โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

คนญี่ปุ่นรอไตนานเกือบ ‘15 ปี’ จึงหันพึ่งนายหน้าเถื่อน ‘กัมพูชา’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

“ญี่ปุ่น” กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนอวัยวะบริจาคอย่างหนัก เมื่อจำนวนการปลูกถ่ายอวัยวะในประเทศ รองรับผู้ป่วยได้เพียงเศษเสี้ยวของความต้องการ ส่งผลให้ผู้ป่วยบางส่วนต้อง “รอนานกว่า 10 ปี” และบางรายตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศผ่าน “นายหน้าเถื่อน” เพื่อแลกกับโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้น

เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชีย รายงานว่า หนึ่งในกรณีล่าสุดคือชายวัยกว่า 70 ปีในกรุงโตเกียว ซึ่งป่วยเป็นโรคไต มานานกว่า 10 ปี และไม่สามารถรับบริจาคไตจากญาติได้ เขาจึงติดต่อศูนย์ให้คำปรึกษาแห่งหนึ่งที่โฆษณาบริการปลูกถ่ายไต ก่อนเดินทางไป “กัมพูชา” และจ่ายเงินให้ผู้ประสานงานในท้องถิ่น 157,500 ดอลลาร์ (ราว 5 ล้านบาท) เพื่อเข้ารับการปลูกถ่ายไต

อย่างไรก็ตาม กฎหมายญี่ปุ่นห้ามการเป็นนายหน้าจัดหาอวัยวะเพื่อแลกกับเงิน เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ฮิโรมิจิ คิคุจิ วัย 66 ปี ผู้ดำเนินงานศูนย์ดังกล่าวโดยพฤตินัย ได้รับเงินจากผู้ป่วยมากกว่า 9 ล้านเยน (ราว 2 ล้านบาท) และนำเงินบางส่วนไปชำระหนี้ส่วนตัว ปัจจุบันเขาถูกฟ้องในข้อหาละเมิดกฎหมายปลูกถ่ายอวัยวะ

สำหรับ “กัมพูชา” เอง เคยถูกพบว่าเป็นหนึ่งในปลายทางของเครือข่ายค้าอวัยวะข้ามชาติ โดยสำนักข่าว Japannews รายงานว่า ในปี 2023 ตำรวจอินโดนีเซียเปิดโปงขบวนการที่ส่งชาวอินโดนีเซียอย่างน้อย 100 คนไปขายไตในกัมพูชา และเชื่อว่าการผ่าตัดเกิดขึ้นที่โรงพยาบาล Preah Ket Mealea ในกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเดียวกับที่มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายไตให้ผู้ป่วยชาวญี่ปุ่นในคดีล่าสุดอย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ผู้บริจาคไตในคดีของชายญี่ปุ่นเป็นเหยื่อจากเครือข่ายค้ามนุษย์ดังกล่าว

ปัญหาใหญ่ของระบบปลูกถ่ายอวัยวะญี่ปุ่น

ข้อมูลจาก Japan Organ Transplant Network (JOT) ระบุว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม มีผู้ลงทะเบียนรอปลูกถ่ายอวัยวะประมาณ 17,000 คนทั่วประเทศ แต่ตลอดปี 2025 ญี่ปุ่นสามารถดำเนินการปลูกถ่ายได้เพียง 636 ครั้ง หรือคิดเป็น “เพียงประมาณ 4%” ของจำนวนผู้รอทั้งหมด

สถานการณ์หนักเป็นพิเศษสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการ “ปลูกถ่ายไต” ซึ่งมีระยะเวลารอเฉลี่ย “สูงถึง 14 ปี 9 เดือน”

สาเหตุสำคัญมาจากจำนวนผู้บริจาคที่ต่ำมาก โดยในปี 2024 ญี่ปุ่นมีผู้บริจาคหลังหัวใจหยุดเต้นและสมองตายเพียง 1.13 คนต่อประชากร 1 ล้านคน เทียบกับสเปนซึ่งสูงถึง 53.93 คน และสหรัฐ 49.7 คนต่อประชากร 1 ล้านคน

ส่วนหนึ่งมาจากระบบการบริจาคที่แตกต่างกัน ในญี่ปุ่น การบริจาคอวัยวะหลังสมองตายจำเป็นต้องมีการแสดงเจตนาของผู้บริจาคไว้ก่อนเสียชีวิต หรือได้รับความยินยอมจากครอบครัว ขณะที่ประเทศอย่างสเปนใช้ระบบที่ถือว่าบุคคลยินยอมบริจาคอวัยวะโดยปริยาย เว้นแต่จะแสดงเจตนาปฏิเสธไว้ล่วงหน้า

แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะเปิดช่องทางให้ประชาชนแสดงความประสงค์ผ่านบัตร My Number ใบขับขี่ บัตรผู้บริจาค และเว็บไซต์ของ JOT แต่ผลสำรวจของรัฐบาลในปี 2025 พบว่า มีประชาชนเพียงประมาณ 20% เท่านั้นที่แสดงเจตนาเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะอย่างชัดเจน

ปัญหาไม่ได้มีเพียงจำนวนผู้บริจาคเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ศักยภาพของโรงพยาบาล” โดยผลสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า จากสถานพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นสูง 922 แห่ง มีเพียง 465 แห่งที่มีระบบรองรับการปลูกถ่ายอวัยวะ

ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมองหาทางเลือกในต่างประเทศ โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2023 มีผู้ป่วยที่เคยปลูกถ่ายอวัยวะในต่างประเทศและกลับมารักษาต่อในญี่ปุ่น 543 คน จุดหมายหลักคือสหรัฐ 227 คน จีน 175 คน และออสเตรเลีย 41 คน

รัฐบาลญี่ปุ่นย้ำว่า การค้าอวัยวะและการเป็นนายหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แม้การผ่าตัดจะเกิดขึ้นนอกประเทศ พร้อมเตือนว่า การปลูกถ่ายในต่างประเทศอาจสร้างปัญหาด้านการรักษาต่อเนื่อง หากข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดและการรักษาไม่ได้ถูกส่งต่อให้แพทย์ในญี่ปุ่นอย่างเพียงพอ

ทาคาชิ เคนโมจิ ประธานสมาคมการปลูกถ่ายไตทางคลินิกแห่งญี่ปุ่น มองว่า ความต้องการเดินทางไปปลูกถ่ายอวัยวะในต่างประเทศมีแนวโน้มดำเนินต่อไป ตราบใดที่ญี่ปุ่นยังมีโรงพยาบาล แพทย์ และหน่วยงานประสานงานที่ได้รับอนุญาตไม่เพียงพอ

อ้างอิง: nikkei, japan

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...