อินโดนีเซีย จ่อเก็บ “ภาษีส่งออกทองคำ” สูงสุด 15% ในปี 2569 หวังดันอุตฯ แปรรูป
อินโดนีเซีย จ่อเก็บ "ภาษีส่งออกทองคำ" สูงสุด 15% ในปี 2569 เพื่อผลักดันการผลิตปลายน้ำ ขณะที่ภาคเหมืองและนักลงทุนกังวลต้นทุนเพิ่มอาจฉุดการลงทุนและการผลิตในระยะยาว
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 เวลา 17.40 น. สำนักข่าว Nikkie Asia รายงานว่า อินโดนีเซียเตรียมเก็บภาษีส่งออกทองคำภายในสิ้นปี 2569 หวังกระตุ้นอุตสาหกรรมแปรรูปภายในประเทศ ตามคำกล่าวของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงการคลังเมื่อวันจันทร์
เฟบริโอ นาธาน คาคาริบู อธิบดีด้านยุทธศาสตร์เศรษฐกิจการคลังของกระทรวงการคลัง ระบุในการประชุมกับสภาผู้แทนราษฎรว่าระเบียบการจัดเก็บอากรส่งออกทองคำอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายแล้ว โดยอัตราภาษีที่จะจัดเก็บ จะขึ้นอยู่กับรูปแบบของทองคำ หากราคาทองคำอยู่ระหว่าง 2,800–3,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ อัตราอากรส่งออกจะอยู่ที่ 7.5%–12.5% แต่หากราคาทองคำสูงเกิน 3,200 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ อัตราจะเพิ่มเป็น 10%–15%
กลุ่มทองคำที่ถูกจัดเก็บภาษีในอัตราสูงที่สุด ได้แก่ ทองดอเร (dore), ก้อนทอง (gold nuggets), อินก็อต (ingots) และแท่งหล่อ (cast bars) ส่วนทองแท่งแบบผลิตสำเร็จ (minted bars) จะถูกจัดเก็บในอัตราต่ำที่สุด
ราคาหุ้นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับทองคำปรับตัวลดลงหลังข่าวดังกล่าว เนื่องจากนักลงทุนประเมินผลกระทบต่อกำไร โดยหุ้น Archi Indonesia ลดลง 5.9% และ Merdeka Gold Resources ร่วง 3.5%
ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำอ้างอิงได้พุ่งจากราว 2,565 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ สู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกือบ 4,400 ดอลลาร์ ก่อนจะอ่อนตัวลงราว 5% ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา
ทั้งนี้อินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตทองคำใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก ตามหลังจีนและคาซัคสถานในเอเชีย และปีนี้มีความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับทองคำทั้งด้านสินค้าและตลาดการเงินอย่างคึกคัก
ในเดือนกรกฎาคม ตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซียประกาศว่าจะเปิดตัวกองทุน ETF ทองคำภายในสิ้นปี เพื่อรองรับความต้องการของนักลงทุนที่มองหาการกระจายความเสี่ยง และการเก็บรักษามูลค่าในรูปแบบทองคำสำหรับกองทุนประกัน ภาคบำนาญ และการลงทุนส่วนบุคคล
เดือนกันยายนที่ผ่านมา บริษัท Merdeka Gold Resources ซึ่งอยู่ในเครือ Merdeka Copper Gold Group สามารถระดมทุนได้ 4.66 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 279 ล้านดอลลาร์ ในการทำ IPO ทองคำที่ใหญ่ที่สุดของปี โดยมีคำสั่งซื้อเข้ามามากกว่าจำนวนเสนอขายถึง 4.6 เท่า แสดงถึงความร้อนแรงของกระแสลงทุนทองคำ
เมื่อเดือนที่แล้ว Merdeka Gold Resources เดินหน้าเปิดเหมืองทองคำ Pani บนเกาะสุลาเวสี ซึ่งจะเป็นหนึ่งในเหมืองทองคำที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ บริษัทตั้งเป้าถลุงแร่ 7 ล้านตันต่อปี และผลิตทองคำ 4 ตันต่อปี พร้อมแผนเพิ่มกำลังผลิตเป็น 14 ตันภายในปี 2573
ด้านบริษัท Aneka Tambang ผู้ผลิตทองแท่งรายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซีย ราคาทองคำภายในประเทศพุ่งขึ้นถึง 27,000 รูเปียห์ภายในวันเดียว สู่ระดับ 2,287,000 รูเปียห์ ซึ่งมากกว่าความผันผวนเฉลี่ยต่อวันถึง 10 เท่า
ริซัล คัสลี ประธานสมาคมผู้เชี่ยวชาญเหมืองแร่ของอินโดนีเซีย กล่าวว่า รัฐมีเหตุผลในการเก็บภาษีส่งออกทองคำ เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากรของประเทศ ท่ามกลางความต้องการภายในที่เพิ่มขึ้นจนสูงกว่าปริมาณการผลิต โดยระบุว่าอินโดนีเซียนำเข้าทองคำกว่า 40 ตันต่อปี ในขณะที่การผลิตทองคำในประเทศอยู่ที่ราว 150 ตัน
อย่างไรก็ตาม เฮนดรา ซินาเดีย ประธานสมาคมเหมืองแร่ของอินโดนีเซีย เตือนว่าทองคำแท่งซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ ไม่ควรถูกห้ามส่งออกหรือถูกจัดเก็บภาษีส่งออก
โจชัว พาร์เดเด หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร Permata กล่าวว่า หากนโยบายประสบความสำเร็จ จะช่วยให้ดุลการค้าปรับดีขึ้นจากการส่งออกสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ตามอัตราภาษีที่สูงอาจทำให้ราคาที่ผู้ผลิตได้รับลดลง และซ้ำเติมต้นทุนจากค่าภาคหลวงและค่าธรรมเนียมอื่น ๆ ซึ่งอาจส่งผลให้การลงทุนลดลง โครงการใหม่ล่าช้า และการผลิตหดตัว หากภาระโดยรวมถูกมองว่าสูงเกินไปหรือไม่แน่นอน
นอกจากนี้อินโดนีเซียยังเตรียมรื้อฟื้นการเก็บภาษีส่งออกถ่านหินด้วย แม้ยังอยู่ระหว่างการหารือ โดยคาคาริบูระบุว่านโยบายนี้จะช่วยสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมปลายน้ำและเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับถ่านหินในประเทศ ทั้งที่การเก็บภาษีดังกล่าวเคยถูกยกเลิกไปตั้งแต่ปี 2550
อ้างอิง : asia.nikkei.com