จับสัญญาณ BNPL จากปี 2568 สู่โจทย์หนี้ NPL ในปี 2569
จากผลสำรวจของ SCB EIC Consumer Survey 2025 ซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,631 คน พบว่าครัวเรือนไทยส่วนใหญ่กำลังตกอยู่ในภาวะเปราะบางทางการเงินอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะสัญญาณ BNPL ที่จะเป็นโจทย์หนี้ปี 2569 เมื่อวงรอบการผ่อนสั้นๆ ในภาวะเศรษฐกิจที่อาจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จึงเริ่มหมุนเงินไม่ทันนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ (NPL) ที่ธปท.กำลังจับตารายได้โตไม่ทันรายจ่าย: ต้นตอของความเปราะบาง
SCB EIC เผยว่า สภาวะการณ์ทางการเงินในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคกว่า 70% มีรายได้เท่าเดิมหรือลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่กว่า 90% กลับเผชิญกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นหรือเท่าเดิม ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าราว 1 ใน 3 ของผู้บริโภคกำลังประสบปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย
โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย (ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน) ซึ่งเกือบ 60% ระบุว่ามีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายอย่างไรก็ตาม สัญญาณอันตรายนี้เริ่มลามไปสู่กลุ่มผู้มีรายได้สูง (มากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน) ซึ่ง 1 ใน 5 เริ่มรู้สึกว่าการชำระหนี้ในแต่ละเดือนกลายเป็นปัญหา, วิกฤตหนี้สิน จากกลุ่มล่างสู่กลุ่มบน
ภาระหนี้กำลังกลายเป็นข้อจำกัดหลักของการบริโภค ผลสำรวจระบุว่า กลุ่มรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ราว 1 ใน 3 มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) สูงกว่า 60% ซึ่งถือเป็นระดับที่เสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้สูง
สิ่งที่น่าจับตามอง คือ ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มฐานล่างอีกต่อไป แต่กำลังกระจายตัวไปยังกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง แม้ในปัจจุบันคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะยังชำระหนี้ได้ตามปกติ แต่เริ่มมีความกังวลต่อภาระหนี้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้กู้ที่มีอายุน้อย (ต่ำกว่า 40 ปี) และผู้ที่มีภาระหนี้หลายประเภทพร้อมกัน
สินเชื่อดิจิทัลและ BNPL ความสะดวกที่มาพร้อมความเสี่ยง
การเข้าถึงสินเชื่อในปัจจุบันทำได้ง่ายขึ้นผ่านผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ เช่น Buy Now Pay Later (BNPL) และสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชัน บริการเหล่านี้มีสัดส่วนผู้ใช้งานถึง 25% ซึ่งสูงกว่าการใช้บัตรกดเงินสดเสียอีก
แม้ BNPL จะช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยหรือประวัติเครดิตไม่ดีเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นจากกฎเกณฑ์ที่ผ่อนคลาย แต่ความสะดวกนี้กลับแลกมาด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ผลสำรวจพบว่า 60% ของผู้เข้าถึงสินเชื่อดิจิทัลยอมรับว่าตนเองใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและกว่า 2 ใน 3 ตระหนักว่าสิ่งนี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นหนี้ในอนาคต ที่สำคัญคือ ผู้ใช้ BNPL ราว 1 ใน 3 มีค่า DSR สูงกว่า 60% และมีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้สูงกว่ากลุ่มที่ใช้สินเชื่อประเภทอื่นอย่างมีนัยสำคัญ,
ความเชื่อมั่นที่ลดต่ำลงและการชะลอการใช้จ่ายก้อนใหญ่
EIC ระบุด้วยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการชำระหนี้เป็นอันดับแรกหากได้รับเงินก้อนพิเศษ
สำหรับแนวโน้มในปี 2026 ผู้บริโภคกว่า 60% ระบุว่า ไม่มีแผนที่จะซื้อที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์ อุปสรรคสำคัญมาจากความกังวลเรื่องรายได้ในอนาคต ภาระหนี้สินที่มีอยู่เดิม และอัตราดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้นจนเกินความสามารถในการผ่อนชำระ (Affordability)
SCB EIC เผยทางออกต้องดำเนินการควบคู่กัน ปรับปรุง แก้ไขหนี้เดิม และ ป้องกัน การเกิดหนี้ใหม่ที่เกินจำเป็น
1. ปรับปรุงแก้ไขหนี้เดิม
ภาครัฐ มีบทบาทช่วยกลุ่มรายได้น้อยแบบ Targeted เพื่อลดรายจ่าย เสริมสภาพคล่อง และเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ชำระหนี้ต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปิดหนี้ไว พร้อมจัดตั้งคลินิกหนี้แบบ One-stop รวมที่ปรึกษา-รวมหนี้-รวมแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญอำนวยความสะดวกการแก้หนี้สถาบันการเงิน ควรได้แรงจูงใจให้ “ป้องกันหนี้เป็น NPL” และดึงหนี้นอกระบบเข้ามาในระบบ
ภาคธุรกิจ สนับสนุนสวัสดิการ Employee Financial Wellbeing เพื่อช่วยเหลือพนักงานให้มีวินัยทางการเงินและสุขภาพการเงินที่ดีขึ้น
ลูกหนี้ วางแผนชำระหนี้ ตั้งเพดาน DSR และปรับพฤติกรรมใช้จ่ายให้เป็นระบบ หลีกเลี่ยงการใช้สินเชื่อหลายประเภทที่เข้าถึงง่ายเกินความจำเป็น
2. ป้องกันการเกิดหนี้ใหม่เกินจำเป็น
ภาครัฐ เสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการปล่อยสินเชื่อเกินความจำเป็น โดยการผลักดันให้ผู้ให้สินเชื่อทั้งหมดเข้าร่วมเป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) เพื่อให้ผู้ให้บริการ/สถาบันทางการเงินมีข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับภาระหนี้โดยรวมของผู้กู้มากขึ้น ตลอดจนปรับมาตรการควบคุมความเสี่ยงระดับมหภาค (Macroprudential) เพื่อกำหนดเพดานหนี้โดยรวมแต่ละราย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Consumer Loans) และบังคับใช้กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภทอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันการสะสมหนี้ครัวเรือนที่มากเกินกว่าความสามารถผู้กู้
ควบคู่กับเพิ่มภูมิคุ้มกันทางการเงินส่วนบุคคลและครัวเรือน พัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) เพื่อเพิ่มรายได้ และจัดหาสวัสดิการพื้นฐาน เพื่อลดแรงจูงใจในการก่อหนี้ และป้องกันไม่ให้กลับมาอยู่ในวงจรหนี้อีก นอกจากนี้ จำเป็นต้องมีการควบคุมการโฆษณาสินเชื่อดอกเบี้ยสูงอย่างเหมาะสม พร้อมบังคับเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริงเพื่อความโปร่งใส ผลักดันสินเชื่อที่คิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงลูกหนี้แต่ละราย (Risk-based pricing) ให้ปฏิบัติได้จริง และผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลให้สอดคล้อง เพื่อให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น
- ผู้ให้บริการและสถาบันการเงิน ยึดหลักการปล่อยกู้แบบรับผิดชอบ จำกัดภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) และบริหารหนี้เสียอย่างมีระบบ
- ผู้ค้าปลีก ใช้ช่องทางชำระ BNPL อย่างมีระบบร่วมกับผู้ให้บริการ BNPL ที่มีระบบบริหารจัดการหนี้เสีย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสภาพคล่องธุรกิจในระยะยาว
- ลูกหนี้ เพิ่มรายได้ และสร้างนิสัยออม เพื่อเป็นกันชนรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (BNPL) เป็นหนึ่งเทรนด์ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ภายใต้การนำของ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กำลังเกาะติดเทรนด์หลังพบการเติบโตแบบก้าวกระโดดจนเริ่มส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และเตรียมหาช่องทางกฎหมายดึงเข้าระบบกำกับดูแลในปี 2569 นี้
อ้างอิง : www.scbeic.com