โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ไทยจะโดนไปด้วยไหม? ทรัมป์ขู่คว่ำบาตรทุกชาติ ลั่น “เลิกช่วยอิหร่านซะ!”

Amarin TV

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ทรัมป์ส่งออกไปยังทั่วโลกผ่าน Trurth Social หลังข้อตกลงหยุดยิง 60 วันได้สิ้นสุดลงโดยไร้ทางออกที่ชัดเจน

“ใครเกี่ยวข้องกับอิหร่านไม่ว่าจะทางไหนก็ตาม เตรียมตัวไว้ให้ดี” นี่คือข้อความขู่จากโดนัลด์ ทรัมปื ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ส่งออกไปยังทั่วโลกผ่าน Trurth Social หลังข้อตกลงหยุดยิง 60 วันได้สิ้นสุดลงโดยไร้ทางออกที่ชัดเจน

สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า นี่ไม่ใช่ไม่ใช่การกดดันประเทศเป้าหมายเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นการกดดันทุกประเทศที่เกี่ยวข้องกับประเทศเป้าหมาย พูดง่าย ๆ ว่านี่อาจไม่ใช่สงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านอีกต่อไป แต่เป็นสงครามที่ขยายสนามรบทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุมทั้งระบบการค้า และการเงินโลก

จุดเปลี่ยนจากการหยุดยิงสิ้นสุดลง

ความตึงเครียดรอบใหม่นี้เกิดขึ้นหลังข้อตกลงหยุดยิงระยะเวลา 60 วันระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านสิ้นสุดลงเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยยังไร้ทางออกที่จะยุติสงครามนี้ ทรัมป์จึงหันมาใช้เครื่องมือที่สหรัฐฯ ถนัดที่สุดอย่างหนึ่งคือ “การคว่ำบาตรโดยใช้อำนาจทางเศรษฐกิจ”

ทรัมป์ประกาศว่า จะใช้มาตรการลงโทษอย่างรุนแรงต่อประเทศไหนก็ตามที่ให้ความช่วยเหลือ หรือทำธุรกิจใด ๆ กับอิหร่าน พร้อมใช้คำเรียกการเคลื่อนไหวนี้ว่าเป็น “economic D-Day” หรือวันเปิดฉากปฏิบัติการทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่

ทรัมป์เผยทาง Truth Social ว่า“ประเทศไหนก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกับอิหร่านไม่ว่าด้านใดก็ตาม จะต้องเจอกับมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงที่สุด" และยังกล่าวเสริมว่า “ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบขนส่งน้ำมัน, การทำธุรกรรมแลกเปลี่ยน, การโอนเงินสด, สำนักงานแลกเปลี่ยนเงินตรา, การจดทะเบียนเรือ หรือบริษัทบังหน้าจะหยุดเดี๋ยวนี้ คุณรู้ตัวดีว่าผมหมายถึงใคร”

จริง ๆ แล้ว แนวทางดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากปฏิบัติการ “ Operation Economic Fury” ซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่เดือนเมษายน โดยมีเป้าหมายตัดช่องทางทางการเงิน และการค้าของอิหร่าน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร บริษัทต่างชาติ เครือข่ายส่งน้ำมัน หรือธุรกรรมที่ช่วยให้อิหร่านยังสามารถเข้าถึงรายได้จากต่างประเทศได้ สิ่งนี้สะท้อนว่าเป้าหมายทรัมป์ไม่ได้อยู่แค่การคว่ำบาตร แต่คือการทำให้อิหร่านถูกตัดขาดจากระบบเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นระบบ

ปิดทุกท่อน้ำเลี้ยง บีบให้อิหร่านยอมแพ้?

หากมองอีกมุม นี่คือการลดศักยภาพเศรษฐกิจของอิหร่าน เพราะเห็นได้ชัดว่าการโจมตีทางทหารเพียงอย่างเดียวอาจไม่พออีกต่อไป เพราะถ้าอิหร่านยังสามารถขายน้ำมัน รับเงิน โอนเงิน ใช้บริษัทบังหน้า หรือเข้าถึงเครือข่ายการเงินระหว่างประเทศได้ รัฐบาลอิหร่านก็ยังทรัพยากรเพียงพอในการดำเนินนโยบาย และสนับสนุนกิจกรรมทางทาหรต่อไป ดังนั้นสิ่งที่สหรัฐฯ พยายามทำคือ“การปิดทุกประตูพร้อมกัน” ตั้งแต่การลอบส่งน้ำมัน ธุรกรรมแลกเปลี่ยนเงิน การโอนเงินสด บริษัทตัวกลาง ไปจนถึงการจดทะเบียนเรือ

ตัวอย่างสำคัญเลยคือ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE เพราะได้มีรายงานออกมาว่า รัฐบาลเอมิเรตส์ได้ตักความสัมพันธ์ทางการเงิน และเศรษฐกิจกับอิหร่านหลังตรวจพบภัยคุกคามความมั่นคงจากขีปนาวุธที่เชื่อมโยงกับอิหร่าน

นี่จึงเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า สหรัฐฯ มองว่า ศูนย์กลางทางการเงิน และการค้าของภูมิภาคอ่าวอาหรับอาจถูกใช้เป็นช่องทางให้บริษัทบังหน้า และเป็นเครือข่ายตัวกลางที่ช่วยให้อิหร่านหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร ซึ่งช่องทางเหล่านี้ถูกปิดลง อิหร่านจะไม่ได้เผชิญเพียงแรงกดดันจากสหรัฐฯ แต่จะเริ่มถูกตัดออกจากโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศรอบข้างด้วย

แต่การบีบอิหร่าน อาจหมายถึงการกำลังบีบทั้งโลก

ยังไงอิหร่านก็ไม่ได้อยู่ในระบบเศรษฐกิจโลกคนเดียว ทำให้ทุกครั้งที่สหรัฐฯ เพิ่มมาตรการคว่ำบาตร ผลกระทบจึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ในอิหร่าน แต่ลามไปถึงประเทศที่ยังมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิหร่าน โดยเฉพาะจีน ผู้เป็นหนึ่งในผู้ซื้อน้ำมันรายสำคัญที่สุดของอิหร่าน

ที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ใช้มาตรการคว่ำบาตรกับโรงกลั่นน้ำมันอิสระ หรือที่รู้จักกันในชื่อ teapot refineries หลายแห่งในมณฑลซานตงของจีน ซึ่งสร้างความไม่พอใจอย่างมากให้กับประชากรจีน เพราะจีนมองว่า การใช้มาตรการคว่ำบาตรนอกเขตอำนาจของสหรัฐฯ เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทส และบรรทัดฐานพื้นฐานของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นี่จึงเป็นปัญหาใหญ่ของ secondary sanctions หรือมาตรการคว่ำบาตรต่อบุคคล และองค์กรที่ทำธุรกิจกับประเทศเป้าหมาย เพราะในทางปฏิบัติ มันหมายความว่า บริษัท หรือประเทศนั้นจะไม่ได้อยู่ภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ แต่ถ้าหากยังต้องการเข้าถึงตลาดดอลลาร์ ระบบธนาคาร หรือธุรกิจในสหรัฐฯ ก็จะต้องปฏิบัติตามกฎของเขาอยู่ดี เท่ากับว่าสิ่งที่ทรัมป์ใช้จึงไม่ใช่อำนาจทางการเมืองอีกต่อไป แต่คืออำนาจของระบบการเงินสหรัฐฯ ที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลก

ช่องแคบฮอร์มุซ จุดที่สงครามอาจกระแทกกระเป๋าเงินคนทั้งโลก

อีกหนึ่งผลกระทบที่ไม่สามารถมองข้ามได้เลยคือ ตลาดพลังงาน เพราะความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นได้ส่งผลต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก โดยมีน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ปริมาณมหาศาลต้องเดินทางผ่านพื้นที่แห่งนี้

เมื่อความเสี่ยงด้านความมั่นคงเพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนการขนส่ง ประกันภัย และราคาพลังงานก็ย่อมถูกผลักขึ้นตามไปด้วย และเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ผลกระทบจะไม่ได้จบอยู่ที่บริษัทพลังงาน มันจะเดินทางต่อไปยังราคาน้ำมันหน้าปั๊ม ค่าไฟ ค่าขนส่ง ต้นทุนสินค้า และท้ายที่สุดคือค่าครองชีพของประชาชน

นี่จึงเป็นความย้อนแย้งของสงครามเศรษฐกิจครั้งนี้ เพราะสหรัฐฯ อาจสามารถสร้างแรงกดดันมหาศาลต่ออิหร่านได้ แต่ยิ่งการปิดล้อมรุนแรงขึ้นเท่าไร ต้นทุนที่ผู้บริโภคทั่วโลกต้องแบกรับก็อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมถึงผู้บริโภคชาวสหรัฐฯ เอง

จากสงครามกับศัตรู สู่แรงกดดันต่อพันธมิตร

สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้น เมื่อแรงกดดันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเทศที่เป็นคู่ขัดแย้งกับสหรัฐฯ แต่พันธมิตรในภูมิภาคก็เริ่มตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเลือกข้างเช่นกัน เพราะเราก็ต้องการรักษาความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ แต่อีกด้านหนึ่ง เราเองก็ไม่ต้องการเป็นศัตรูกับอิหร่าน ทำให้นี่จึงเป็นเกมที่ละเอียดอ่อนมาก

นอกจากนี้ อิหร่านเองก็ได้ส่งสัญญาณเตือนไปยังประเทศเพื่อนบ้านด้วยว่า “การช่วยเหลือทางทหารแก่สหรัฐฯ จะถูกตีความว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับสหรัฐฯ” นั่นหมายความว่าประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคไม่มีทางเลือกไหนที่ปลอดภัยอย่างแท้จริง เพราะถ้าหากสนับสนุนสหรัฐฯ ก็เสี่ยงถูกอิหร่านตอบโต้ แต่หากไม่สนับสนุน ก็อาจต้องเผชิญแรงกดดันจากสหรัฐฯ

สงครามการเงินที่ไม่มีใครรู้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะ

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณมาอย่างชัดเจนว่า “สหรัฐฯ พร้อมยกระดับการปิดล้อมทางเศรษฐกิจต่ออิหร่านในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” แต่คำถามสำคัญคือ การใช้มาตรการที่รุนแรงขึ้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่สหรัฐฯ ต้องการจริงหรือไม่?

ในอดีต มาตรการคว่ำบาตรสามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของประเทศเป้าหมายได้ แต่การบีบคั้นทางเศรษฐกิจไม่ได้รับประกันว่า รัฐบาลของประเทศนั้นจะยอมเปลี่ยนนโยบายเสมอไป เพราะบางครั้งแรงกดดันกลับทำให้ประเทศเป้าหมายหันไปพึ่งพาพันธมิตรใหม่ สร้างระบบการชำระเงินทางเลือก หรือเร่งลดการพึ่งพาระบบการเงินที่มีสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลาง ซึ่งในกรณีของอิหร่าน ความสัมพันธ์กับจีน และประเทศอื่น ๆ อาจกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่าสหรัฐฯ ยังมอนาจทางเศรษฐกิจกับโลกมากแค่ไหน

ดังนั้น สิ่งที่ทรัมป์ประกาศในครั้งนี้อาจเป็นได้ทั้งอาวุธทางเศรษฐกิจที่ทรงพลังที่สุดของสหรัฐฯ และในขณะเดียวกัน ก็อาจเป็นแรงผลักดันให้ประเทศต่าง ๆ เร่งหาทางสร้างระบบเศรษฐกิจที่ไม่ต้องพึ่งพาสหรัฐฯ มากเท่าเดิม

ท้ายที่สุด สงครามครั้งนี้ไม่ได้กระทบกับแค่ประเทศเพียงไม่กี่ประเทศอีกต่อไป แต่มันกำลังกระทบทั้งโลก ซึ่งโลกจะทนต่อราคาของสงครามเศรษฐกิจครั้งนี้ได้อีกนานแค่ไหน? เพราะเมื่อสหรัฐฯ เลือกใช้ระบบการเงินเป็นอาวุธ ผลกระทบอาจไม่ได้หยุดอยู่ที่ประเทศศัตรู แต่อาจสะเทือนไปทั่วโลก ตั้งแต่โรงกลั่นน้ำมันในจีน บริษัทขนส่งในตะวันออกกลาง ไปจนถึงราคาน้ำมันที่ประชาชนต้องจ่ายในชีวิตประจำวัน และนั่นอาจเป็นเดิมพันที่ใหญ่ที่สุดของ “สงครามการเงิน” ครั้งนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...