คนญี่ปุ่นรอไตนานเกือบ ‘15 ปี’ จึงหันพึ่งนายหน้าเถื่อน ‘กัมพูชา’
“ญี่ปุ่น” กำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนอวัยวะบริจาคอย่างหนัก เมื่อจำนวนการปลูกถ่ายอวัยวะในประเทศ รองรับผู้ป่วยได้เพียงเศษเสี้ยวของความต้องการ ส่งผลให้ผู้ป่วยบางส่วนต้อง “รอนานกว่า 10 ปี” และบางรายตัดสินใจเดินทางไปต่างประเทศผ่าน “นายหน้าเถื่อน” เพื่อแลกกับโอกาสในการมีชีวิตที่ดีขึ้น
เว็บไซต์นิกเกอิ เอเชีย รายงานว่า หนึ่งในกรณีล่าสุดคือชายวัยกว่า 70 ปีในกรุงโตเกียว ซึ่งป่วยเป็นโรคไต มานานกว่า 10 ปี และไม่สามารถรับบริจาคไตจากญาติได้ เขาจึงติดต่อศูนย์ให้คำปรึกษาแห่งหนึ่งที่โฆษณาบริการปลูกถ่ายไต ก่อนเดินทางไป “กัมพูชา” และจ่ายเงินให้ผู้ประสานงานในท้องถิ่น 157,500 ดอลลาร์ (ราว 5 ล้านบาท) เพื่อเข้ารับการปลูกถ่ายไต
อย่างไรก็ตาม กฎหมายญี่ปุ่นห้ามการเป็นนายหน้าจัดหาอวัยวะเพื่อแลกกับเงิน เจ้าหน้าที่เชื่อว่า ฮิโรมิจิ คิคุจิ วัย 66 ปี ผู้ดำเนินงานศูนย์ดังกล่าวโดยพฤตินัย ได้รับเงินจากผู้ป่วยมากกว่า 9 ล้านเยน (ราว 2 ล้านบาท) และนำเงินบางส่วนไปชำระหนี้ส่วนตัว ปัจจุบันเขาถูกฟ้องในข้อหาละเมิดกฎหมายปลูกถ่ายอวัยวะ
สำหรับ “กัมพูชา” เอง เคยถูกพบว่าเป็นหนึ่งในปลายทางของเครือข่ายค้าอวัยวะข้ามชาติ โดยสำนักข่าว Japannews รายงานว่า ในปี 2023 ตำรวจอินโดนีเซียเปิดโปงขบวนการที่ส่งชาวอินโดนีเซียอย่างน้อย 100 คนไปขายไตในกัมพูชา และเชื่อว่าการผ่าตัดเกิดขึ้นที่โรงพยาบาล Preah Ket Mealea ในกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเดียวกับที่มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการปลูกถ่ายไตให้ผู้ป่วยชาวญี่ปุ่นในคดีล่าสุดอย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่า ผู้บริจาคไตในคดีของชายญี่ปุ่นเป็นเหยื่อจากเครือข่ายค้ามนุษย์ดังกล่าว
ปัญหาใหญ่ของระบบปลูกถ่ายอวัยวะญี่ปุ่น
ข้อมูลจาก Japan Organ Transplant Network (JOT) ระบุว่า ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม มีผู้ลงทะเบียนรอปลูกถ่ายอวัยวะประมาณ 17,000 คนทั่วประเทศ แต่ตลอดปี 2025 ญี่ปุ่นสามารถดำเนินการปลูกถ่ายได้เพียง 636 ครั้ง หรือคิดเป็น “เพียงประมาณ 4%” ของจำนวนผู้รอทั้งหมด
สถานการณ์หนักเป็นพิเศษสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการ “ปลูกถ่ายไต” ซึ่งมีระยะเวลารอเฉลี่ย “สูงถึง 14 ปี 9 เดือน”
สาเหตุสำคัญมาจากจำนวนผู้บริจาคที่ต่ำมาก โดยในปี 2024 ญี่ปุ่นมีผู้บริจาคหลังหัวใจหยุดเต้นและสมองตายเพียง 1.13 คนต่อประชากร 1 ล้านคน เทียบกับสเปนซึ่งสูงถึง 53.93 คน และสหรัฐ 49.7 คนต่อประชากร 1 ล้านคน
ส่วนหนึ่งมาจากระบบการบริจาคที่แตกต่างกัน ในญี่ปุ่น การบริจาคอวัยวะหลังสมองตายจำเป็นต้องมีการแสดงเจตนาของผู้บริจาคไว้ก่อนเสียชีวิต หรือได้รับความยินยอมจากครอบครัว ขณะที่ประเทศอย่างสเปนใช้ระบบที่ถือว่าบุคคลยินยอมบริจาคอวัยวะโดยปริยาย เว้นแต่จะแสดงเจตนาปฏิเสธไว้ล่วงหน้า
แม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะเปิดช่องทางให้ประชาชนแสดงความประสงค์ผ่านบัตร My Number ใบขับขี่ บัตรผู้บริจาค และเว็บไซต์ของ JOT แต่ผลสำรวจของรัฐบาลในปี 2025 พบว่า มีประชาชนเพียงประมาณ 20% เท่านั้นที่แสดงเจตนาเกี่ยวกับการบริจาคอวัยวะอย่างชัดเจน
ปัญหาไม่ได้มีเพียงจำนวนผู้บริจาคเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “ศักยภาพของโรงพยาบาล” โดยผลสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขพบว่า จากสถานพยาบาลที่ให้บริการการแพทย์ฉุกเฉินขั้นสูง 922 แห่ง มีเพียง 465 แห่งที่มีระบบรองรับการปลูกถ่ายอวัยวะ
ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งมองหาทางเลือกในต่างประเทศ โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2023 มีผู้ป่วยที่เคยปลูกถ่ายอวัยวะในต่างประเทศและกลับมารักษาต่อในญี่ปุ่น 543 คน จุดหมายหลักคือสหรัฐ 227 คน จีน 175 คน และออสเตรเลีย 41 คน
รัฐบาลญี่ปุ่นย้ำว่า การค้าอวัยวะและการเป็นนายหน้าโดยไม่ได้รับอนุญาต ยังคงเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แม้การผ่าตัดจะเกิดขึ้นนอกประเทศ พร้อมเตือนว่า การปลูกถ่ายในต่างประเทศอาจสร้างปัญหาด้านการรักษาต่อเนื่อง หากข้อมูลเกี่ยวกับการผ่าตัดและการรักษาไม่ได้ถูกส่งต่อให้แพทย์ในญี่ปุ่นอย่างเพียงพอ
ทาคาชิ เคนโมจิ ประธานสมาคมการปลูกถ่ายไตทางคลินิกแห่งญี่ปุ่น มองว่า ความต้องการเดินทางไปปลูกถ่ายอวัยวะในต่างประเทศมีแนวโน้มดำเนินต่อไป ตราบใดที่ญี่ปุ่นยังมีโรงพยาบาล แพทย์ และหน่วยงานประสานงานที่ได้รับอนุญาตไม่เพียงพอ