รุ่งเจริญ จิวเวลรี่ เตรียมรุกตลาดโลกชูจุดขายแฟชั่นวัตถุมงคล
รุ่งเจริญ จิวเวลรี่ เตรียมแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดโลก ชูจุดแข็งด้านนวัตกรรมการออกแบบวัตถุมงคลภายใต้กลยุทธ์ "Grand Core" พร้อมคุมคุณภาพทองคำระดับสูง และโมเดลธุรกิจ B2B ทั้งในประเทศและต่างประเทศ นำร่องรุกตลาดยุโรปและเอเชียปี 2569
นางสาวน้ำฝน บ่อแก้ว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และนักออกแบบจิวเวลรี่ของรุ่งเจริญ จิวเวลรี่ เผยว่า บริษัทฯ ก่อตั้งขึ้นจากครอบครัวช่างฝีมือผู้บุกเบิกที่อพยพมาจากประเทศจีน ภายใต้ชื่อแรกว่า "โอ้วเซ่งฮวด" ซึ่งเริ่มต้นธุรกิจจากการผลิตเข็มขัดนาค (Pink Gold) เพื่อส่งให้ร้านทองทั่วไป
ในช่วงที่ความนิยมของนาคลดลง ครอบครัวได้ตัดสินใจปรับกลยุทธ์ครั้งสำคัญ โดยเปลี่ยนมาผลิตทองแท้ ทั้งทองคำ 90% และ 100% อาศัยความรู้ดั้งเดิมในการผสมและรีดทอง การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและเติบโตอย่างมั่นคงตลอดระยะเวลากว่า 60 ปีที่ผ่านมา
กลยุทธ์สร้างมูลค่า: ผสานวัตถุมงคลกับดีไซน์ลักชัวรี
จุดแตกต่างที่ทำให้รุ่งเจริญสามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างโดดเด่นคือ 'Grand Core' หรือกลยุทธ์การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุมงคล ผ่านการร่วมมือกับวัดเพื่อนำวัตถุมงคลชื่อดังมาเลี่ยมกรอบทองและออกแบบให้มีความสวยงามทันสมัย เหมาะสมกับผู้บริโภคยุคใหม่ ผลิตภัณฑ์บางชิ้นยังมีการจัดพิธีปลุกเสกเพื่อเสริมความศักดิ์สิทธิ์ โดยเน้นการเชื่อมโยงพลังศรัทธาเข้ากับดีไซน์ที่สามารถสร้างมูลค่าและเป็นเครื่องประดับที่ดึงดูดใจผู้สวมใส่ ตัวอย่างสินค้าซิกเนเจอร์คือ ชุดพระ 12 นักษัตร
นางสาวน้ำฝน ระบุว่า กลยุทธ์นี้ไม่เพียงแต่รักษาไว้ซึ่งคุณค่าดั้งเดิม แต่ยังทำให้วัตถุมงคลไทยสามารถเข้าถึงและเป็นที่ยอมรับในตลาดสากลได้อย่างลงตัว
รุ่งเจริญดำเนินธุรกิจในฐานะโรงงานผลิตโดยตรง (Manufacturer) ด้วยศักยภาพการผลิตสูงสุดถึง 10,000 ชิ้นต่อวัน และมีความยืดหยุ่นในการรับงานสั่งทำพิเศษ (Make to Order/OEM) เพื่อตอบสนองความต้องการเฉพาะของลูกค้า เช่น งานฝังเพชร หรือวัตถุมงคลเฉพาะทาง
โรงงานผลิตที่ควบคุมเองช่วยให้บริษัทฯ สามารถควบคุมคุณภาพของทองคำและราคาขายส่งได้อย่างเต็มที่ โดยใช้ทองคำคุณภาพสูงในระดับ 75%, 80% และ 90% ซึ่งเทียบเท่ามาตรฐานทองคำไทย 96.5% นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังรับประกันทองแท้พร้อมนโยบายรับซื้อคืนตามราคาสมาคม และได้รับใบประกาศ “Buy with Confidence” จากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและลูกค้าโดยตรง
ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ มีความหลากหลายครอบคลุมตั้งแต่:
- กรอบพระทองคำและพระเลี่ยมทองสำเร็จรูปผ่านพิธีปลุกเสก
- วัตถุมงคลดีไซน์เฉพาะ (เช่น ชุดพระ 12 นักษัตร)
- บริการสั่งทำพิเศษ (OEM) โดยมีขั้นต่ำเริ่มต้นที่ 50 ชิ้น
- เครื่องประดับแฟชั่นร่วมสมัย เช่น ต่างหูและสร้อยคอ ที่สามารถปรับน้ำหนักทองเพื่อควบคุมราคาขายให้เหมาะสม
โมเดลธุรกิจหลักของรุ่งเจริญคือการขายแบบ B2B (Business-to-Business) โดยมีทีมขายมืออาชีพ 12 คน ครอบคลุมการดำเนินงานในทุกภูมิภาคของไทย
- ลูกค้าในประเทศ: มีสัดส่วน 50% ลูกค้าหลักคือร้านทองกว่า 300 แห่งทั่วประเทศ
- ลูกค้าต่างประเทศ: มีสัดส่วน 50% ครอบคลุมตลาดหลักในเอเชีย ได้แก่ จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เวียดนาม และสิงคโปร์
นอกจากช่องทาง B2B บริษัทฯ ยังใช้แพลตฟอร์มออนไลน์และโซเชียลมีเดีย (LINE, Instagram, Facebook) เพื่ออำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อและสร้างการรับรู้แบรนด์ไปยังลูกค้าทั้งชาวไทยและต่างประเทศ
สำหรับทิศทางในอนาคต รุ่งเจริญตั้งเป้าหมายที่จะรักษาฐานลูกค้าเดิมควบคู่ไปกับการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ในตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง การเข้าร่วมงาน JGAB 2026 ถือเป็นก้าวสำคัญในการเปิดตลาดใหม่ในภูมิภาคยุโรปและเอเชีย เพื่อให้ลูกค้าต่างชาติได้รับรู้ถึงศักยภาพและเอกลักษณ์ของแบรนด์ไทยที่สามารถผสานศรัทธาและแฟชั่นได้อย่างลงตัว
บริษัทฯ มั่นใจว่าแนวคิด "พลังศรัทธาสู่แฟชั่นที่ทันสมัย" จะเป็นหัวหอกสำคัญในการสร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและผลักดันให้รุ่งเจริญ จิวเวลรี่ เป็นผู้นำในตลาดเครื่องประดับที่พร้อมสร้างแรงดึงดูดในระดับโลกต่อไป