โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ช็อกโกแลตยังแพงต่อ แม้ต้นทุนวัตถุดิบร่วง 34% เหตุผู้ผลิตดัน ‘ช็อกโกแลตดูไบ’ สินค้าพรีเมียมแทนลดราคา

THE STANDARD

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
ช็อกโกแลตยังแพงต่อ แม้ต้นทุนวัตถุดิบร่วง 34% เหตุผู้ผลิตดัน ‘ช็อกโกแลตดูไบ’ สินค้าพรีเมียมแทนลดราคา

แม้ราคาโกโก้ในตลาดโลกจะปรับตัวลดลงแล้วกว่า 34% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังเคยพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในช่วงปลายปี 2024 แต่ราคาของช็อกโกแลตอาจยังไม่ลดลงเร็วๆ นี้

โดยผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่ของโลกอย่าง Barry Callebaut, Lindt และ Nestlé ต่างระบุว่า ต้นทุนโกโก้ที่พุ่งขึ้นในช่วงก่อนหน้ายังคงกดดันผลประกอบการ แม้ราคาวัตถุดิบจะเริ่มผ่อนคลาย แต่บริษัทส่วนใหญ่ยังไม่เลือกใช้กลยุทธ์ลดราคา แต่หันไปผลักดันสินค้าพรีเมียมและสินค้าใหม่ที่กำลังเป็นกระแส เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภคแทน

ปัจจุบันสัญญาซื้อขายล่วงหน้าโกโก้อยู่ที่ประมาณ 5,327 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ลดลง 34% จากปีก่อน หลังเคยทะยานขึ้นเกือบ 12,000 ดอลลาร์ต่อตัน ในช่วงปลายปี 2024 ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับราคาโกโก้ที่เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 2,000-3,000 ดอลลาร์ต่อตัน ตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม การปรับลดลงของราคาโกโก้ยังไม่ถูกสะท้อนออกมายังราคาช็อกโกแลต เนื่องจากผู้ผลิตยังต้องรับภาระต้นทุนจากการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า (Hedging) รวมถึงแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่ยังอยู่ในระดับสูง

‘เอลนีโญ’ และ ‘ภาวะโลกรวน’ สาเหตุราคาโกโก้ดีดตัวสูง

สาเหตุที่ทำให้ราคาโกโก้พุ่งขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มาจากผลผลิตโกโก้ที่ลดลงอย่างหนักในแอฟริกาตะวันตก โดยเฉพาะ โกตดิวัวร์และกานา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตโกโก้ราว 60-70% ของผลผลิตโกโก้ทั่วโลก

ปัจจัยสำคัญคือปรากฏการณ์ เอลนีโญ (El Niño) ที่ทำให้ภูมิภาคดังกล่าวเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด แห้งแล้ง และฝนตกไม่สม่ำเสมอ ส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย ขณะที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งทำให้ปี 2024 กลายเป็นปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ ยิ่งซ้ำเติมปัญหาด้านอุปทานของตลาดโกโก้

แม้ Barry Callebaut จะมองว่าเอลนีโญอาจกลับมาส่งผลกระทบอีกครั้งในช่วงปี 2026-2027 แต่บริษัทประเมินว่าตลาดโกโก้ในฤดูกาลผลิต 2025-2026 จะมีผลผลิตส่วนเกินมากพอที่จะเป็น ‘กันชน’ ลดความเสี่ยงจากภาวะขาดแคลน แตกต่างจากสถานการณ์ในปี 2023-2024

ต้นทุนพุ่ง อุปทานผันผวน โจทย์ใหญ่ผู้ประกอบการ

Lindt เปิดเผยว่า การปรับขึ้นราคาสินค้าเฉลี่ย 11.8% ในช่วงครึ่งปีแรก ส่งผลให้ยอดขายช็อกโกแลตร่วงลง 7.5% เนื่องจากผู้บริโภคลดการซื้อสินค้า

โดย Adalbert Lechner ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ Lindt กล่าวว่า ราคาโกโก้ที่ทำสถิติสูงสุดทำให้อุตสาหกรรมต้องปรับขึ้นราคาสินค้าในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ขณะที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และกำลังซื้อที่อ่อนแอ ยิ่งกดดันความต้องการบริโภค

นอกจากนี้ Lechner ยังระบุว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อธุรกิจ Travel Retail ของบริษัท หลังนักท่องเที่ยวจากเอเชียและตะวันออกกลางเดินทางเข้ายุโรปลดลง ขณะที่ก่อนหน้านี้มาตรการภาษีตอบโต้ (tariff) ของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยังสร้างความผันผวนต่อห่วงโซ่อุปทานและราคาโกโก้ในระยะสั้นอีกด้วย

ด้าน Barry Callebaut ระบุว่า แม้ผู้บริโภคทั่วโลกซื้อช็อกโกแลตลดลง 4.4% แต่ยอดขายของบริษัทกลับเติบโต 5.7% ในไตรมาสล่าสุด ขณะที่ยอดขายโกโก้เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยเพิ่มขึ้น 18% ในไตรมาสที่ผ่านมา

ส่วน Nestlé เปิดเผยว่า ต้นทุนโกโก้และกาแฟที่สูงขึ้นส่งผลให้กำไรจากการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรกลดลง 2.8% แต่คาดว่าอัตรากำไรจะทยอยฟื้นตัวตามทิศทางราคาโกโก้ที่ลดลง

ขณะที่นักวิเคราะห์ของ UBS ประเมินว่า Lindt อาจประหยัดต้นทุนได้สูงถึง 500 ล้านฟรังก์สวิส หลังทำสัญญาซื้อขายโกโก้ล่วงหน้าสำหรับปี 2027 ในระดับราคาที่เอื้ออำนวย

ดัน ‘Dubai Chocolate’ แทนลดราคา

แทนที่จะลดราคาสินค้า ผู้ผลิตช็อกโกแลตกลับเลือกเพิ่มมูลค่าให้แบรนด์ผ่านสินค้าใหม่และการตลาดบนโซเชียลมีเดีย โดยหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ‘Dubai Chocolate’ ซึ่ง Lindt เปิดตัวในช่วงปลายปี 2024 เพื่อเกาะกระแสไวรัลบนโลกออนไลน์

ปัจจุบันกระแสดังกล่าวขยายไปยังผู้ค้าปลีกรายใหญ่หลายราย ตั้งแต่ Walmart, Trader Joe’s, Shake Shack ไปจนถึง Harrods

โดย Lechner ซีอีโอของ Lindt ระบุว่า ความสำเร็จของ Dubai Chocolate สะท้อนให้เห็นว่าโซเชียลมีเดียกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการรับรู้และกระตุ้นความต้องการซื้อของผู้บริโภครุ่นใหม่ พร้อมยืนยันว่าบริษัทจะเพิ่มการลงทุนด้านการตลาดดิจิทัลมากขึ้น

เพิ่มลงทุน Digital Marketing ประคองกระแสช็อกโกแลตพรีเมียม

เช่นเดียวกันกับ Philipp Navratil ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Nestlé ที่ระบุว่า Nestlé เตรียมปรับกลยุทธ์การตลาดให้ ‘ดิจิทัลมากขึ้น โซเชียลมากขึ้น และสนุกมากขึ้น’ พร้อมเพิ่มการใช้ Influencer Marketing เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงวิธีการเสพสื่อและการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภครุ่นใหม่

แม้ Lindt จะมีการปรับลดราคาสินค้าบางรายการลง ในตลาดสำคัญอย่างเยอรมนีและสวิตเซอร์แลนด์ช่วงเทศกาลคริสต์มาส แต่โดยรวมแล้ว ผู้ผลิตรายใหญ่ยังคงให้น้ำหนักกับการพัฒนาสินค้าพรีเมียม การขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ และการสร้างกระแสผ่านโซเชียลมีเดีย มากกว่าการแข่งขันด้านราคา เพื่อรักษาอัตรากำไรและภาพลักษณ์ของแบรนด์ในระยะยาว

ภาพ: New Africa / Shutterstock

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...