โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับสัญญาณ BNPL จากปี 2568 สู่โจทย์หนี้ NPL ในปี 2569

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 ธ.ค. 2568 เวลา 15.32 น. • เผยแพร่ 04 ม.ค. เวลา 01.00 น.

จากผลสำรวจของ SCB EIC Consumer Survey 2025 ซึ่งสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,631 คน พบว่าครัวเรือนไทยส่วนใหญ่กำลังตกอยู่ในภาวะเปราะบางทางการเงินอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะสัญญาณ BNPL ที่จะเป็นโจทย์หนี้ปี 2569 เมื่อวงรอบการผ่อนสั้นๆ ในภาวะเศรษฐกิจที่อาจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ จึงเริ่มหมุนเงินไม่ทันนำไปสู่การผิดนัดชำระหนี้ (NPL) ที่ธปท.กำลังจับตารายได้โตไม่ทันรายจ่าย: ต้นตอของความเปราะบาง

SCB EIC เผยว่า สภาวะการณ์ทางการเงินในปัจจุบันสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคกว่า 70% มีรายได้เท่าเดิมหรือลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่กว่า 90% กลับเผชิญกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้นหรือเท่าเดิม ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าราว 1 ใน 3 ของผู้บริโภคกำลังประสบปัญหารายได้โตช้ากว่ารายจ่าย

โดยเฉพาะกลุ่มที่มีรายได้น้อย (ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อเดือน) ซึ่งเกือบ 60% ระบุว่ามีรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายอย่างไรก็ตาม สัญญาณอันตรายนี้เริ่มลามไปสู่กลุ่มผู้มีรายได้สูง (มากกว่า 100,000 บาทต่อเดือน) ซึ่ง 1 ใน 5 เริ่มรู้สึกว่าการชำระหนี้ในแต่ละเดือนกลายเป็นปัญหา, วิกฤตหนี้สิน จากกลุ่มล่างสู่กลุ่มบน

ภาระหนี้กำลังกลายเป็นข้อจำกัดหลักของการบริโภค ผลสำรวจระบุว่า กลุ่มรายได้น้อยกว่า 30,000 บาทต่อเดือน ราว 1 ใน 3 มีสัดส่วนภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) สูงกว่า 60% ซึ่งถือเป็นระดับที่เสี่ยงต่อการผิดนัดชำระหนี้สูง

สิ่งที่น่าจับตามอง คือ ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่กลุ่มฐานล่างอีกต่อไป แต่กำลังกระจายตัวไปยังกลุ่มรายได้ปานกลางถึงสูง แม้ในปัจจุบันคนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะยังชำระหนี้ได้ตามปกติ แต่เริ่มมีความกังวลต่อภาระหนี้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้กู้ที่มีอายุน้อย (ต่ำกว่า 40 ปี) และผู้ที่มีภาระหนี้หลายประเภทพร้อมกัน

สินเชื่อดิจิทัลและ BNPL ความสะดวกที่มาพร้อมความเสี่ยง

การเข้าถึงสินเชื่อในปัจจุบันทำได้ง่ายขึ้นผ่านผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ เช่น Buy Now Pay Later (BNPL) และสินเชื่อผ่านแอปพลิเคชัน บริการเหล่านี้มีสัดส่วนผู้ใช้งานถึง 25% ซึ่งสูงกว่าการใช้บัตรกดเงินสดเสียอีก

แม้ BNPL จะช่วยให้ผู้มีรายได้น้อยหรือประวัติเครดิตไม่ดีเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นจากกฎเกณฑ์ที่ผ่อนคลาย แต่ความสะดวกนี้กลับแลกมาด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ผลสำรวจพบว่า 60% ของผู้เข้าถึงสินเชื่อดิจิทัลยอมรับว่าตนเองใช้จ่ายเพิ่มขึ้นและกว่า 2 ใน 3 ตระหนักว่าสิ่งนี้จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นหนี้ในอนาคต ที่สำคัญคือ ผู้ใช้ BNPL ราว 1 ใน 3 มีค่า DSR สูงกว่า 60% และมีแนวโน้มผิดนัดชำระหนี้สูงกว่ากลุ่มที่ใช้สินเชื่อประเภทอื่นอย่างมีนัยสำคัญ,
ความเชื่อมั่นที่ลดต่ำลงและการชะลอการใช้จ่ายก้อนใหญ่

EIC ระบุด้วยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับการชำระหนี้เป็นอันดับแรกหากได้รับเงินก้อนพิเศษ

สำหรับแนวโน้มในปี 2026 ผู้บริโภคกว่า 60% ระบุว่า ไม่มีแผนที่จะซื้อที่อยู่อาศัยหรือรถยนต์ อุปสรรคสำคัญมาจากความกังวลเรื่องรายได้ในอนาคต ภาระหนี้สินที่มีอยู่เดิม และอัตราดอกเบี้ยที่อาจสูงขึ้นจนเกินความสามารถในการผ่อนชำระ (Affordability)

SCB EIC เผยทางออกต้องดำเนินการควบคู่กัน ปรับปรุง แก้ไขหนี้เดิม และ ป้องกัน การเกิดหนี้ใหม่ที่เกินจำเป็น

1. ปรับปรุงแก้ไขหนี้เดิม

ภาครัฐ มีบทบาทช่วยกลุ่มรายได้น้อยแบบ Targeted เพื่อลดรายจ่าย เสริมสภาพคล่อง และเร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้ที่ยังมีศักยภาพ พร้อมสร้างแรงจูงใจให้ชำระหนี้ต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถปิดหนี้ไว พร้อมจัดตั้งคลินิกหนี้แบบ One-stop รวมที่ปรึกษา-รวมหนี้-รวมแนวทางการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้เป็นกลไกสำคัญอำนวยความสะดวกการแก้หนี้สถาบันการเงิน ควรได้แรงจูงใจให้ “ป้องกันหนี้เป็น NPL” และดึงหนี้นอกระบบเข้ามาในระบบ

ภาคธุรกิจ สนับสนุนสวัสดิการ Employee Financial Wellbeing เพื่อช่วยเหลือพนักงานให้มีวินัยทางการเงินและสุขภาพการเงินที่ดีขึ้น
ลูกหนี้ วางแผนชำระหนี้ ตั้งเพดาน DSR และปรับพฤติกรรมใช้จ่ายให้เป็นระบบ หลีกเลี่ยงการใช้สินเชื่อหลายประเภทที่เข้าถึงง่ายเกินความจำเป็น

2. ป้องกันการเกิดหนี้ใหม่เกินจำเป็น

ภาครัฐ เสริมสร้างกลไกการกำกับดูแลเพื่อป้องกันการปล่อยสินเชื่อเกินความจำเป็น โดยการผลักดันให้ผู้ให้สินเชื่อทั้งหมดเข้าร่วมเป็นสมาชิกของบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (NCB) เพื่อให้ผู้ให้บริการ/สถาบันทางการเงินมีข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับภาระหนี้โดยรวมของผู้กู้มากขึ้น ตลอดจนปรับมาตรการควบคุมความเสี่ยงระดับมหภาค (Macroprudential) เพื่อกำหนดเพดานหนี้โดยรวมแต่ละราย โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อการบริโภคที่ไม่มีหลักประกัน (Unsecured Consumer Loans) และบังคับใช้กับผู้ให้บริการทางการเงินทุกประเภทอย่างเท่าเทียม เพื่อป้องกันการสะสมหนี้ครัวเรือนที่มากเกินกว่าความสามารถผู้กู้

ควบคู่กับเพิ่มภูมิคุ้มกันทางการเงินส่วนบุคคลและครัวเรือน พัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) เพื่อเพิ่มรายได้ และจัดหาสวัสดิการพื้นฐาน เพื่อลดแรงจูงใจในการก่อหนี้ และป้องกันไม่ให้กลับมาอยู่ในวงจรหนี้อีก นอกจากนี้ จำเป็นต้องมีการควบคุมการโฆษณาสินเชื่อดอกเบี้ยสูงอย่างเหมาะสม พร้อมบังคับเปิดเผยต้นทุนที่แท้จริงเพื่อความโปร่งใส ผลักดันสินเชื่อที่คิดอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงลูกหนี้แต่ละราย (Risk-based pricing) ให้ปฏิบัติได้จริง และผ่อนคลายเกณฑ์การกำกับดูแลให้สอดคล้อง เพื่อให้กลุ่มเปราะบางเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น

  • ผู้ให้บริการและสถาบันการเงิน ยึดหลักการปล่อยกู้แบบรับผิดชอบ จำกัดภาระหนี้ต่อรายได้ (DSR) และบริหารหนี้เสียอย่างมีระบบ
    • ผู้ค้าปลีก ใช้ช่องทางชำระ BNPL อย่างมีระบบร่วมกับผู้ให้บริการ BNPL ที่มีระบบบริหารจัดการหนี้เสีย เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสภาพคล่องธุรกิจในระยะยาว
    • ลูกหนี้ เพิ่มรายได้ และสร้างนิสัยออม เพื่อเป็นกันชนรองรับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (BNPL) เป็นหนึ่งเทรนด์ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)ภายใต้การนำของ วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. กำลังเกาะติดเทรนด์หลังพบการเติบโตแบบก้าวกระโดดจนเริ่มส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน และเตรียมหาช่องทางกฎหมายดึงเข้าระบบกำกับดูแลในปี 2569 นี้

อ้างอิง : www.scbeic.com

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...