โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อเชียงใหม่ เอาหน่วยงานสร้างถนนมาแก้รถติด คิดว่าเขาจะใช้วิธีอื่นแก้ปัญหาหรือ?

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 09 ธ.ค. 2568 เวลา 01.59 น. • เผยแพร่ 09 ธ.ค. 2568 เวลา 01.59 น.

Cityzense | ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์

เมื่อเชียงใหม่

เอาหน่วยงานสร้างถนนมาแก้รถติด

คิดว่าเขาจะใช้วิธีอื่นแก้ปัญหาหรือ?

กลายเป็น talk of the town ของคนเชียงใหม่ เมื่อมีข่าวว่า กรมทางหลวงเปิดประชาพิจารณ์เรื่องการสร้างทางหลวงแก้ไขปัญหาการจราจรแออัด เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในเชียงใหม่ โดยมีแนวคิดจะแก้ไขปัญหาบนทางหลวงหมายเลข 121 ตอนดอนแก้ว-เหมืองแก้ว

เชียงใหม่ถูกล้อมด้วยทางหลวงระบบถนนวงแหวน ปัจจุบันมีวงแหวนตะวันออกมากถึง 3 รอบ

แต่ฝั่งตะวันตกนั้น ด้วยความที่มีปัญหาด้านภูมิศาสตร์คือมีดอยสุเทพขวางอยู่ เช่นเดียวกับการมีคลองชลประทานส่งน้ำในแนวเหนือ-ใต้ ทำให้ถนนวงแหวนฝั่งตะวันตกไม่สามารถขยายเป็น 3 รอบได้ มีแต่เพียงถนนเลียบคันคลองชลประทานเท่านั้น

ผลการศึกษามีหลายรูปแบบ รูปแบบที่พวกเขาเห็นว่าเป็นไปได้ที่สุดคือ รูปแบบที่ 5 ที่คาดว่าจะใช้งบประมาณ 2 พันล้านบาท โดยแบ่งเป็นค่าก่อสร้าง 1 พันล้านบาท ค่าเวนคืนที่ดิน 500 ล้านบาท ค่าดำเนินการอื่นๆ 500 ล้านบาท

แต่วิธีการนี้มีข้อจำกัดในเรื่องการบดบังทัศนียภาพของดอยสุเทพ

หากย้อนประวัติกลับไป เนื้อที่เมืองเชียงใหม่ถูกขยายและเปลี่ยนรูปด้วยถนนเป็นหลัก

หากนับจากทางหลวงหมายเลข 11 ที่เลาะทางฝั่งตะวันออกของเมือง แล้วเลี้ยวข้ามแม่น้ำปิง เข้าบริเวณแยกข่วงสิงห์ แทนที่จะตรงไปเชื่อมกับถนนริมคันคลองชลประทาน ก็อ้อมลงใต้ไปบรรจบกับถนนนิมมานเหมินท์ในราวทศวรรษ 2510 นำมาสู่การสร้างวงแหวนให้ครบรอบคือทางทิศใต้ที่กลายเป็นชื่อ ถนนมหิดล

เมื่อรถยนต์มากขึ้นก็ต้องขยายถนนในกลางทศวรรษ 2530 โครงการเพิ่มช่องทางได้ส่งผลต่อการรบกวนเขตวัดและโบราณสถานสำคัญของวัดเจ็ดยอด ต.ช้างเผือก ที่เป็นสำคัญอย่างยิ่งในสมัยพระเจ้าติโลกราช ที่รู้จักกันดีในฐานะศูนย์กลางการสังคายนาพระไตรปิฎก

ต่อจากนั้น เมืองก็ขยายตัวไปตามถนนที่เกิดใหม่ หมู่บ้านจัดสรรที่เพิ่มขึ้นพร้อมกับการอพยพของประชากรเข้ามา ยิ่งทำให้เชียงใหม่มีจำนวนรถยนต์สะสมบนท้องถนนมากขึ้น นำไปสู่การสร้างทางเพื่อให้เพียงพอกับการใช้ถนน

นำมาสู่ถนนวงแหวนรอบที่ 2 ในชื่อ ถนนสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี ที่เกิดขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 2530 พร้อมๆ กับการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ที่เชียงใหม่เป็นเจ้าภาพในปี 2538

อย่างไรก็ตาม ถนนไม่เคยเพียงพอ วงแหวนรอบที่ 3 เกิดขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ขยายไปบรรจบแยกสะเมิง ทะลุไปถึงวัดต้นเกว๋น อ.หางดง เชียงใหม่

มากไปกว่านั้นคือ มีข่าวจะสร้างถนนวงแหวนรอบที่ 4 ที่ต้องใช้งบประมาณกว่า 5 พันล้านเพื่อลากเส้นที่ 4 ให้แล้วเสร็จด้วย เช่นเดียวกับโครงการสร้างแยกต่างๆ ให้ถนนข้าม-ลอดเพื่อไม่ต้องติดไฟแดงตามส่วนวงแหวนต่างๆ ที่ใช้เงินในหลักร้อยล้าน

การตัดถนน ขยายถนน เพิ่มความเร็วของรถยนต์ในพื้นที่ต่างๆ นั้น สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากให้กับพื้นที่ เพราะมันไม่ใช่แค่โลกของผู้ขับขี่เปลี่ยนไป แต่มันส่งผลต่อคนในพื้นที่ที่ถนนตัดผ่านอีกด้วย

ยิ่งถนนวิ่งได้เร็วเท่าไร ยิ่งสร้างอุปสรรคให้กับคนทั้งสองฝั่งถนนที่จะเชื่อมหากัน ไม่นับว่า การสูญเสียของชีวิตและทรัพย์สินผู้คนอันเกิดจากอุบัติเหตุบนท้องถนนอันเนื่องมาจากระบบทางหลวงเช่นนี้ สำหรับหลายคนอาจไม่ทราบว่า ประชากรผู้ใช้ถนนมิใช่มีเพียงรถยนต์ แต่ต้องรวมรถจักรยานยนต์ของผู้คนต่างๆ ไปด้วย คนทำงาน นักเรียน นักศึกษาที่ใช้ถนนเดินทางจากชายขอบของเมืองเข้ามาในเขตเมืองอันเป็นที่ตั้งของที่ทำงานและสถานศึกษา จึงเป็นเส้นทางแห่งความเสี่ยงทั้งจากความเร็วของยวดยานพาหนะ และความประมาทบนท้องถนน

สวนทางกับหลายประเทศที่พยายามรื้อถอนโครงสร้างถนนยกระดับ ที่รู้จักกันดีคลองชองเกซอน เกาหลีใต้ หรือที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ที่เห็นว่า ทางยกระดับอันอัปลักษณ์ที่เป็นมรดกของยุค 60 เป็นสิ่งที่ควรทบทวนและรื้อถอน (ผู้เขียนเคยให้รายละเอียดไว้ในบทความ “ทุบถนน โละทางด่วน เปิดพื้นที่ให้กับพลเมือง”)

ซึ่งกรณีนี้เป็นที่ถกเถียงอย่างมากกรณีกรมทางหลวงเลือกการสร้างทางยกระดับที่จะส่งผลต่อภูมิทัศน์ดอยสุเทพทางฝั่งตะวันตกของเมือง

ทุกวันนี้ไม่เฉพาะเชียงใหม่ พื้นที่ต่างๆ เกิดความเปลี่ยนแปลงจากหน่วยงานส่วนกลาง โดยเฉพาะองค์กรที่มีเงินมาก และมีภารกิจของตัวเอง เมื่อกรมทางหลวงเป็นองค์ประธานในการปักหมุด ชี้จุดว่าจะสร้างถนนตรงไหน หากไม่ทำอะไรรับรองว่าเชียงใหม่จะต้องมีถนนวงแหวนรอบที่ 5 ที่ 6 ตามมา

แรงจูงใจสำคัญของการก่อสร้างถนนมิเพียงสอดคล้องกับสามัญสำนึกของผู้ที่ขับขี่รถยนต์ในชีวิตประจำวันแล้ว ก็คือ การเป็นโครงการที่ป้อนงานให้กับบริษัทรับเหมาก่อสร้างให้มีรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ดูจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 เฉพาะกรมทางหลวง ก็พบว่าสูงถึง 1.22 แสนล้านบาท ส่วนกรมทางหลวงชนบทอยู่ที่ 5 หมื่นล้านบาท

ส่วนระบบขนส่งสาธารณะด้วยรถไฟฟ้าที่เชียงใหม่ แม้จะมีข่าวการศึกษาเส้นทางไว้สองเส้น โดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ไว้หลายปี จนกลับมาเป็นข่าวอีกครั้งในปีนี้ว่า การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) มีแผนจะชวนเอกชนมาร่วมลงทุนที่รู้จักกันในนาม PPP ภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 ในรถไฟฟ้าสายสีแดงในรูปแบบระบบรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) ระยะทาง 15.7 กิโลเมตร บนเส้นทางโรงพยาบาลนครพิงค์-แยกแม่เหียะสมานสามัคคี ในวงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

หากเป็นไปตามข่าวโดยผิวเผินก็ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดี

แต่เมื่อมีเงื่อนไขการก่อสร้างแบบ PPP นั้น แสดงว่า ยังไม่แน่นอนว่าจะมีบริษัทเอกชนใดจะมาร่วมลงทุนหรือไม่ ซึ่งก็อาจเป็นข้ออ้างในการยังไม่ถึงเวลาก่อสร้างได้อีก

แต่ในทางตรงกันข้าม กรมทางหลวง มักมีเงินมาสร้างโครงการเกี่ยวถนนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะซ่อม สร้าง หลักร้อยล้าน พันล้าน

องค์กรจากส่วนกลางที่เกี่ยวข้องกับการจัดการบริหารเรื่องการเดินทางของผู้คนในเชียงใหม่ ทั้งที่เฉพาะถนนยังมีหน่วยงานอีกหน่วยงานหนึ่งที่มีงบประมาณมากไม่แพ้กรมทางหลวง ก็คือ กรมทางหลวงชนบท ที่รับผิดชอบถนนวงแหวนรอบที่ 2 (ถนนสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี)

หรือโครงการของกรมโยธาธิการและผังเมืองที่บางครั้งก็ร่วมสร้างถนน มีกรณีหนึ่งคือ โครงการก่อสร้างระบบระบายน้ำหลักเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนเมืองเชียงใหม่ ระยะที่ 2 ริมทางหลวงแถบข่วงสิงห์ที่ตกเป็นข่าวว่าเป็นโครงการที่สร้างมากว่า 5 ปีก็ยังไม่แล้วเสร็จ

ทั้งที่การเปลี่ยนแปลงเนื้อเมือง ควรมาจากกลไกที่ตัดสินใจภาพรวมระดับท้องถิ่นไม่ว่าจะเป็นเทศบาล หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด

แต่กลายเป็นว่า เต็มไปด้วยองค์กรส่วนกลางที่รุมจัดโครงการก่อสร้างป้อนเข้ามายังพื้นที่เชียงใหม่โดยไม่มีโอกาสบริหารจัดการเชิงบูรณาการ

ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดเอง ก็เป็นตำแหน่งเชิงการเมืองที่พร้อมจะถูกโยกย้ายจากกระทรวงมหาดไทย หวังพึ่งพาระยะยาวไม่ได้

(นี่เป็นเหตุผลให้คนเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ หรือบางกระแสก็คือ การยกเลิกผู้ว่าฯ แล้วใช้ตำแหน่งนายก อบจ.ที่มีนั่นแหละทำงานต่อไปเลย)

เราอาจต้องจินตนาการและสร้างระบบบริหารจัดการเมืองที่ยึดโยงกับพื้นที่และประชาชนในพื้นที่ ไม่ว่าจะในนามเทศบาล หรือพื้นที่ที่ใหญ่กว่าระดับ อบจ. หรือในนามกรรมการบริหารพื้นที่ร่วมกันที่ยึดโยงกับประชาชน

ความเปลี่ยนแปลงต้องเกิดจากการวางแผน และแผนนั้นก็ต้องมีความชอบธรรมมาจากกระบวนการที่ถูกต้อง

การกำกับการเติบโตจึงถูกสั่งการจากส่วนกลางที่ปราศจากการกำหนดอนาคตตัวเองของคนในพื้นที่ ทั้งที่สิ่งที่ควรจะเป็นคือ อำนาจการตัดสินใจต้องอยู่กับพื้นที่ รวมไปถึงงบประมาณด้วย ไม่ใช่ตั้งงบประมาณสูงลิ่วให้กรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท เพราะเผื่อไว้ให้ใช้ในการจัดการสร้างทางในจังหวัดและเมืองต่างๆ ขณะที่งบประมาณที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการเมืองไม่มี โดยอ้างว่าประเทศนี้ขาดงบประมาณ หากจะสร้างก็ต้องให้บริษัทเอกชนมาร่วมลงทุนกันเสียอย่างนั้น

ขณะที่กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยรถไฟฟ้าหลากสี มีรถโดยสารประจำทางที่มีองค์กรรัฐวิสาหกิจอย่างองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) แต่เมืองใหญ่ระดับเชียงใหม่ ขอนแก่น ภูเก็ต ฯลฯ ยังมีระบบขนส่งสาธารณะที่ย่ำแย่หรือแทบไม่มีเลย ยิ่งสนับสนุนให้ผู้คนใช้รถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น

การแก้ไขปัญหาด้วยมุมมองการสร้างถนนเพื่อให้รถมีที่วิ่งก็ยิ่งเป็นการแก้ไขปัญหาอย่างไม่รู้จบ

หากยังไม่การเปลี่ยนแปลงอะไร โครงการของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบทก็จะทับถมเมืองมากขึ้นเรื่อยๆ

เมืองที่รถยนต์เป็นใหญ่ก็ยิ่งเบ่งบานไปพร้อมกับการขยายตัวของประชากร

ขณะที่ระบบขนส่งสาธารณะก็เกิดขึ้นยากขึ้น มีต้นทุนที่สูงขึ้นเรื่อยๆ

ทำให้ผู้เขียนนึกถึงกรุงเทพฯ ในยุคที่ยังไม่มีรถไฟฟ้า ในพื้นที่และเวลาที่เราไม่อาจคำนวณได้อย่างจริงจังว่า เราจะย้ายตัวเองจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งแบบที่กำหนดเวลาได้อย่างจริงจังยังไง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมื่อเชียงใหม่ เอาหน่วยงานสร้างถนนมาแก้รถติด คิดว่าเขาจะใช้วิธีอื่นแก้ปัญหาหรือ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...