โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รัฐฯสั่งลุยรับมือภัยพิบัติเชิงรุก เหนือ-กลางตั้งศูนย์ 24 ชม. รับฝนหนัก-น้ำท่วม-ภัยแล้ง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
รัฐบาลเดินหน้ารับมือภัยพิบัติเชิงรุก สั่งทุกจังหวัดภาคเหนือ-กลางเตรียมพร้อมรับมือทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และภัยแล้ง

รัฐบาลเดินหน้าปรับรูปแบบการบริหารจัดการภัยพิบัติเป็นเชิงรุก สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับมือสภาพอากาศแปรปรวน ทั้งฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และภัยแล้ง โดยกำชับทุกพื้นที่บูรณาการกำลังคน เครื่องจักร และเทคโนโลยี พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก

นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคเหนือ สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับรูปแบบการทำงานเข้าสู่การบริหารจัดการเชิงรุก เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่มีความแปรปรวนมากขึ้น

จากการประเมินสถานการณ์ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ภาคเหนือกำลังเผชิญความเสี่ยงแบบทับซ้อน ทั้งฝนตกหนักที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ขณะเดียวกันบางพื้นที่ยังมีความเสี่ยงด้านภัยแล้ง จึงกำชับให้ทุกจังหวัดเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ย่อย พร้อมสแตนด์บายกำลังคน เครื่องจักรกล และรถสูบน้ำ ให้สามารถเข้าปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง

หากพื้นที่ใดมีทรัพยากรไม่เพียงพอ ให้ประสานกำลังทหารและศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตเข้าช่วยเหลือทันที เพื่อให้การรับมือสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่เกิดความล่าช้า

นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำให้จังหวัดประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า หากพบว่าพื้นที่มีความเสี่ยงภัยในระดับสูง สามารถพิจารณาใช้เงินทดรองราชการกรณีฉุกเฉินได้ทันที เพื่อบรรเทาความเสียหายล่วงหน้า โดยไม่ให้ระเบียบหรือขั้นตอนทางราชการเป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือประชาชน และหากสถานการณ์รุนแรงจนต้องอพยพ ให้จัดลำดับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก

ขณะเดียวกัน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เรียกประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางเป็นครั้งแรก เพื่อติดตามการเตรียมความพร้อมและกำหนดแนวทางรับมือสถานการณ์ภัยพิบัติในพื้นที่

นายเอกนิติระบุว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งระดับภูมิภาค เพื่อกำกับดูแลการบริหารจัดการตลอดช่วงฤดูกาล โดยมุ่งยกระดับและรวมศูนย์การทำงานให้มีเอกภาพ ลดขั้นตอนการสั่งการ และตัดความซ้ำซ้อนเมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติ

สำหรับภาคกลางถือเป็นพื้นที่สำคัญ เนื่องจากเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำและเป็นพื้นที่รับน้ำหลากจากภาคเหนือก่อนระบายลงสู่ทะเล ขณะเดียวกันยังเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งพื้นที่เกษตรกรรม เขตอุตสาหกรรม และชุมชนที่มีประชากรหนาแน่น ทำให้ต้องเฝ้าระวังทั้งปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยเฉพาะการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและภาคการเกษตร

ที่ประชุมจึงกำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินมาตรการอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ ไปจนถึงการฟื้นฟูเยียวยาหลังเกิดภัย

ในระยะเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ ให้บูรณาการข้อมูลและเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หรือ GISTDA สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมชลประทาน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อจัดทำแผนที่ความเสี่ยง หรือ Risk Map ทั้งด้านอุทกภัยและภัยแล้ง

ข้อมูลดังกล่าวจะนำมาใช้ประเมินจุดเสี่ยงแบบเรียลไทม์ และพัฒนาระบบเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพื่อให้แต่ละจังหวัดสามารถนำข้อมูลไปวางแผนบริหารจัดการได้ตรงกับสภาพพื้นที่ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการแจ้งเตือนภัยให้ประชาชนได้อย่างทันท่วงที

ขณะเดียวกัน ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์จังหวัด ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางบูรณาการกำลังจากทหาร ตำรวจ ฝ่ายพลเรือน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อร่วมกันป้องกันและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ พร้อมประสานความร่วมมือกับภาคประชาชนในการจัดทำแผนเผชิญเหตุ โดยให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก

ด้านกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เตรียมจัดตั้งและบริหารจัดการศูนย์พักพิงชั่วคราวให้มีจำนวนเพียงพอและเหมาะสมกับสถานการณ์ ขณะที่ด้านสาธารณสุข กำชับให้โรงพยาบาลและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่เตรียมยา เวชภัณฑ์ และบุคลากรทางการแพทย์ให้พร้อมดูแลประชาชนตลอด 24 ชั่วโมง

สำหรับพื้นที่เศรษฐกิจ เขตอุตสาหกรรม และแหล่งท่องเที่ยว ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการป้องกันผลกระทบจากทั้งอุทกภัยและภัยแล้งอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความต่อเนื่องของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและป้องกันไม่ให้ภัยพิบัติกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ

ส่วนมาตรการฟื้นฟูและเยียวยาหลังเกิดภัย ให้จังหวัดเร่งสำรวจความเสียหายและดำเนินการจ่ายเงินช่วยเหลือประชาชนอย่างรวดเร็ว ทั่วถึง และเป็นธรรม โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ลดขั้นตอน และลดภาระของประชาชน เพื่อให้การฟื้นฟูหลังเกิดภัยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงที

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...