โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

เปิดโผ 5 น้ำ ติดบัญชีดำ "ทำลายไต" ดื่มมากไปเสี่ยงไตวาย-นิ่วในไต อร่อยอันตราย!

sanook.com

เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา • Sanook
เช็กด่วน 5 เครื่องดื่มอันตรายต่อไต ควบคุมปริมาณการดื่มก่อนสายเกินแก้

เปิดโผ 5 เครื่องดื่ม "เพิ่มภาระให้ไต" เสี่ยงภาวะไตวาย-นิ่วในไต ซึ่งควรควบคุมปริมาณการบริโภค

ไตเป็นอวัยวะสำคัญในระบบขับถ่าย มีหน้าที่กรองของเสียและสารพิษออกจากเลือด รวมถึงควบคุมสมดุลน้ำและแร่ธาตุในร่างกาย ในชีวิตประจำวันมีเครื่องดื่มหลายชนิดที่ดูเหมือนเป็นเครื่องดื่มทั่วไป แต่หากบริโภคในปริมาณที่มากเกินไปและติดต่อกันเป็นเวลานาน สารอาหารบางประเภท เช่น น้ำตาล พิวรีน หรือสารเจือปนในเครื่องดื่ม อาจส่งผลกระทบและเพิ่มภาระการทำงานให้กับไต จนนำไปสู่ความเสื่อมสภาพของฟังก์ชันการทำงานของไตในที่สุด

5 เครื่องดื่มที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงทำลายไต

1. น้ำอัดลมที่มีปริมาณน้ำตาลสูง

  • เพิ่มภาระในระบบเผาผลาญ: เครื่องดื่มกลุ่มนี้มีปริมาณน้ำตาลขัดสีสูงมาก เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายต้องหลั่งอินซูลินมากขึ้นเพื่อรักษาสมดุล ซึ่งกระบวนการนี้จะเพิ่มภาระในการกรองของเสียของไตอย่างรุนแรง การอยู่ในสภาวะน้ำตาลสูงเป็นเวลานานจะทำให้ประสิทธิภาพการกรองของหน่วยไตลดลง และเกิดการสะสมของเสียในร่างกาย

  • กรดฟอสฟอริกทำลายสมดุลแร่ธาตุ: กรดฟอสฟอริกที่เป็นส่วนประกอบในน้ำอัดลมจะไปรบกวนการดูดซึมแคลเซียม ทำให้เกิดการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต

2. น้ำผลไม้เข้มข้นหรือน้ำผลไม้แต่งกลิ่น

  • ฟรักโทสสูงสะสมเป็นกรดยูริก: น้ำผลไม้แปรรูปหรือน้ำผลไม้เข้มข้นมักถูกแยกเอาใยอาหารออกไป เหลือเพียงน้ำตาลฟรักโทสในปริมาณสูง ซึ่งฟรักโทสจะถูกส่งไปกระตุ้นการสร้างกรดยูริกที่ตับ เมื่อร่างกายผลิตกรดยูริกมากเกินกว่าความสามารถในการขับออกของไต สารยูเรตจะตกผลึกและสะสมในเนื้อเยื่อไต ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคไตจากโรคเกาต์หรือภาวะไตวายเฉียบพลันได้

  • ดูดซึมเร็วเกินไปจากการขาดใยอาหาร: การรับประทานผลไม้สดจะได้รับใยอาหารที่ช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล แต่น้ำผลไม้แปรรูปในรูปแบบของเหลวจะทำให้น้ำตาลฟรักโทสเข้าสู่กระแสเลือดทันที ระดับน้ำตาลและอินซูลินที่ผันผวนบ่อยครั้งส่งผลให้หลอดเลือดในไตเกิดความเครียดและลดประสิทธิภาพในการควบคุมความดันโลหิต

3. ชานมที่ใส่ครีมเทียมจากไขมันพืช

  • ไขมันทรานส์ขัดขวางการไหลเวียนเลือด: ชานมไข่มุกหรือชานมสำเร็จรูปส่วนใหญ่นิยมใช้ครีมเทียมเพื่อให้เกิดความมันกลมกล่อม ไขมันทรานส์ในครีมเทียมเหล่านี้เป็นไขมันที่ร่างกายย่อยสลายได้ยากและมักไปเกาะตามผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดมีความหนืดสูง เนื่องจากไตต้องอาศัยเครือข่ายหลอดเลือดฝอยจำนวนมากในการกรองของเสีย การไหลเวียนของเลือดที่ติดขัดจึงทำให้ไตขาดออกซิเจนและทำงานได้ลดลง

  • พลังงานสูงก่อโรคไตจากความอ้วน: ชานม 1 แก้วให้พลังงานสูงเทียบเท่ากับข้าวสวยหลายถ้วย การบริโภคติดต่อกันเป็นเวลานานทำให้น้ำหนักตัวเกินและเกิดโรคอ้วน ซึ่งภาวะอ้วนจะบีบให้หน่วยไตต้องทำงานหนักเกินไป (Hyperfiltration) เร่งให้หน่วยไตเสื่อมและแข็งตัวเร็วขึ้น อีกทั้งความอ้วนยังนำมาซึ่งโรคความดันโลหิตสูงและไขมันในเลือดสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคไตเรื้อรัง

4. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่มีความเข้มข้นสูง

  • สารพิษทำลายเซลล์ไตโดยตรง: เมื่อแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกาย จะถูกย่อยสลายที่ตับเป็นหลัก แต่สารที่ได้จากกระบวนการเผาผลาญ เช่น อะเซทัลดีไฮด์ (Acetaldehyde) จะเดินทางผ่านกระแสเลือดไปยังไต สารเหล่านี้มีพิษต่อเซลล์โดยตรง โดยจะเข้าไปทำลายเซลล์บุผิวของท่อไต ขัดขวางการดูดซึมกลับของน้ำและสารอิเล็กโทรไลต์ นอกจากนี้การดื่มแอลกอฮอล์เป็นเวลานานยังทำให้ร่างกายขาดน้ำ ปัสสาวะมีความเข้มข้นสูงขึ้น และเพิ่มภาระหนักให้แก่ไต

  • ความดันโลหิตผันผวนทำลายหลอดเลือดไต: แอลกอฮอล์มีฤทธิ์ขยายหลอดเลือดในระยะแรกและจะหดตัวลงในระยะต่อมา ทำให้ความดันโลหิตแปรปรวนอย่างรุนแรง หลอดเลือดในไตมีความบอบบางและไวต่อการเปลี่ยนแปลงของความดันโลหิตสูง การผันผวนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งจะทำลายผนังเซลล์ของหน่วยไต ทำให้โปรตีนรั่วไหลออกมากับปัสสาวะ (Proteinuria) ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนแรกเริ่มของอาการไตเสื่อม

5. เครื่องดื่มเกลือแร่และเครื่องดื่มชูกำลัง

  • ได้รับสารอิเล็กโทรไลต์มากเกินไป: เครื่องดื่มเกลือแร่ถูกออกแบบมาเพื่อทดแทนโซเดียมและโพแทสเซียมที่สูญเสียไปจากการออกกำลังกายอย่างหนัก แต่สำหรับผู้ที่ไม่ได้สูญเสียเหงื่อในปริมาณมาก การดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้เป็นประจำจะทำให้ระดับแร่ธาตุในร่างกายสูงเกินไป ไตต้องทำงานหนักเพื่อขับไอออนส่วนเกินออก นำไปสู่ความผิดปกติของท่อไตและภาวะเกลือแร่ไม่สมดุล

  • คาเฟอีนเร่งขับน้ำทำให้ร่างกายขาดน้ำ: เครื่องดื่มชูกำลังมักมีส่วนผสมของคาเฟอีนในปริมาณสูงเพื่อกระตุ้นความตื่นตัว คาเฟอีนมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอย่างรุนแรง ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็ว หากดื่มในปริมาณมากโดยไม่ดื่มน้ำสะอาดทดแทน จะส่งผลให้ปัสสาวะเข้มข้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต และลดปริมาณเลือดที่ไหลเวียนไปเลี้ยงไต

แนวทางการดูแลและปกป้องสุขภาพไต

การดูแลรักษาไตไม่จำเป็นต้องงดเว้นเครื่องดื่มที่มีรสชาติทั้งหมดอย่างเด็ดขาด หัวใจสำคัญคือการควบคุมความถี่และปริมาณในการบริโภค โดยมีหลักปฏิบัติดังนี้:

  • ใช้น้ำสะอาดเป็นหลัก: น้ำเปล่าบริสุทธิ์คือสิ่งที่ดีที่สุดในการรักษาฟังก์ชันการทำงานของไตให้เป็นปกติ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอในแต่ละวัน

  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม: มองเครื่องดื่มรสหวานหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นเพียงของว่างนานๆ ครั้ง ไม่ใช่สิ่งจำเป็นที่ต้องดื่มทุกวัน

  • อ่านฉลากโภชนาการ: สร้างนิสัยตรวจสอบส่วนประกอบหลัก เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมเรียบง่ายและมีสารเจือปนน้อยที่สุดเพื่อลดความเสี่ยงต่อร่างกาย

การควบคุมพฤติกรรมการบริโภคและการรักษาสมดุลในการใช้ชีวิต คือหนทางที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการรักษาความแข็งแรงของไตและสุขภาวะโดยรวมของร่างกาย

(หมายเหตุ: ข้อมูลทางการแพทย์ดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นข้อมูลความรู้ทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์ การวินิจฉัย หรือการรักษาโรค หากมีอาการผิดปกติทางร่างกายควรพบแพทย์ในสถานพยาบาลทันที)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...