โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

"สิริพงศ์" กางแผนคมนาคม ดึงเงินกู้ เปลี่ยนรถสาธารณะ 7 กลุ่ม 6 แสนคันเป็น EV

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ลุกขึ้นชี้แจงต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หลังสมาชิกตั้งคำถามถึง "ความจำเป็นเร่งด่วน" ของโครงการที่กระทรวงคมนาคมเสนอขอใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน ว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ โดยระบุว่า ต้องมองภาพรวมของ วิกฤติราคาน้ำมัน ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ซึ่งน้ำมันถือเป็น ต้นทุนสำคัญ ของภาคการคมนาคมขนส่ง และเป็น ต้นทุนที่กระทบประชาชนโดยตรง ทั้งในมิติของค่าเดินทางและราคาสินค้าที่ต้องพึ่งพาระบบขนส่งเป็นหลัก

ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้วางแนวทางให้กระทรวงคมนาคมดำเนินโครงการ "ตรึงราคาค่าโดยสาร-ตรึงราคาค่าบริการขนส่ง" เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนค่าเดินทางทั้งทางตรงและทางอ้อมไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่เท่านั้นคงไม่พอเพราะบริการขนส่งสาธารณะจำนวนมากในระบบยังคงมีความจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปใช้ พลังงานสะอาด เพื่อลดความผันผวนจากราคาน้ำมันโลกอย่างถาวร ไม่ใช่การตรึงราคาแบบชั่วคราวที่ต้องขึ้น-ลงตามราคาน้ำมันในแต่ละเดือน

อีกประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือเรื่องของ เครื่องยนต์สันดาปที่เสื่อมสภาพตามอายุการใช้งาน ซึ่งปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่เข้ามาทดแทนแล้ว แต่รถเก่าที่ยังวิ่งอยู่ในระบบกลับ ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้น ตามสภาพเครื่องยนต์ที่เสื่อมลง จึงเป็นที่มาของการเสนอโครงการ เชิญชวนรถสาธารณะและรถที่ประชาชนใช้บริการขนส่งในชีวิตประจำวัน มาเปลี่ยนถ่ายเป็นรถ EV

เปิด 7 กลุ่มเป้าหมาย เปลี่ยนถ่ายสู่รถ EV เหตุกระทบค่าครองชีพโดยตรง

นายสิริพงศ์อธิบายว่า กระทรวงคมนาคมมุ่งเป้าไปที่ยานพาหนะ 7 กลุ่ม ซึ่งเป็นกลุ่มที่ "มีผลกระทบกับประชาชนโดยตรง" ได้แก่ กลุ่มแท็กซี่ กลุ่มรถยนต์รับจ้างที่จดทะเบียน รย.18 กลุ่มมอเตอร์ไซค์สาธารณะ กลุ่มรถสามล้อรับจ้าง กลุ่มรถโดยสารประจำทาง กลุ่มรถโดยสารไม่ประจำทาง กลุ่มรถรับส่งนักเรียนและรถบรรทุก

โดยรถแต่ละกลุ่มมีจำนวนและอายุการใช้งานที่เข้าเกณฑ์ต้องเปลี่ยนถ่ายดังนี้

1. รถแท็กซี่ ที่จะหมดอายุการใช้งานในช่วงปี 2569-2572 จำนวน 29,000 คัน

2. รถ รย.18 ที่จะครบอายุใช้งาน 9 ปี (มีการจดทะเบียนใหม่ในหมวดนี้) จำนวน 259 คัน

3. รถจักรยานยนต์สาธารณะ ที่มีอายุใช้งานเกิน 10 ปี จำนวน 68,000 คัน

4. รถสามล้อรับจ้าง ที่มีอายุใช้งานเกิน 10 ปี จำนวน 15,000 คัน

5. รถโดยสารประจำทาง แบ่งเป็นรถอายุตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป 6,200 คัน, รถที่จะหมดอายุในปี 2569-2570 อีก 1,300 คัน และรถ 2 แถวอายุ 30 ปีขึ้นไปอีก 5,300 คัน รวมกลุ่มนี้ทั้งสิ้นราว 12,000 คัน

6. รถโดยสารไม่ประจำทาง ประกอบด้วยรถบัส 2 ชั้นอายุ 30 ปีขึ้นไป 2,700 คัน, รถบัส 1 ชั้นอายุ 30 ปีขึ้นไป 6,600 คัน และรถ 2 แถวอายุ 30 ปีขึ้นไป 1,600 คัน รวม 11,000 คัน

7. รถรับส่งนักเรียน อายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป 4,000 คัน และรถ 2 แถวรับส่งนักเรียนอายุ 10 ปีขึ้นไปอีก 733 คัน

และ รถบรรทุก อีกจำนวนมากที่เข้าเกณฑ์ต้องเปลี่ยนถ่าย

นายสิริพงศ์ระบุว่า รถทั้งหมดนี้เป็น "รถที่มีผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนโดยตรง" ทั้งยังเป็นรถของผู้ประกอบการตั้งแต่รายเล็ก รายกลาง ไปจนถึงรายใหญ่ กระทรวงคมนาคมจึงจัดทำแผนเพื่อขอรับการสนับสนุนจาก งบประมาณเงินกู้ครั้งนี้ ช่วยให้ประชาชนสามารถเปลี่ยนผ่านระบบขนส่งสาธารณะจาก พลังงานฟอสซิลสู่พลังงานไฟฟ้า ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทำไม "ขสมก." ไม่อยู่ในแผนเร่งด่วนนี้

ต่อคำถามที่ว่าเหตุใดแผน 7 กลุ่มจึงไม่รวม รถ ขสมก. นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า ปัจจุบันกระทรวงคมนาคม มีแผนและได้รับการจัดสรรงบประมาณแล้ว 1,520 คัน ซึ่งจะเริ่มทยอยรับมอบรถล็อตแรกประมาณ เดือนมีนาคม ปี 2570 โดยใช้ งบประมาณปกติ ที่ได้รับจัดสรรในปีงบประมาณ 2570 และจะขอต่อเนื่องในปีงบประมาณ 2571 เพื่อเปลี่ยนถ่ายรถ ขสมก. เป็นรถ EV ทั้งระบบ ด้วยเหตุนี้รถ ขสมก. จึง "ไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน" เท่ากับรถ 7 กลุ่มของผู้ประกอบการรายย่อยที่กระทบค่าครองชีพประชาชนโดยตรงมากกว่า

2 ซีนาริโอ ลดคาร์บอนได้แค่ไหน หากประชาชนเข้าร่วมโครงการ

กระทรวงคมนาคมประเมินผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมออกเป็น 2 สถานการณ์ (scenario)

สถานการณ์ที่ 1: หากมีผู้เข้าร่วมโครงการเพียง 50% หรือลดจำนวนรถลงราว 81,000 คัน จะสามารถลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในประเทศไทยได้ 244,000 ตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ถึง 11 ล้านต้น (คำนวณจากอัตราที่ต้นไม้ 1 ต้นดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 22 กิโลกรัมต่อปี)

สถานการณ์ที่ 2: หากมีผู้เข้าร่วมโครงการ เต็ม 100% ผลลัพธ์ด้านการลดคาร์บอนจะเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ได้ถึง 19 ล้านต้นต่อปี

นอกจากนี้ หากดำเนินการได้ตามแผนที่กระทรวงคมนาคมเสนอ จะสามารถ ลดการใช้น้ำมันในภาพรวมได้ปีละ 212 ล้านลิตร ซึ่งหมายถึง รายจ่ายมหาศาล ที่ประเทศจะไม่ต้องแบกรับจากการนำเข้าพลังงาน สอดคล้องกับเป้าหมายที่รัฐบาลต้องการ "ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากน้ำมัน"
ไม่ใช่แค่ลดรายจ่าย แต่เพิ่มความปลอดภัยให้ผู้โดยสาร

นายสิริพงศ์ย้ำว่านโยบายนี้ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ไม่ใช่แค่ลดค่าใช้จ่าย แต่ยังมีผลทางอ้อมที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นคือสภาพของรถโดยสารสาธารณะจำนวนมากในปัจจุบันที่ "เก่า เทคโนโลยีเก่า ไม่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัยที่สูงสุด" โครงการนี้จึงไม่ได้มุ่งแค่ทดแทนพลังงานหรือลดรายจ่ายเท่านั้น แต่ต้องการ "เพิ่มสวัสดิภาพความปลอดภัย" ให้กับประชาชนผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะในภาพรวมด้วย

พร้อมกันนี้ยังชี้แจงถึงความโปร่งใสของโครงการว่า เม็ดเงินจากโครงการนี้ไม่ได้ไปตกอยู่ในกระเป๋าใครคนใดคนหนึ่ง เพราะประชาชนมีสิทธิ์เลือกใช้สิทธิ์ได้อย่างอิสระ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ผู้รับเหมารายใดรายหนึ่ง และย้ำชัดว่าไม่ได้ไปทำถนน ไม่ได้ไปทำสะพาน ไม่ได้ไปซื้อเครื่องกรองน้ำ แต่นำเงินไปช่วยประชาชนให้มีกำลังในการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้จริง

ชี้แจงเหตุผลความล่าช้า อ้อนขอสภาหนุน พ.ร.ก.

นายสิริพงศ์ยังตอบข้อสงสัยที่ว่าหากเป็นเรื่องเร่งด่วนเหตุใดจึงยังไม่เริ่มดำเนินการ โดยระบุว่ากระบวนการก่อนจะมาถึงวันนี้ต้องผ่านขั้นตอนการส่งเรื่องให้ศาลวินิจฉัยและทำความเห็นก่อน จึงเป็นที่มาของการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของสภาในวันนี้

ช่วงท้ายของการชี้แจง นายสิริพงศ์ได้กล่าวถึงกรณีที่สมาชิกสภาบางท่านหยิบยกประเด็นพื้นที่ที่ไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึงขึ้นมา โดยระบุว่ายิ่งเป็นเหตุผลที่ต้องสนับสนุน พ.ร.ก.ฉบับนี้มากขึ้น เพราะในทางปฏิบัติ พ.ร.ก.ฉบับนี้จะสามารถช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่ดังกล่าวได้เช่นกัน

ปิดท้ายด้วยการฝากถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรว่า หากเห็นด้วยว่าวันนี้ประเทศต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าน้ำมัน ต้องการส่งเสริมให้มีการเปลี่ยนถ่ายรูปแบบรถขนส่งสาธารณะให้ ทันสมัยขึ้น และสามารถ ควบคุมค่าโดยสารได้อย่างมีนัยสำคัญ ขอให้กรุณาให้ความสนับสนุน พ.ร.ก.ฉบับนี้ เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน สิ่งแวดล้อม ค่าครองชีพ และความยั่งยืนด้านพลังงานของประเทศในภาพรวม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...