"สิริพงศ์" กางแผนคมนาคม ดึงเงินกู้ เปลี่ยนรถสาธารณะ 7 กลุ่ม 6 แสนคันเป็น EV
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังสมาชิกตั้งคำถามถึง "ความจำเป็นเร่งด่วน" ของโครงการที่กระทรวงคมนาคมเสนอขอใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ โดยระบุว่า ต้องมองภาพรวมของ วิกฤติราคาน้ำมัน ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ซึ่งน้ำมันถือเป็น ต้นทุนสำคัญ ของภาคการคมนาคมขนส่ง และเป็น ต้นทุนที่กระทบประชาชนโดยตรง ทั้งในมิติของค่าเดินทางและราคาสินค้าที่ต้องพึ่งพาระบบขนส่งเป็นหลัก
ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้วางแนวทางให้กระทรวงคมนาคมดำเนินโครงการ "ตรึงราคาค่าโดยสาร-ตรึงราคาค่าบริการขนส่ง" เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนค่าเดินทางทั้งทางตรงและทางอ้อมไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่เท่านั้นคงไม่พอเพราะบริการขนส่งสาธารณะจำนวนมากในระบบยังคงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปใช้ พลังงานสะอาด เพื่อลดความผันผวนจากราคาน้ำมันโลกอย่างถาวร ไม่ใช่การตรึงราคาแบบชั่วคราวที่ต้องขึ้น-ลงตามราคาน้ำมันในแต่ละเดือน
อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องของ เครื่องยนต์สันดาปที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทดแทนแล้ว แต่รถเก่าที่ยังวิ่งอยู่ในระบบกลับ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น ตามสภาพเครื่องยนต์ที่เสื่อมลง จึงเป็นที่มาของการเสนอโครงการ เชิญชวนรถสาธารณะและรถที่ประชาชนใช้บริการขนส่งในชีวิตประจำวัน มาเปลี่ยนถ่ายเป็นรถ EV
เปิด 7 กลุ่มเป้าหมาย เปลี่ยนถ่ายสู่รถ EV เหตุกระทบค่าครองชีพโดยตรง
นายสิริพงศ์อธิบายว่า กระทรวงคมนาคมมุ่งเป้าไปที่ยานพาหนะ 7 กลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ "มีผลกระทบกับประชาชนโดยตรง" ได้แก่ กลุ่มแท็กซี่ กลุ่มรถยนต์รับจ้างที่จดทะเบียน รย.18 กลุ่มมอเตอร์ไซค์สาธารณะ กลุ่มรถสามล้อรับจ้าง กลุ่มรถโดยสารประจำทาง กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง กลุ่มรถรับส่งนักเรียนและรถบรรทุก
โดยรถแต่ละกลุ่มมีจำนวนและอายุการใช้งานที่เข้าเกณฑ์ต้องเปลี่ยนถ่ายดังนี้
1. รถแท็กซี่ ที่จะหมดอายุการใช้งานในช่วงปี 2569-2572 จำนวน 29,000 คัน
2. รถ รย.18 ที่จะครบอายุใช้งาน 9 ปี (มีการจดทะเบียนใหม่ในหมวดนี้) จำนวน 259 คัน
3. รถจักรยานยนต์สาธารณะ ที่มีอายุใช้งานเกิน 10 ปี จำนวน 68,000 คัน
4. รถสามล้อรับจ้าง ที่มีอายุใช้งานเกิน 10 ปี จำนวน 15,000 คัน
5. รถโดยสารประจำทาง แบ่งเป็นรถอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป 6,200 คัน, รถที่จะหมดอายุในปี 2569-2570 อีก 1,300 คัน และรถ 2 แถวอายุ 30 ปีขึ้นไปอีก 5,300 คัน รวมกลุ่มนี้ทั้งสิ้นราว 12,000 คัน
6. รถโดยสารไม่ประจำทาง ประกอบด้วยรถบัส 2 ชั้นอายุ 30 ปีขึ้นไป 2,700 คัน, รถบัส 1 ชั้นอายุ 30 ปีขึ้นไป 6,600 คัน และรถ 2 แถวอายุ 30 ปีขึ้นไป 1,600 คัน รวม 11,000 คัน
7. รถรับส่งนักเรียน อายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป 4,000 คัน และรถ 2 แถวรับส่งนักเรียนอายุ 10 ปีขึ้นไปอีก 733 คัน
และ รถบรรทุก อีกจำนวนมากที่เข้าเกณฑ์ต้องเปลี่ยนถ่าย
นายสิริพงศ์ระบุว่า รถทั้งหมดนี้เป็น "รถที่มีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนโดยตรง" ทั้งยังเป็นรถของผู้ประกอบการตั้งแต่รายเล็ก รายกลาง ไปจนถึงรายใหญ่ กระทรวงคมนาคมจึงจัดทำแผนเพื่อขอรับการสนับสนุนจาก งบประมาณเงินกู้ครั้งนี้ ช่วยให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะจาก พลังงานฟอสซิลสู่พลังงานไฟฟ้า ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทำไม "ขสมก." ไม่อยู่ในแผนเร่งด่วนนี้
ต่อคำถามที่ว่าเหตุใดแผน 7 กลุ่มจึงไม่รวม รถ ขสมก. นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า ปัจจุบันกระทรวงคมนาคม มีแผนและได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว 1,520 คัน ซึ่งจะเริ่มทยอยรับมอบรถล็อตแรกประมาณ เดือนมีนาคม ปี 2570 โดยใช้ งบประมาณปกติ ที่ได้รับจัดสรรในปีงบประมาณ 2570 และจะขอต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2571 เพื่อเปลี่ยนถ่ายรถ ขสมก. เป็นรถ EV ทั้งระบบ ด้วยเหตุนี้รถ ขสมก. จึง "ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน" เท่ากับรถ 7 กลุ่มของผู้ประกอบการรายย่อยที่กระทบค่าครองชีพประชาชนโดยตรงมากกว่า
2 ซีนาริโอ ลดคาร์บอนได้แค่ไหน หากประชาชนเข้าร่วมโครงการ
กระทรวงคมนาคมประเมินผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมออกเป็น 2 สถานการณ์ (scenario)
สถานการณ์ที่ 1: หากมีผู้เข้าร่วมโครงการเพียง 50% หรือลดจำนวนรถลงราว 81,000 คัน จะสามารถลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศไทยได้ 244,000 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 11 ล้านต้น (คำนวณจากอัตราที่ต้นไม้ 1 ต้นดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 22 กิโลกรัมต่อปี)
สถานการณ์ที่ 2: หากมีผู้เข้าร่วมโครงการ เต็ม 100% ผลลัพธ์ด้านการลดคาร์บอนจะเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ได้ถึง 19 ล้านต้นต่อปี
นอกจากนี้ หากดำเนินการได้ตามแผนที่กระทรวงคมนาคมเสนอ จะสามารถ ลดการใช้น้ำมันในภาพรวมได้ปีละ 212 ล้านลิตร ซึ่งหมายถึง รายจ่ายมหาศาล ที่ประเทศจะไม่ต้องแบกรับจากการนำเข้าพลังงาน สอดคล้องกับเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการ "ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากน้ำมัน"
ไม่ใช่แค่ลดรายจ่าย แต่เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้โดยสาร
นายสิริพงศ์ย้ำว่านโยบายนี้ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่แค่ลดค่าใช้จ่าย แต่ยังมีผลทางอ้อมที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือสภาพของรถโดยสารสาธารณะจำนวนมากในปัจจุบันที่ "เก่า เทคโนโลยีเก่า ไม่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงสุด" โครงการนี้จึงไม่ได้มุ่งแค่ทดแทนพลังงานหรือลดรายจ่ายเท่านั้น แต่ต้องการ "เพิ่มสวัสดิภาพความปลอดภัย" ให้กับประชาชนผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะในภาพรวมด้วย
พร้อมกันนี้ยังชี้แจงถึงความโปร่งใสของโครงการว่า เม็ดเงินจากโครงการนี้ไม่ได้ไปตกอยู่ในกระเป๋าใครคนใดคนหนึ่ง เพราะประชาชนมีสิทธิ์เลือกใช้สิทธิ์ได้อย่างอิสระ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมารายใดรายหนึ่ง และย้ำชัดว่าไม่ได้ไปทำถนน ไม่ได้ไปทำสะพาน ไม่ได้ไปซื้อเครื่องกรองน้ำ แต่นำเงินไปช่วยประชาชนให้มีกำลังในการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริง
ชี้แจงเหตุผลความล่าช้า อ้อนขอสภาหนุน พ.ร.ก.
นายสิริพงศ์ยังตอบข้อสงสัยที่ว่าหากเป็นเรื่องเร่งด่วนเหตุใดจึงยังไม่เริ่มดำเนินการ โดยระบุว่ากระบวนการก่อนจะมาถึงวันนี้ต้องผ่านขั้นตอนการส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัยและทำความเห็นก่อน จึงเป็นที่มาของการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันนี้
ช่วงท้ายของการชี้แจง นายสิริพงศ์ได้กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสภาบางท่านหยิบยกประเด็นพื้นที่ที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงขึ้นมา โดยระบุว่ายิ่งเป็นเหตุผลที่ต้องสนับสนุน พ.ร.ก.ฉบับนี้มากขึ้น เพราะในทางปฏิบัติ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะสามารถช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ดังกล่าวได้เช่นกัน
ปิดท้ายด้วยการฝากถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า หากเห็นด้วยว่าวันนี้ประเทศต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ต้องการส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบรถขนส่งสาธารณะให้ ทันสมัยขึ้น และสามารถ ควบคุมค่าโดยสารได้อย่างมีนัยสำคัญ ขอให้กรุณาให้ความสนับสนุน พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งแวดล้อม ค่าครองชีพ และความยั่งยืนด้านพลังงานของประเทศในภาพรวม