ผู้เสียหายร้องถูกแอปฯ ชวนลงทุน “ธุรกิจขายตรง” อ้างกำไรสูงสุด 75,000 บาท/วัน สุดท้ายสูญเงินรวมกว่า 100 ล้าน
ผู้ร้องเรียนอ้างซื้อแพ็กเกจ หวังสร้างรายได้จากแอปฯ
ผู้ร้องเรียนระบุว่าได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมธุรกิจด้วยการซื้อใบอนุญาตใช้งานแอปพลิเคชัน ITS ซึ่งมีแพ็กเกจตั้งแต่ระดับ S, M, L และ XL โดยแพ็กเกจสูงสุดมีราคา 17,299 บาท และสามารถใช้งานได้สูงสุด 15 แอปพลิเคชัน
ผู้ร้องเรียนบางรายระบุว่าได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลตอบแทนตามแผนการตลาดสูงถึง 75,000 บาทต่อวัน พร้อมระบบจับคู่และการเลื่อนระดับสมาชิก จึงตัดสินใจจ่ายเงินเข้าร่วมธุรกิจ แต่ภายหลังไม่สามารถสร้างรายได้ตามที่คาดหวัง และบางรายระบุว่าไม่สามารถขอเงินคืนได้
หนึ่งในผู้ร้องเรียนระบุว่า จ่ายเงินไปประมาณ 666,373 บาท เพื่อซื้อแพ็กเกจ XL โดยคาดว่าจะสร้างรายได้แบบไม่ต้องทำงานประจำ แต่หลังเข้าร่วมธุรกิจประมาณ 1 ปีไม่เป็นไปตามที่คาด และต่อมาถูกระงับการเข้าถึงแอปพลิเคชัน
ขณะที่ผู้ร้องเรียนอีกรายระบุว่าเริ่มรู้จักธุรกิจจาก Facebook ในช่วงโควิด-19 และเข้าร่วมสัมมนาของบริษัท ก่อนตัดสินใจซื้อแพ็กเกจและพยายามเลื่อนระดับในระบบ โดยระบุว่าภายในประมาณ 6 เดือน จ่ายเงินไปกว่า 1.3 ล้านบาท แต่ยังไม่มีรายได้จากธุรกิจ
บริษัทชี้เป็นธุรกิจขายตรง รายได้ขึ้นอยู่กับยอดขาย
คุณศรวัสย์ ไพศาลศรวัส ประธานกรรมการบริหารบริษัท Topup2Rich Co., Ltd. ชี้แจงว่า บริษัทประกอบธุรกิจขายตรงและจำหน่ายแอปพลิเคชัน ITS ซึ่งสามารถใช้เติมเงินโทรศัพท์ ซื้อซิมและโปรโมชัน รวมถึงชำระค่าสินค้าและบริการบนแพลตฟอร์ม พร้อมจัดอบรมทั้งระบบออนไลน์และออฟไลน์
ส่วนตัวเลขรายได้สูงสุด 75,000 บาทต่อวัน บริษัทชี้แจงว่าเป็นการคำนวณตามแผนการตลาด ไม่ใช่การรับประกันรายได้ โดยหนึ่งบัญชีสามารถรับผลตอบแทนได้สูงสุด 5,000 บาทต่อวัน หากมีคะแนนจากการขายสินค้าและบริการ แต่หากไม่มีการขายหรือไม่มีคะแนนก็จะไม่มีรายได้
[caption id="attachment_15851" align="aligncenter" width="1938"]
คุณศรวัสย์ ไพศาลศรวัส ประธานกรรมการบริหารบริษัท Topup2Rich Co., Ltd.[/caption]
บริษัทยืนยันว่า รายได้ควรเกิดจากการขายสินค้า ไม่ใช่การหาสมาชิกใหม่เข้าระบบ พร้อมระบุว่าอาจมีผู้แนะนำทีมบางรายให้ข้อมูลเกี่ยวกับรายได้เดือนละ 100,000–200,000 บาท หรือใช้บุคคลอื่นเป็นผู้สมัครแทน ซึ่งบริษัทไม่ได้อนุญาตให้ดำเนินการในลักษณะดังกล่าว
สคบ.ชี้ธุรกิจขายตรงต้องมีรายได้จากการขายสินค้า
คุณณัชภัทร ขาวแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ระบุว่า จากมุมมองของผู้ร้องเรียน รูปแบบธุรกิจอาจทำให้เกิดข้อสงสัย แต่ในมุมของผู้ประกอบการ บริษัทระบุว่าเป็นธุรกิจขายตรงที่มีสินค้าและบริการ
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การตรวจสอบว่า การดำเนินธุรกิจจริงเป็นไปตามรูปแบบและแผนการตลาดที่ได้รับอนุญาตหรือไม่
สคบ.ระบุว่า ธุรกิจขายตรงที่ดำเนินการอย่างถูกต้อง รายได้และการเลื่อนระดับควรเกิดจากผลการขายสินค้าและบริการ ทั้งยอดขายส่วนบุคคล ยอดขายของทีม การมีลูกค้าซื้อสินค้าและบริการจริง รวมถึงการบริหารทีม ไม่ใช่การจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ได้ตำแหน่งหรือระดับสมาชิก
[caption id="attachment_15852" align="aligncenter" width="1952"]
คุณณัชภัทร ขาวแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค[/caption]
จากข้อมูลของ สคบ. บริษัทได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจขายตรงเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2555 โดยสินค้าที่แจ้งไว้คือซอฟต์แวร์หรือระบบแอปพลิเคชัน ITS มีราคาซอฟต์แวร์ 1,500 บาท และกำหนด 1,000 PV โดยระบบสามารถใช้ชำระค่าสาธารณูปโภคและบริการต่าง ๆ ได้
อย่างไรก็ตาม การได้รับอนุญาตให้จำหน่ายซอฟต์แวร์ดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่า สคบ.รับรองว่าจะสามารถสร้างรายได้สูงถึง 75,000 บาทต่อวันประเด็นนี้ยังต้องตรวจสอบจากการดำเนินงานจริง
สคบ.อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อร้องเรียน ยังไม่มีคำสั่งยกเลิกใบอนุญาต
สคบ.ระบุว่าได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 และอยู่ระหว่างตรวจสอบเอกสารจากทั้งผู้ร้องเรียนและบริษัท เพื่อพิจารณาการดำเนินธุรกิจตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย
กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าสามารถใช้หนึ่งบัญชีลงทะเบียนได้หลายรหัส สคบ.ระบุว่า ในแผนที่ได้รับอนุญาตไม่ได้กำหนดให้บุคคลหนึ่งสามารถลงทะเบียนหลายร้อยรหัส และโดยหลักของธุรกิจขายตรงควรเป็นลักษณะหนึ่งคนต่อหนึ่งรหัส ยกเว้นกรณีการโอนสิทธิบางประเภทตามเงื่อนไขที่กำหนด
ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งเพิกถอนใบอนุญาต บริษัทจึงยังสามารถดำเนินธุรกิจได้ตามกฎหมาย ส่วนข้อร้องเรียนและข้อสงสัยเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบของ สคบ.
ทั้งนี้ การพิจารณาว่าการดำเนินธุรกิจเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือเป็นรูปแบบแชร์ลูกโซ่หรือไม่ จำเป็นต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและการดำเนินงานจริง ไม่สามารถสรุปได้จากการร้องเรียนหรือแผนการตลาดเพียงอย่างเดียว
ขอบคุณข้อมูลจากรายการ สถานีประชาชน