โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ส่องธุรกิจรพ.เอกชน 3.4 แสนล้าน แนวโน้มแข่งแรง เศรษฐกิจซัดโตชะลอตัว

The Bangkok Insight

อัพเดต 16 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. • เผยแพร่ 16 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. • The Bangkok Insight

ธุรกิจรพ.เอกชนของไทยปี 2568 มีแนวโน้มเติบโตชะลอตัวอยู่ที่ 3.2% คิดเป็นมูลค่าราว 3.4 แสนล้านบาท จากแรงกดดันของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว

ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาคทั่วโลก ซึ่งส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และต่อเนื่องไปยังการใช้จ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลของทั้งผู้ป่วยชาวไทยและต่างชาติ

ธุรกิจรพ.เอกชน

สำหรับรายได้จากผู้ป่วยชาวไทยคาดว่าจะเติบโต 3.1% มาอยู่ที่ราว 2.8 แสนล้านบาท ตามภาวะเศรษฐกิจไทยและการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวค่อนข้างต่ำ ซึ่งจะกระทบความต้องการใช้บริการรักษาพยาบาลโดยเฉพาะกลุ่มผู้ชำระเงินเอง แต่ยังได้แรงหนุนจากกลุ่มผู้ใช้ประกันสุขภาพเอกชนและกลุ่มประกันสังคมที่มีแนวโน้มเติบโต

ส่วนรายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติมีแนวโน้มขยายตัวที่ 3.8% ชะลอจากปีที่แล้วมาอยู่ที่ 5.5 หมื่นล้านบาท จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากผลกระทบของมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ, ปัญหาสงครามบริเวณตะวันออกกลาง, การแข็งค่าของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์ รวมถึงระดับราคาน้ำมันที่ลดลง ซึ่งกระทบกำลังซื้อของนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical tourist) โดยเฉพาะจากตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังยืดเยื้อยิ่งส่งผลกระทบต่อการเข้ารับรักษาของผู้ป่วยจากกัมพูชาค่อนข้างมาก โดยรายได้จากชาวกัมพูชาในปี 2567 คิดเป็นสัดส่วนราว 8% ของรายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติ อีกทั้ง นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเที่ยวไทยในช่วง 9 เดือนแรกยังลดลงกว่า 7.5% อย่างไรก็ดี รายได้ผู้ป่วยชาวต่างชาติจะได้อานิสงส์จากฐานรายได้ผู้ป่วยคูเวตที่ค่อนข้างต่ำในครึ่งปีหลังของปี 2567

ขณะที่มาตรการลดค่าครองชีพด้านสุขภาพให้กับประชาชนของกระทรวงพาณิชย์ โดยให้ รพ.เอกชน แจ้งและเปิดเผยราคาค่ายาให้ชัดเจน พร้อมทั้งให้สิทธิผู้ป่วยเลือกซื้อยาจากภายนอก คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อรายได้ รพ.เอกชนค่อนข้างจำกัด เนื่องจากค่ายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์เป็นสินค้าควบคุม อีกทั้ง โรงพยาบาลหลายแห่งได้ให้สิทธิผู้ป่วยรับยาจากภายนอกอยู่ก่อนแล้ว ผู้ป่วยจึงอาจใช้สิทธิเพิ่มขึ้นไม่มากนักโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้ประกันสุขภาพ

ส่วนการขึ้นภาษีนำเข้ายาและเครื่องมือแพทย์ของสหรัฐ คาดว่าจะส่งผลต่อต้นทุนของโรงพยาบาลเอกชนไม่มากนัก เนื่องจากราคายาและเครื่องมือแพทย์ในสหรัฐ มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย โดยบริษัทยารายใหญ่ส่วนมากได้รับการยกเว้นภาษีจากสหรัฐ จากการเข้าไปลงทุนในสหรัฐ ขณะเดียวกัน ไทยก็เตรียมลดภาษีการนำเข้ายา เวชภัณฑ์และเครื่องมือแพทย์จากสหรัฐ เพื่อแลกเปลี่ยนกับการลดภาษีตอบโต้ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบด้านต้นทุนได้บางส่วน

ปุญญภพ ตันติปิฎก

ปี 2569 เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่ำกดดัน รพ.เอกชนโตน้อย

ในปี 2569 รายได้ รพ.เอกชน มีแนวโน้มขยายตัวลดลงเล็กน้อยที่ 3.1% และมีมูลค่า 3.5 แสนล้านบาท จากกลุ่มผู้ป่วยชาวไทยที่ได้รับแรงกดดันจากเศรษฐกิจไทยที่ยังขยายตัวต่ำ ส่วนกลุ่มผู้ป่วยชาวต่างชาติยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่เติบโตใกล้เคียงเดิม

ประกอบกับนักท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ในหลายประเทศที่หดตัวในปี 2025 มีโอกาสกลับเข้ามารับการรักษาเพิ่มขึ้นอย่างเช่น กัมพูชา, คูเวต และจีน หากปัญหาในแต่ละกรณีคลี่คลายลง ซึ่งได้แก่ ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา การปรับนโยบายการส่งผู้ป่วยของรัฐบาลคูเวต และความกังวลด้านความปลอดภัยในไทยของชาวจีน

นอกจากนี้ รายได้ธุรกิจรพ.เอกชนจะได้รับแรงสนับสนุนจากการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged society) ทั่วโลกรวมถึงไทย ประกอบกับแนวโน้มการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่สูงขึ้นทั่วโลก และไทยยังคงเป็นประเทศยอดนิยมสำหรับกลุ่ม Medical tourist ทั่วโลก จากคุณภาพการรักษาพยาบาลที่ได้มาตรฐานสากลและค่ารักษาพยาบาลที่แข่งขันได้

ภาวะการแข่งขันในธุรกิจรพ.เอกชนมีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้น จากการปรับกลยุทธ์ด้านราคาและการออกโปรโมชันเพื่อจูงใจทั้งผู้ป่วยชาวไทยและชาวต่างชาติของผู้ประกอบการเพื่อเร่งดึงดูดผู้ใช้บริการภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่เปราะบาง พร้อมทั้งยังต้องเผชิญกับการแข่งขันกับโรงพยาบาลในระดับนานาชาติในการเจาะตลาดกลุ่ม Medical tourism ทั้งในฝั่งอาเซียนและตะวันออกกลาง

ขณะเดียวกัน หลายเครือโรงพยาบาลยังได้เตรียมเปิดโรงพยาบาลใหม่หรือขยายจำนวนเตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลเดิม ซึ่งส่งผลให้ในช่วงที่ผ่านมาปริมาณเตียงผู้ป่วยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษ EEC รวมถึงหลายเครือโรงพยาบาลยังมีแผนขยายธุรกิจในกลุ่มธุรกิจที่ใกล้เคียงกัน เช่น ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง, บริการเพื่อเจาะกลุ่ม Medical tourism และ Aged society รวมถึงบริการด้านเวลเนส ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องไปยังการแข่งขันแย่งชิงบุคลากรทางการแพทย์โดยเฉพาะในสาขาเฉพาะทาง ซึ่งค่อนข้างขาดแคลนในภาพรวมทั้งประเทศเพิ่มมากขึ้น

3 เทรนด์ที่น่าสนใจของธุรกิจรพ.เอกชน

1. เทรนด์การดูแลสุขภาพให้มีอายุยืนยาว (Longevity) ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคในการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้หันมาใช้บริการด้านเวลเนสมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อาหารเพื่อสุขภาพ, การออกกำลังกาย, การเสริมความงาม, เวชศาสตร์ป้องกัน, การดูแลสุขภาพจิต รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงเวลเนส จึงทำให้ตลาดเวลเนสของไทยมีศักยภาพในการเติบโตอีกค่อนข้างมากในระยะยาว

2. เทรนด์เทคโนโลยีด้านการแพทย์ (Health tech) ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ซึ่งจะช่วยเพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพในการรักษา เช่น การใช้ AI สำหรับการวินิจฉัยโรคหรือการใช้หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด และการช่วยยกระดับการดูแลผู้ป่วย เช่น ระบบระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ (EHR) หุ่นยนต์พยาบาล และ Telemedicine

นอกจากนี้ เทคโนโลยีด้านชีวภาพและยา (Biotech & Pharma) ยังเป็นอีกกลุ่มที่กำลังขยายตัวและสร้างโอกาสในธุรกิจด้านสุขภาพ เช่น กลุ่มโปรตีนทางเลือก, กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและบริการที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ และกลุ่มยาลดน้ำหนัก GLP-1

3. เทรนด์การดูแลสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่า (Value-based care) จากภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัว ประกอบกับค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงส่งผลให้ผู้ป่วยทั่วโลกรวมถึงในไทยมองหาทางเลือกในการรักษาพยาบาลที่คุ้มค่ามากขึ้น

หนึ่งในแนวคิดการรักษาพยาบาลที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นคือ Value-based care ซึ่งเป็นวิธีการรักษาพยาบาลที่อิงผลลัพธ์ทางสุขภาพภายใต้ค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมด้วยการคิดค่าใช้จ่ายแบบเหมาจ่ายต่อโรคหรือเหมาจ่ายต่อหัว (Capitation) แทนการคิดค่าใช้จ่ายแบบเดิมที่คิดตามการรักษาในแต่ละบริการ ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการรักษา ลดต้นทุนจากการใช้บริการที่เกินจำเป็น และทำให้ผู้ป่วยได้รับบริการในราคาที่เหมาะสมมากขึ้น อีกทั้ง แนวคิดนี้ยังช่วยส่งเสริมความยั่งยืนให้แก่ระบบสาธารณสุขไทย โดยช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรด้านสาธารณสุขของประเทศ

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ Value-based care ยังเผชิญความท้าทายในหลายด้าน ทั้งการแบกรับความเสี่ยงทางการเงิน หากผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย, ความซับซ้อนของตัวชี้วัดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ต้องอาศัยฐานข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ, รวมถึงการปรับระบบการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์และการส่งเสริมให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้น

บทความโดย: ปุญญภพ ตันติปิฎก นักวิเคราะห์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC)

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...