุด 68,603 ล้านบาท แต่หลังจากที่มีการเปลี่ยนเป็นโครงสร้างภาษีแบบ 2 อัตรา ในปีงบประมาณ 2568 กรมสรรพสามิตเก็บภาษีบุหรี่ได้แค่ 47,488 ล้านบาท ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทำให้มียอดความเสียหายสะสมเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 69,559 ล้านบาท จึงเป็นที่น่าเสียดายโอกาสในการนำเงินจำนวนนี้ไปใช้พัฒนาประเทศ หรือ เพิ่มพื้นที่ทางการคลังระยะยาว

สายตาเกือบทุกคู่ในแวดวงเศรษฐกิจกำลังจับจ้องไปที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะหัวเรือใหญ่ผู้กุมบังเหียนในการหารายได้เข้าคลัง การปฏิรูปภาษีบุหรี่ให้เป็น ‘อัตราเดียว’ (Single Tier) คือ ทางออกที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และก่อนหน้านี้ ดร.เอกนิติ เองก็เป็นผู้ปูทางเสนอไว้ตั้งแต่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิตแล้ว

ล่าสุด นายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ได้แถลงความคืบหน้าเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ ครั้งที่ 3 ก่อนที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศยุบสภาว่า ขณะนี้กรมสรรพสามิตได้ยกร่างกฎกระทรวงกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่…) พ.ศ. เสร็จเรียบร้อย และส่งไปถามความเห็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ 2 อัตรา ให้เหลืออัตราเดียว โดยมีเหตุผลหลัก 3 ประการ ตามที่กรมสรรพสามิตเคยแถลงข่าวก่อนหน้านี้ คือ

  • เพื่อความเป็นธรรม ขจัดความลักลั่นและป้องกันการใช้กลยุทธ์ด้านราคาเพื่อเลี่ยงภาษี
  • เพื่อสุขภาพ อัตราเดียวช่วยให้การควบคุมราคาบุหรี่มีประสิทธิภาพ ลดจำนวนสิงห์อมควันหน้าใหม่ได้จริง และ
  • เพื่อเงินในคลัง การปรับเป็นอัตราเดียวที่เหมาะสมจะช่วยดึงรายได้ที่หายไปกลับคืนมาสู่กระทรวงการคลังได้ทันที โดยไม่ต้องรอพึ่งพาเพียงการกู้เงิน

นายพรชัย กล่าวว่า “การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ครั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องนำเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา กรมสรรพสามิตนำเสนอเป็นกฎกระทรวง ตามกำหนดการเดิมคาดว่าจะนำร่างกฎกระทรวง ฯ เสนอที่ประชุม ครม.ภายในเดือนมกราคม 2569 จากนั้นก็จะส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาตรวจทานเสร็จ ก็สามารถประกาศใช้ได้ทันที”

แม้สถานการณ์การเมืองจะไม่เอื้ออำนวย ภายหลังรัฐบาลประกาศยุบสภา แต่ถ้าไปดูแนวปฏิบัติในการออกกฎหมายใหม่ หากนำเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติที่เป็นเรื่องนโยบายที่มีผลผูกพันต่อ ครม.ชุดต่อไป ไม่สมควร นำเสนอ ครม.ในระหว่างยุบสภา แต่ถ้านำเสนอเป็นร่างอนุบัญญัติ เช่น พระราชกฤษฎีกา ร่างกฎกระทรวง ร่างระเบียบ ซึ่งกำหนดรายละเอียดการปฏิบัติให้เป็นไปตามที่กฎหมายแม่บทให้อำนาจไว้ ย่อมดำเนินการได้ตามปกติ ทั้งนี้ หากมีผลเป็นการเพิ่มภาระงบประมาณและการคลัง หรือ ทำให้สูญเสียรายได้ของรัฐ ไม่สามารถดำเนินการได้ เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี

การปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เหลืออัตราเดียวในครั้งนี้ โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวง กำหนดอัตราภาษีสรรพสามิตได้ไม่เกินเพดานอัตราภาษีที่กำหนดไว้ท้ายพระราชบัญญัติ และการปรับโครงสร้างภาษีอัตราเดียวครั้งนี้ ไม่เป็นการเพิ่มภาระงบประมาณ และภาระทางการคลังในอนาคต ในทางตรงข้าม กลับเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาล และยังแก้ปัญหากลไกราคาที่บิดเบี้ยวที่ก่อให้เกิดกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมยาสูบทั้งระบบ

และล่าสุดนี้ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ “ไทยพับลิก้า” ว่า “เรื่องการปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่ให้เหลืออัตราเดียวนั้น จริงๆแล้วผมอยากทำ แต่เมื่อพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายแล้ว เข้าใจว่าไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะอาจจะไปขัดกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 169 (1) ที่กำหนดการปฏิบัติหน้าที่ของ ครม.ในช่วงยุบสภาว่า “จะต้องไม่กระทำการอันมีผลเป็นการอนุมัติงาน หรือ โครงการ ที่มีผลเป็นการสร้างความผูกพันกับคณะรัฐมนตรีชุดต่อไป เว้นแต่ที่กำหนดไว้แล้วในงบประมาณรายจ่ายประจำปี” ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวนี้ ที่ประชุม ครม.สั่งห้ามดำเนินการอย่างเด็ดขาด”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...