โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

เห็นคุณค่ากับทุกโอกาสที่เข้ามาเสมอ คุยกับ Homeless Makeup เมคอัพอาร์ทติสดาวรุ่ง ที่ I Love My Job

TODAY

อัพเดต 18 ก.ค. เวลา 06.17 น. • เผยแพร่ 18 ก.ค. เวลา 06.17 น. • TODAY

เราอาจจดจำใบหน้าที่สวยงามของดารานักแสดงได้ดี แต่แทบไม่เคยจำมือของคนที่ทำให้ใบหน้านั้นงดงามขึ้นมา โลกของความงามก็เป็นแบบนั้นเสมอ ผู้คนจดจำภาพสุดท้ายบนพรมแดง หน้าปกนิตยสาร จอทีวี ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหวตรงหน้า มากกว่าชั่วโมงนับไม่ถ้วนที่ใครบางคนใช้ศึกษาสี แสง ผิว และอารมณ์ เพื่อทำให้ทุกอย่างดูสวยงามชวนมองและน่าหลงใหล

บางอาชีพทำให้คนเป็นที่จดจำ ขณะที่บางอาชีพทำให้คนอื่นถูกจดจำแทน แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทุกคนถูกมองเห็นได้ อาชีพอย่าง เมคอัพอาร์ทติสท์ ถูกพูดถึงและใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะใครที่มีฝีมือโดดเด่น

ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา วงการเมคอัพอาร์ทติสท์ในไทย ฉายภาพไปที่ช่างแต่งหน้าคนหนึ่งที่มาแรง ด้วยสไตล์การแต่งหน้าที่ดูสดใส เป็นธรรมชาติ ดึงเน้นความสวยของเจ้าของใบหน้าแต่ละคนได้อย่างมีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นลุคอันโด่งดังหลายต่อหลายครั้งที่เขาแต่งให้ดารานักแสดงดัง ไม่ว่าจะเป็น ‘หลิงหลิง คอง’ ‘โบว์ เมลดา’ ฯลฯ ก็มักออกมาในแบบสะกดสายตาผู้ชม และลายเซ็นที่เห็นชัดนั้น คือ ผลงานแต่งหน้าของเมคอัพอาร์ทติสท์ Gen Z ดาวรุ่งในวัย 28 ปี ในฉายานาม Homeless Makeup

TODAY Bizview ได้พูดคุยกับ ‘ธนโชค สิริวีระพันธุ์’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘โฮม’ หรือ Homeless Makeup ช่างแต่งหน้าที่วันนี้ไม่ได้มีดีกรีแค่ในไทย แต่ยังได้ก้าวไปยืนอยู่หลังเวทีแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ระดับโลกอย่าง Dior และ Chanel ในปารีสมาแล้ว

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ เส้นทางของโฮมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และไม่ได้เริ่มต้นจากความบังเอิญ

[ เด็กสมาธิสั้นที่ใช้ศิลปะ ‘ขัดเกลา’ ตัวเอง จากพู่กันวาดรูป สู่แปรงแต่งหน้า ]

ย้อนกลับไปในวัยเด็ก น้อยคนจะรู้ว่า ‘โฮม’ เคยเป็นเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นอย่างหนัก จนเคยถูกให้ออกจากโรงเรียนเดิม ต้องย้ายกลับไปเรียนโรงเรียนแถวบ้าน และต้องกินยาเพื่อควบคุมอาการ

“ตอนนั้นควบคุมตัวเองไม่ได้เลย” โฮมเล่าย้อนถึงวันวาน จนกระทั่งคุณหมอแนะนำให้พ่อแม่หากิจกรรมที่ทำให้เขาได้โฟกัสกับอะไรสักอย่าง และศิลปะกับการวาดรูปก็กลายเป็นคำตอบ มันช่วยให้เขานิ่งขึ้นและจดจ่อกับสิ่งหนึ่งจนสำเร็จได้เป็นครั้งแรก

พรสวรรค์ด้านนี้เริ่มฉายแววตั้งแต่เขาอยู่ชั้น ป.3 เมื่อคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดวาดรูประดับจังหวัดในหัวข้อเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้สำเร็จ นั่นคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ปูทางให้ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไปตลอด

“ศิลปะการวาดรูปทำให้โฮมนิ่ง แล้วก็สามารถแบบเป็นผู้เป็นคนได้มากขึ้น” โฮม กล่าว

ความสนใจในการแต่งหน้าของโฮมเริ่มก่อตัวขึ้นตอนเรียนมัธยมปลายที่สาธิตศิลปากร ด้วยแรงบันดาลใจจากคุณครูสอนติวศิลปะที่ชอบแต่งหน้าและมักเปิดรายการของ ‘พี่โมเม’ (โมเมพาเพลิน) ให้ดูอยู่บ่อยๆ

ปัญหาคือ ตอนนั้นเขาไม่มีงบซื้อเครื่องสำอางราคาแพง โฮมจึงใช้ทักษะที่มีอยู่แล้วมาแก้ปัญหา นั่นคือเอาพู่กันวาดรูปและดินสอ EE มาประยุกต์ใช้แต่งหน้าและเขียนคิ้วให้เพื่อน พร้อมฝึกฝนจากคลิป YouTube จนฝีมือเริ่มเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อนผู้หญิงที่โรงเรียน

หลังจบมัธยม โฮมเข้าเรียนต่อคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกทัศนศิลป์ โดยตั้งเป้าไว้ว่าอยากเป็นคนเก่งที่ทั้งตลกและมีกิจกรรมทำตลอดเวลา ตามแบบไอดอลอย่างแก๊ง ‘เทยเที่ยวไทย’ และสุดท้ายเขาก็จบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1

ส่วนที่มาของชื่อ Homeless Makeup นั้น เกิดขึ้นตอนที่เขาเป็นพิธีกรในกิจกรรมของมหาวิทยาลัยและอยากได้ชื่อที่จดจำง่าย มีคอนเซปต์แบบงานศิลปะ

จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อไม่มีงานรับปริญญาให้ทำ โฮมเริ่มหันมาแต่งหน้าตัวเองเป็นคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดีย โดยใช้ศิลปะเชิงแนวคิด Conceptual Art มาสื่อสารประเด็นทางสังคมและการเมือง เช่น การแต่งหน้าเป็นพระ หรือแต่งหน้าตามกระแสสังคมต่างๆ จนเริ่มมีคนพูดถึง

[ เริ่มแต่งหน้าดาราคนแรก ก่อนจะค่อยๆ จับทางว่ามาด้านนี้แล้วนำเงินไปเรียนแต่งหน้าเฉพาะทาง ]

ดาราคนแรกที่ ‘โฮม’ 1ด้มีโอกาสแต่งหน้าให้คือ มิน พีชญา ซึ่งไปเห็นผลงานของเขาผ่านทาง Instagram หลังจากนั้นชื่อของเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ จากการได้แต่งหน้าให้ศิลปินวง PiXXiE และการร่วมงานกับ ‘หลิงหลิง คอง’ ที่กลายเป็นไวรัลในเวลาต่อมา

แต่โฮมไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพื่อยกระดับฝีมือให้ไปถึงมาตรฐานสากล เขาตัดสินใจทุ่มเงินเก็บกว่า 100,000 บาท บินไปเรียนแต่งหน้าที่เกาหลีเป็นเวลา 5 วัน เพื่ออัปเกรดทักษะตัวเองอย่างจริงจัง

“ต้นทุนของช่างแต่งหน้าคือฝีมือ เพราะมันคืองานเพนต์อย่างหนึ่งเลย” ‘โฮม’ กล่าว

ความมุ่งมั่นนี้เองที่พาเขาก้าวเข้าสู่สนามแฟชั่นระดับโลกผ่านงาน Fashion Week ที่ปารีส โดยได้รับโอกาสจากแบรนด์ใหญ่อย่าง Dior และ Chanel

[ เมื่องานใหญ่ขึ้น ต้องทำการบ้านหนักขึ้น ]

พองานเริ่มโตขึ้นเป็นระดับสากล วิธีทำงานของ ‘โฮม’ ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย เขาบอกว่าสิ่งที่ทำให้เขายืนอยู่ในสนามนี้ได้คือการทำการบ้านอย่างหนัก ศึกษา DNA และประวัติศาสตร์ของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมลุคของแต่ละแบรนด์ถึงออกมาเป็นแบบนั้น

อย่าง Chanel เขาต้องเข้าใจว่าแบรนด์เกิดในยุค 1920 ที่ผู้หญิงต้องการปลดปล่อยตัวเองจากคอร์เซต DNA ของแบรนด์จึงเน้นความสบาย มีความขบถแบบมาสคูลีน ส่วน Dior ต้องรู้จักยุค ‘New Look’ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เน้นโชว์สรีระและเอวคอด แม้ปัจจุบันดีไซเนอร์คนใหม่จะปรับให้ดูชิคและขบถขึ้น แต่ก็ยังรักษาความสง่างามดั้งเดิมไว้

นอกจากอ่านและฟังพอดแคสต์ โฮมยังค้นหา DNA เฉพาะของแต่ละแบรนด์ ก่อนจะมาคิดต่อว่าจะใส่ ‘ลูกเล่น’ อะไรลงไปให้ลุคตอบโจทย์คอลเลกชันล่าสุดที่สุด

อีกเทคนิคที่เขาทำแทบทุกครั้งคือ การพยายามเข้าไปในห้องฟิตติ้งเพื่อดูฟีลลิ่งของเสื้อผ้าจริง เพราะการบรีฟงานที่ส่งต่อกันมาหลายทอดอาจทำให้รายละเอียดตกหล่นได้ การเห็นชุดจริงช่วยให้เขาวางแผนแต่งหน้าได้แม่นยำ ไม่ต้องมาคิดหน้างานให้เสียเวลา

แม้กระทั่งการแต่งตัวของตัวเขาเองไปงาน เขาก็ยังเลือกให้มีกลิ่นอายใกล้เคียงกับสไตล์ของแบรนด์ เพื่อสื่อว่าเขาเข้าใจคุณค่าของแบรนด์นั้นจริงๆ

“การไป Fashion Week มันเหมือนสายสะพายไทยแลนด์อย่างหนึ่ง” โฮม กล่าว

ด้วยความทุ่มเทนี้ โฮมเคยวิ่งงานสูงสุดถึง 8 งานในหนึ่งวัน ตั้งแต่ตี 2 ยันสองทุ่ม เพราะให้ความสำคัญกับทุกโอกาสที่เข้ามา

[ คอนเทนต์คือพลัง ไม่ใช่แค่การโฆษณาตัวเอง ]

นอกจากฝีมือแต่งหน้า อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชื่อของ Homeless Makeup ติดตลาดเร็วขนาดนี้ คือการทำคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โฮมเล่าว่าเขาเริ่มสร้างตัวตนในโลกออนไลน์อย่างจริงจังช่วงล็อกดาวน์ปี 2019 คอนเทนต์ยุคแรกๆ

เกิดจากการนำของเหลือจากงานธีสิสที่เขาแต่งหน้าตัวเองเป็นคำศัพท์ต่าง ๆ มาถ่ายเป็นภาพวิชวล ก่อนจะขยายไปสู่การใช้ศิลปะเชิงแนวคิด Conceptual Art สื่อสารประเด็นสังคมและการเมือง

เช่น ลุคที่ล้อกระแสการเมืองด้วยการเขียนคำว่า “Freedom of Speech” บนใบหน้าสไตล์ Cruella การแต่งหน้าเป็น “พระ” หรือ “ขนมอาลัวพระ” เพื่อตั้งคำถามกับขอบเขตระหว่างศิลปะกับศาสนา ไปจนถึงลุคที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัวอย่างกระเบื้องวัดโพธิ์ หรือช่อดอกไม้วันวาเลนไทน์

พอก้าวไปสู่เวทีระดับโลกอย่างแฟชั่นวีค วิธีทำคอนเทนต์ของโฮมก็ต้องปรับให้เป็นมืออาชีพและไวขึ้นตามไปด้วย เขาเน้นการเสิร์ฟคอนเทนต์แบบเรียลไทม์เพื่อให้ทันกระแสของแฟนคลับและสื่อต่างประเทศ พร้อมเตรียมคอนเทนต์สำรองไว้เยอะมากตั้งแต่อยู่เมืองไทย

เพื่อให้พร้อมปรับใช้ได้ทันทีแม้หน้างานจะมีเวลาให้เพียงไม่กี่วินาที ไอเดียเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากการติดตามนางงามอย่าง น้ำตาล ชลิตา หรือ มารีญา ที่ต้องมีคอนเทนต์ตั้งแต่ Airport Look ไปจนถึงระหว่างทาง

เพื่อให้ศิลปินที่เขาแต่งหน้าให้ได้ยอดเข้าถึงที่ดีที่สุด บ่อยครั้งที่โฮมต้องนั่งตัดคลิปอยู่บนรถหรือระหว่างพัก เพราะรู้ดีว่ากระแสในโซเชียลมีเดียมีอายุสั้นแค่ราว 7 วัน จึงต้องรีบเสิร์ฟคอนเทนต์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

สำหรับ ‘โฮม’ เป้าหมายของการทำคอนเทนต์ไม่ใช่แค่การสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง แต่คือการสื่อสารความเป็นจริงของอาชีพนี้ เขาใช้ TikTok เป็นช่องทางหลักในการโชว์เบื้องหลังที่มีทั้งความกดดัน การเตรียมตัว และความเหนื่อยยาก ไม่ได้หรูหราอย่างที่หลายคนคิด

นอกจากนี้ เขายังทำคอนเทนต์แนว How to แชร์เทคนิคการแต่งหน้า ซึ่งไปในตัวก็เป็นการเก็บบันทึกช่วงชีวิตวัยทำงานของตัวเองไปด้วย และเชื่อว่าคอนเทนต์เหล่านี้อาจเป็นแรงผลักดันให้อุตสาหกรรมความงามของไทยพัฒนาต่อไปได้

“การทำคอนเทนต์คือพลังที่ทำให้มีแรงสู้กับงานต่อ” คือสิ่งที่โฮมนิยามมันไว้ และมันก็เป็นเหมือนอีกหนึ่งพื้นที่ที่ให้เขาได้แสดงศักยภาพด้านศิลปะที่รักอย่างเต็มที่ ไม่ต่างจากการหยิบแปรงขึ้นมาแต่งหน้าให้ใครสักคน

[ คนใช้แรงงาน ที่มองงานบริการด้วยความเข้าใจ ]

แม้จะยืนอยู่หลังเวทีแฟชั่นระดับโลก แต่สิ่งที่ทำให้คุยกับโฮมแล้วรู้สึกได้ถึงความถ่อมตัวคือมุมมองที่เขามีต่ออาชีพตัวเอง เขาไม่ได้มองว่าช่างแต่งหน้าเป็นอาชีพที่หรูหราหรือไฮโซ แต่นิยามตัวเองว่าเป็น “คนใช้แรงงานคนหนึ่ง” ที่เอาแรงไปแลกเงินมา

และพยายามสื่อสารผ่านคอนเทนต์อยู่เสมอว่าอาชีพนี้ไม่ได้สบายหรือติดหรูอย่างที่หลายคนคิด แต่มีรายละเอียดและความกดดันซ่อนอยู่เบื้องหลังมากมาย

ในช่วงสร้างตัว เขายึดคติ “ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน” มองว่าทุกงานที่ผ่านเข้ามาคือโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง แม้จะเป็นงานฟรีหรือราคาถูก เขาก็สู้เต็มที่เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุดเสมอ

“โฮมเป็นคนไม่เลือกงาน ไม่ยากจน เพราะโฮมรู้สึกว่าโฮมเห็นคุณค่าในโอกาสมากๆ” ‘โฮม’ กล่าว

[ ความโชคดีที่ไม่มีใครเลือกได้ พ่อแม่ที่เปิดกว้าง ]

และส่วนหนึ่งของการเป็น ‘โฮม’ ในวันนี้ เขาบอกว่าตัวเองโชคดีมากที่มีพ่อแม่ที่เปิดกว้างและซัพพอร์ตตัวตนของเขาอย่างไม่มีเงื่อนไขมาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นตัวของตัวเองแบบนี้มาตั้งแต่เกิด

และไม่เคยมีช่วงไหนที่พ่อแม่ไม่ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น แม้แต่ตอนเด็กๆ ที่เอาผ้าถุงมานุ่งเดินแบบให้แม่ดู ก็ไม่มีใครว่าอะไรเลย ความเข้าใจของครอบครัวทำให้เขาไม่ต้องใช้ชีวิตแบบ ‘สองบุคลิก’ หรือคอยปกปิดตัวตนจากใคร

ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ แม้พื้นฐานครอบครัวจะเป็นสายข้าราชการที่มักคาดหวังให้ลูกหลานเดินตามรอย แต่พ่อแม่ของโฮมกลับส่งเสริมทุกอย่างที่เขาอยากเรียน ไม่ว่าจะเป็นวาดรูป การแสดง หรือรำโขน โฮมมองว่านี่คือความโชคดีที่สวนทางกับยุคสมัย

เพราะพ่อแม่ของเขาอยู่ในเจนเนอเรชันเบบี้บูมเมอร์ ซึ่งคนรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่มักกีดกันไม่ให้ลูกเรียนศิลปะเพราะกลัวว่าจะ “ไม่มีกิน” แต่พ่อแม่เขากลับไม่เคยกดดัน ไม่เคยเปรียบเทียบกับลูกบ้านอื่น และไม่เคยบังคับให้เรียนพิเศษ

“ถ้าเด็กไม่ถูกกดดันและใฝ่เอง มันจะพัฒนาได้ดีกว่า” คือสิ่งที่โฮมเชื่อ และเขามองว่าผลการเรียนเกียรตินิยมอันดับ 1 ของตัวเองคือบทพิสูจน์ ทุกวันนี้ความสุขและการเยียวยาจิตใจของเขาคือการได้อยู่กับพ่อแม่ พาท่านไปกินข้าวหรือไปเที่ยว ซึ่งเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เขากลับมาทำงานต่อได้เสมอ

แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นความสำเร็จที่ไหลเข้ามาก็มาพร้อมราคาที่ต้องจ่าย หลังทำงานหนักเกินไปจนสุขภาพพัง ทั้งกรวยไตอักเสบและความดันสูง โฮมจึงหันมายึดหลัก “ทางสายกลาง” มากขึ้น เรียนรู้ที่จะบริหารจัดการคิวงานผ่านผู้ช่วย เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนและดูแลตัวเองมากขึ้น เพราะถ้าสุขภาพเสีย งานที่รักก็ทำต่อไม่ได้อยู่ดี

“เดินทางสายกลางอ่ะตามพระพุทธเจ้าท่านว่า ตึงเกินไปก็ขาด หย่อนเกินไปก็ไม่ดี สายกลางดีที่สุด” ‘โฮม’ กล่าว

ส่วนเรื่องเป้าหมายในอนาคต โฮมกลับมีมุมมองที่แตกต่างจากคนทำงานทั่วไป เขาไม่กล้าตั้งเป้าหมายระยะไกลเกินไป เพราะเชื่อว่ามันจะกลายเป็นความกดดันที่ทำให้สร้างผลงานสนุกๆ ออกมาไม่ได้ เขายึดหลักพุทธศาสนาเรื่องการอยู่กับปัจจุบัน ทำวันนี้ให้ดีที่สุดโดยไม่ยึดติดกับอดีตหรือกังวลกับอนาคตมากเกินไป

แม้จะไม่ชอบวางแผนไกลๆ แต่โฮมก็มีความฝันที่ชัดเจนอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือการได้มีโอกาสแต่งหน้าให้ ลิซ่า (LISA) ศิลปินระดับโลกที่เขาชื่นชอบ หากมีโอกาสได้ร่วมงานกันจริง เขามองว่านั่นจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับตัวเอง

สำหรับเขา งานระดับสากลอย่างแฟชั่นวีคไม่ได้เป็นแค่ผลงาน แต่เปรียบเสมือน ‘สูติบัตร’ หรือ Legacy ที่เขาอยากทิ้งไว้ให้โลกได้เห็น เพราะเขาเชื่อว่าคุณค่าของการมีชีวิตอยู่คือการสร้างคุณค่าต่อไปเรื่อยๆ

ในด้านธุรกิจ โฮมเริ่มต่อยอดจากอาชีพช่างแต่งหน้าสู่คอลแลปฯ และการทำแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเองแล้วเช่นกัน จุดเริ่มต้นมาจาก ‘น้องเลิฟ’ เพื่อนร่วมงานที่คุ้นเคยกันมากว่า 6 ปี ที่ชวนเขามาพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มร่วมกันอย่าง twentywendy x homeless makeup ที่ออกสินค้าอย่าง คอลเลคเตอร์ 3 สี ผิวสวยก่อนแต่งหน้า

ก่อนจะมาถึงโปรเจกต์ในการสร้างแบรนด์ใหม่ในชื่อ BEAUTERRY โดยโฮมเป็นตัวตั้งตัวตีในการขับเคลื่อนแบรนด์

‘โฮม’ เล่าว่าการทำเครื่องสำอางเป็นเหมือน “A Whole New World” ที่แตกต่างจากการแต่งหน้าหรือทำคอนเทนต์อย่างสิ้นเชิง เพราะมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนกว่ามาก เขาต้องลงไปมีส่วนร่วมตั้งแต่หาโรงงานไปจนถึงคัดเลือกฟอร์มูล่าร่วมกับทีมงาน

โดยตั้งโจทย์ให้ผลิตภัณฑ์ดูเด็กและสดชื่น ตอบโจทย์เทรนด์ความงามยุคนี้ที่ทุกคนอยากดูสดใสในทุกช่วงวัย พร้อมแก้โจทย์ที่ยากที่สุดคือการทำให้เครื่องสำอางทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นแบบไทย ให้ลุคที่ดูสดใสเป็นธรรมชาติแต่ยังคงติดทนนาน ผลตอบรับที่ได้ก็ถือว่าคุ้มค่ากับความพยายาม อย่างบลัชออนเบอร์ 2 ที่ขายหมดอย่างรวดเร็ว

สุดท้ายนี้ ‘โฮม’ ให้กำลังใจคนทำงานไว้ว่า “หาอะไรอร่อยกินแล้วกันฮีลใจ อย่าไปย้ำคิดย้ำทำ เพราะยิ่งเราจดจ่อ ตัวเราก็จะเครียดเอง พาตัวเองไปหากิจกรรมที่ชอบ อย่าได้กลัว มันจะช่วยให้เรามีกำลังใจที่อยากจะไปทำงานต่อ”

แม้จะเดินทางมาไกลถึงขนาดนี้ โฮมก็ยังคงถ่อมตัวและไม่กล้านิยามตัวเองว่าประสบความสำเร็จแล้ว สำหรับเขา ความสำเร็จคือการได้รับ ‘โอกาส’ จากผู้ใหญ่และคนรอบข้าง และสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ คือการทำวันนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนที่เขาทำมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่หยิบพู่กันขึ้นมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...