เห็นคุณค่ากับทุกโอกาสที่เข้ามาเสมอ คุยกับ Homeless Makeup เมคอัพอาร์ทติสดาวรุ่ง ที่ I Love My Job
เราอาจจดจำใบหน้าที่สวยงามของดารานักแสดงได้ดี แต่แทบไม่เคยจำมือของคนที่ทำให้ใบหน้านั้นงดงามขึ้นมา โลกของความงามก็เป็นแบบนั้นเสมอ ผู้คนจดจำภาพสุดท้ายบนพรมแดง หน้าปกนิตยสาร จอทีวี ภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหวตรงหน้า มากกว่าชั่วโมงนับไม่ถ้วนที่ใครบางคนใช้ศึกษาสี แสง ผิว และอารมณ์ เพื่อทำให้ทุกอย่างดูสวยงามชวนมองและน่าหลงใหล
บางอาชีพทำให้คนเป็นที่จดจำ ขณะที่บางอาชีพทำให้คนอื่นถูกจดจำแทน แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทุกคนถูกมองเห็นได้ อาชีพอย่าง เมคอัพอาร์ทติสท์ ถูกพูดถึงและใส่ใจมากขึ้น โดยเฉพาะใครที่มีฝีมือโดดเด่น
ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา วงการเมคอัพอาร์ทติสท์ในไทย ฉายภาพไปที่ช่างแต่งหน้าคนหนึ่งที่มาแรง ด้วยสไตล์การแต่งหน้าที่ดูสดใส เป็นธรรมชาติ ดึงเน้นความสวยของเจ้าของใบหน้าแต่ละคนได้อย่างมีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นลุคอันโด่งดังหลายต่อหลายครั้งที่เขาแต่งให้ดารานักแสดงดัง ไม่ว่าจะเป็น ‘หลิงหลิง คอง’ ‘โบว์ เมลดา’ ฯลฯ ก็มักออกมาในแบบสะกดสายตาผู้ชม และลายเซ็นที่เห็นชัดนั้น คือ ผลงานแต่งหน้าของเมคอัพอาร์ทติสท์ Gen Z ดาวรุ่งในวัย 28 ปี ในฉายานาม Homeless Makeup
TODAY Bizview ได้พูดคุยกับ ‘ธนโชค สิริวีระพันธุ์’ หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘โฮม’ หรือ Homeless Makeup ช่างแต่งหน้าที่วันนี้ไม่ได้มีดีกรีแค่ในไทย แต่ยังได้ก้าวไปยืนอยู่หลังเวทีแฟชั่นโชว์ของแบรนด์ระดับโลกอย่าง Dior และ Chanel ในปารีสมาแล้ว
แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ เส้นทางของโฮมไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และไม่ได้เริ่มต้นจากความบังเอิญ
[ เด็กสมาธิสั้นที่ใช้ศิลปะ ‘ขัดเกลา’ ตัวเอง จากพู่กันวาดรูป สู่แปรงแต่งหน้า ]
ย้อนกลับไปในวัยเด็ก น้อยคนจะรู้ว่า ‘โฮม’ เคยเป็นเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นอย่างหนัก จนเคยถูกให้ออกจากโรงเรียนเดิม ต้องย้ายกลับไปเรียนโรงเรียนแถวบ้าน และต้องกินยาเพื่อควบคุมอาการ
“ตอนนั้นควบคุมตัวเองไม่ได้เลย” โฮมเล่าย้อนถึงวันวาน จนกระทั่งคุณหมอแนะนำให้พ่อแม่หากิจกรรมที่ทำให้เขาได้โฟกัสกับอะไรสักอย่าง และศิลปะกับการวาดรูปก็กลายเป็นคำตอบ มันช่วยให้เขานิ่งขึ้นและจดจ่อกับสิ่งหนึ่งจนสำเร็จได้เป็นครั้งแรก
พรสวรรค์ด้านนี้เริ่มฉายแววตั้งแต่เขาอยู่ชั้น ป.3 เมื่อคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดวาดรูประดับจังหวัดในหัวข้อเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้สำเร็จ นั่นคือจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ปูทางให้ศิลปะกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไปตลอด
“ศิลปะการวาดรูปทำให้โฮมนิ่ง แล้วก็สามารถแบบเป็นผู้เป็นคนได้มากขึ้น” โฮม กล่าว
ความสนใจในการแต่งหน้าของโฮมเริ่มก่อตัวขึ้นตอนเรียนมัธยมปลายที่สาธิตศิลปากร ด้วยแรงบันดาลใจจากคุณครูสอนติวศิลปะที่ชอบแต่งหน้าและมักเปิดรายการของ ‘พี่โมเม’ (โมเมพาเพลิน) ให้ดูอยู่บ่อยๆ
ปัญหาคือ ตอนนั้นเขาไม่มีงบซื้อเครื่องสำอางราคาแพง โฮมจึงใช้ทักษะที่มีอยู่แล้วมาแก้ปัญหา นั่นคือเอาพู่กันวาดรูปและดินสอ EE มาประยุกต์ใช้แต่งหน้าและเขียนคิ้วให้เพื่อน พร้อมฝึกฝนจากคลิป YouTube จนฝีมือเริ่มเป็นที่ยอมรับในหมู่เพื่อนผู้หญิงที่โรงเรียน
หลังจบมัธยม โฮมเข้าเรียนต่อคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เอกทัศนศิลป์ โดยตั้งเป้าไว้ว่าอยากเป็นคนเก่งที่ทั้งตลกและมีกิจกรรมทำตลอดเวลา ตามแบบไอดอลอย่างแก๊ง ‘เทยเที่ยวไทย’ และสุดท้ายเขาก็จบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1
ส่วนที่มาของชื่อ Homeless Makeup นั้น เกิดขึ้นตอนที่เขาเป็นพิธีกรในกิจกรรมของมหาวิทยาลัยและอยากได้ชื่อที่จดจำง่าย มีคอนเซปต์แบบงานศิลปะ
จุดเปลี่ยนสำคัญมาถึงในช่วงวิกฤตโควิด-19 เมื่อไม่มีงานรับปริญญาให้ทำ โฮมเริ่มหันมาแต่งหน้าตัวเองเป็นคอนเทนต์ลงโซเชียลมีเดีย โดยใช้ศิลปะเชิงแนวคิด Conceptual Art มาสื่อสารประเด็นทางสังคมและการเมือง เช่น การแต่งหน้าเป็นพระ หรือแต่งหน้าตามกระแสสังคมต่างๆ จนเริ่มมีคนพูดถึง
[ เริ่มแต่งหน้าดาราคนแรก ก่อนจะค่อยๆ จับทางว่ามาด้านนี้แล้วนำเงินไปเรียนแต่งหน้าเฉพาะทาง ]
ดาราคนแรกที่ ‘โฮม’ 1ด้มีโอกาสแต่งหน้าให้คือ มิน พีชญา ซึ่งไปเห็นผลงานของเขาผ่านทาง Instagram หลังจากนั้นชื่อของเขาก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ จากการได้แต่งหน้าให้ศิลปินวง PiXXiE และการร่วมงานกับ ‘หลิงหลิง คอง’ ที่กลายเป็นไวรัลในเวลาต่อมา
แต่โฮมไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น เพื่อยกระดับฝีมือให้ไปถึงมาตรฐานสากล เขาตัดสินใจทุ่มเงินเก็บกว่า 100,000 บาท บินไปเรียนแต่งหน้าที่เกาหลีเป็นเวลา 5 วัน เพื่ออัปเกรดทักษะตัวเองอย่างจริงจัง
“ต้นทุนของช่างแต่งหน้าคือฝีมือ เพราะมันคืองานเพนต์อย่างหนึ่งเลย” ‘โฮม’ กล่าว
ความมุ่งมั่นนี้เองที่พาเขาก้าวเข้าสู่สนามแฟชั่นระดับโลกผ่านงาน Fashion Week ที่ปารีส โดยได้รับโอกาสจากแบรนด์ใหญ่อย่าง Dior และ Chanel
[ เมื่องานใหญ่ขึ้น ต้องทำการบ้านหนักขึ้น ]
พองานเริ่มโตขึ้นเป็นระดับสากล วิธีทำงานของ ‘โฮม’ ก็ต้องเปลี่ยนไปด้วย เขาบอกว่าสิ่งที่ทำให้เขายืนอยู่ในสนามนี้ได้คือการทำการบ้านอย่างหนัก ศึกษา DNA และประวัติศาสตร์ของแบรนด์อย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมลุคของแต่ละแบรนด์ถึงออกมาเป็นแบบนั้น
อย่าง Chanel เขาต้องเข้าใจว่าแบรนด์เกิดในยุค 1920 ที่ผู้หญิงต้องการปลดปล่อยตัวเองจากคอร์เซต DNA ของแบรนด์จึงเน้นความสบาย มีความขบถแบบมาสคูลีน ส่วน Dior ต้องรู้จักยุค ‘New Look’ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เน้นโชว์สรีระและเอวคอด แม้ปัจจุบันดีไซเนอร์คนใหม่จะปรับให้ดูชิคและขบถขึ้น แต่ก็ยังรักษาความสง่างามดั้งเดิมไว้
นอกจากอ่านและฟังพอดแคสต์ โฮมยังค้นหา DNA เฉพาะของแต่ละแบรนด์ ก่อนจะมาคิดต่อว่าจะใส่ ‘ลูกเล่น’ อะไรลงไปให้ลุคตอบโจทย์คอลเลกชันล่าสุดที่สุด
อีกเทคนิคที่เขาทำแทบทุกครั้งคือ การพยายามเข้าไปในห้องฟิตติ้งเพื่อดูฟีลลิ่งของเสื้อผ้าจริง เพราะการบรีฟงานที่ส่งต่อกันมาหลายทอดอาจทำให้รายละเอียดตกหล่นได้ การเห็นชุดจริงช่วยให้เขาวางแผนแต่งหน้าได้แม่นยำ ไม่ต้องมาคิดหน้างานให้เสียเวลา
แม้กระทั่งการแต่งตัวของตัวเขาเองไปงาน เขาก็ยังเลือกให้มีกลิ่นอายใกล้เคียงกับสไตล์ของแบรนด์ เพื่อสื่อว่าเขาเข้าใจคุณค่าของแบรนด์นั้นจริงๆ
“การไป Fashion Week มันเหมือนสายสะพายไทยแลนด์อย่างหนึ่ง” โฮม กล่าว
ด้วยความทุ่มเทนี้ โฮมเคยวิ่งงานสูงสุดถึง 8 งานในหนึ่งวัน ตั้งแต่ตี 2 ยันสองทุ่ม เพราะให้ความสำคัญกับทุกโอกาสที่เข้ามา
[ คอนเทนต์คือพลัง ไม่ใช่แค่การโฆษณาตัวเอง ]
นอกจากฝีมือแต่งหน้า อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชื่อของ Homeless Makeup ติดตลาดเร็วขนาดนี้ คือการทำคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โฮมเล่าว่าเขาเริ่มสร้างตัวตนในโลกออนไลน์อย่างจริงจังช่วงล็อกดาวน์ปี 2019 คอนเทนต์ยุคแรกๆ
เกิดจากการนำของเหลือจากงานธีสิสที่เขาแต่งหน้าตัวเองเป็นคำศัพท์ต่าง ๆ มาถ่ายเป็นภาพวิชวล ก่อนจะขยายไปสู่การใช้ศิลปะเชิงแนวคิด Conceptual Art สื่อสารประเด็นสังคมและการเมือง
เช่น ลุคที่ล้อกระแสการเมืองด้วยการเขียนคำว่า “Freedom of Speech” บนใบหน้าสไตล์ Cruella การแต่งหน้าเป็น “พระ” หรือ “ขนมอาลัวพระ” เพื่อตั้งคำถามกับขอบเขตระหว่างศิลปะกับศาสนา ไปจนถึงลุคที่ได้แรงบันดาลใจจากสิ่งรอบตัวอย่างกระเบื้องวัดโพธิ์ หรือช่อดอกไม้วันวาเลนไทน์
พอก้าวไปสู่เวทีระดับโลกอย่างแฟชั่นวีค วิธีทำคอนเทนต์ของโฮมก็ต้องปรับให้เป็นมืออาชีพและไวขึ้นตามไปด้วย เขาเน้นการเสิร์ฟคอนเทนต์แบบเรียลไทม์เพื่อให้ทันกระแสของแฟนคลับและสื่อต่างประเทศ พร้อมเตรียมคอนเทนต์สำรองไว้เยอะมากตั้งแต่อยู่เมืองไทย
เพื่อให้พร้อมปรับใช้ได้ทันทีแม้หน้างานจะมีเวลาให้เพียงไม่กี่วินาที ไอเดียเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากการติดตามนางงามอย่าง น้ำตาล ชลิตา หรือ มารีญา ที่ต้องมีคอนเทนต์ตั้งแต่ Airport Look ไปจนถึงระหว่างทาง
เพื่อให้ศิลปินที่เขาแต่งหน้าให้ได้ยอดเข้าถึงที่ดีที่สุด บ่อยครั้งที่โฮมต้องนั่งตัดคลิปอยู่บนรถหรือระหว่างพัก เพราะรู้ดีว่ากระแสในโซเชียลมีเดียมีอายุสั้นแค่ราว 7 วัน จึงต้องรีบเสิร์ฟคอนเทนต์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
สำหรับ ‘โฮม’ เป้าหมายของการทำคอนเทนต์ไม่ใช่แค่การสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง แต่คือการสื่อสารความเป็นจริงของอาชีพนี้ เขาใช้ TikTok เป็นช่องทางหลักในการโชว์เบื้องหลังที่มีทั้งความกดดัน การเตรียมตัว และความเหนื่อยยาก ไม่ได้หรูหราอย่างที่หลายคนคิด
นอกจากนี้ เขายังทำคอนเทนต์แนว How to แชร์เทคนิคการแต่งหน้า ซึ่งไปในตัวก็เป็นการเก็บบันทึกช่วงชีวิตวัยทำงานของตัวเองไปด้วย และเชื่อว่าคอนเทนต์เหล่านี้อาจเป็นแรงผลักดันให้อุตสาหกรรมความงามของไทยพัฒนาต่อไปได้
“การทำคอนเทนต์คือพลังที่ทำให้มีแรงสู้กับงานต่อ” คือสิ่งที่โฮมนิยามมันไว้ และมันก็เป็นเหมือนอีกหนึ่งพื้นที่ที่ให้เขาได้แสดงศักยภาพด้านศิลปะที่รักอย่างเต็มที่ ไม่ต่างจากการหยิบแปรงขึ้นมาแต่งหน้าให้ใครสักคน
[ คนใช้แรงงาน ที่มองงานบริการด้วยความเข้าใจ ]
แม้จะยืนอยู่หลังเวทีแฟชั่นระดับโลก แต่สิ่งที่ทำให้คุยกับโฮมแล้วรู้สึกได้ถึงความถ่อมตัวคือมุมมองที่เขามีต่ออาชีพตัวเอง เขาไม่ได้มองว่าช่างแต่งหน้าเป็นอาชีพที่หรูหราหรือไฮโซ แต่นิยามตัวเองว่าเป็น “คนใช้แรงงานคนหนึ่ง” ที่เอาแรงไปแลกเงินมา
และพยายามสื่อสารผ่านคอนเทนต์อยู่เสมอว่าอาชีพนี้ไม่ได้สบายหรือติดหรูอย่างที่หลายคนคิด แต่มีรายละเอียดและความกดดันซ่อนอยู่เบื้องหลังมากมาย
ในช่วงสร้างตัว เขายึดคติ “ไม่เลือกงาน ไม่ยากจน” มองว่าทุกงานที่ผ่านเข้ามาคือโอกาสในการเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง แม้จะเป็นงานฟรีหรือราคาถูก เขาก็สู้เต็มที่เพื่อให้ผลงานออกมาดีที่สุดเสมอ
“โฮมเป็นคนไม่เลือกงาน ไม่ยากจน เพราะโฮมรู้สึกว่าโฮมเห็นคุณค่าในโอกาสมากๆ” ‘โฮม’ กล่าว
[ ความโชคดีที่ไม่มีใครเลือกได้ พ่อแม่ที่เปิดกว้าง ]
และส่วนหนึ่งของการเป็น ‘โฮม’ ในวันนี้ เขาบอกว่าตัวเองโชคดีมากที่มีพ่อแม่ที่เปิดกว้างและซัพพอร์ตตัวตนของเขาอย่างไม่มีเงื่อนไขมาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นตัวของตัวเองแบบนี้มาตั้งแต่เกิด
และไม่เคยมีช่วงไหนที่พ่อแม่ไม่ยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น แม้แต่ตอนเด็กๆ ที่เอาผ้าถุงมานุ่งเดินแบบให้แม่ดู ก็ไม่มีใครว่าอะไรเลย ความเข้าใจของครอบครัวทำให้เขาไม่ต้องใช้ชีวิตแบบ ‘สองบุคลิก’ หรือคอยปกปิดตัวตนจากใคร
ที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ แม้พื้นฐานครอบครัวจะเป็นสายข้าราชการที่มักคาดหวังให้ลูกหลานเดินตามรอย แต่พ่อแม่ของโฮมกลับส่งเสริมทุกอย่างที่เขาอยากเรียน ไม่ว่าจะเป็นวาดรูป การแสดง หรือรำโขน โฮมมองว่านี่คือความโชคดีที่สวนทางกับยุคสมัย
เพราะพ่อแม่ของเขาอยู่ในเจนเนอเรชันเบบี้บูมเมอร์ ซึ่งคนรุ่นเดียวกันส่วนใหญ่มักกีดกันไม่ให้ลูกเรียนศิลปะเพราะกลัวว่าจะ “ไม่มีกิน” แต่พ่อแม่เขากลับไม่เคยกดดัน ไม่เคยเปรียบเทียบกับลูกบ้านอื่น และไม่เคยบังคับให้เรียนพิเศษ
“ถ้าเด็กไม่ถูกกดดันและใฝ่เอง มันจะพัฒนาได้ดีกว่า” คือสิ่งที่โฮมเชื่อ และเขามองว่าผลการเรียนเกียรตินิยมอันดับ 1 ของตัวเองคือบทพิสูจน์ ทุกวันนี้ความสุขและการเยียวยาจิตใจของเขาคือการได้อยู่กับพ่อแม่ พาท่านไปกินข้าวหรือไปเที่ยว ซึ่งเป็นพลังสำคัญที่ทำให้เขากลับมาทำงานต่อได้เสมอ
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นความสำเร็จที่ไหลเข้ามาก็มาพร้อมราคาที่ต้องจ่าย หลังทำงานหนักเกินไปจนสุขภาพพัง ทั้งกรวยไตอักเสบและความดันสูง โฮมจึงหันมายึดหลัก “ทางสายกลาง” มากขึ้น เรียนรู้ที่จะบริหารจัดการคิวงานผ่านผู้ช่วย เพื่อให้มีเวลาพักผ่อนและดูแลตัวเองมากขึ้น เพราะถ้าสุขภาพเสีย งานที่รักก็ทำต่อไม่ได้อยู่ดี
“เดินทางสายกลางอ่ะตามพระพุทธเจ้าท่านว่า ตึงเกินไปก็ขาด หย่อนเกินไปก็ไม่ดี สายกลางดีที่สุด” ‘โฮม’ กล่าว
ส่วนเรื่องเป้าหมายในอนาคต โฮมกลับมีมุมมองที่แตกต่างจากคนทำงานทั่วไป เขาไม่กล้าตั้งเป้าหมายระยะไกลเกินไป เพราะเชื่อว่ามันจะกลายเป็นความกดดันที่ทำให้สร้างผลงานสนุกๆ ออกมาไม่ได้ เขายึดหลักพุทธศาสนาเรื่องการอยู่กับปัจจุบัน ทำวันนี้ให้ดีที่สุดโดยไม่ยึดติดกับอดีตหรือกังวลกับอนาคตมากเกินไป
แม้จะไม่ชอบวางแผนไกลๆ แต่โฮมก็มีความฝันที่ชัดเจนอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือการได้มีโอกาสแต่งหน้าให้ ลิซ่า (LISA) ศิลปินระดับโลกที่เขาชื่นชอบ หากมีโอกาสได้ร่วมงานกันจริง เขามองว่านั่นจะเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับตัวเอง
สำหรับเขา งานระดับสากลอย่างแฟชั่นวีคไม่ได้เป็นแค่ผลงาน แต่เปรียบเสมือน ‘สูติบัตร’ หรือ Legacy ที่เขาอยากทิ้งไว้ให้โลกได้เห็น เพราะเขาเชื่อว่าคุณค่าของการมีชีวิตอยู่คือการสร้างคุณค่าต่อไปเรื่อยๆ
ในด้านธุรกิจ โฮมเริ่มต่อยอดจากอาชีพช่างแต่งหน้าสู่คอลแลปฯ และการทำแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเองแล้วเช่นกัน จุดเริ่มต้นมาจาก ‘น้องเลิฟ’ เพื่อนร่วมงานที่คุ้นเคยกันมากว่า 6 ปี ที่ชวนเขามาพัฒนาผลิตภัณฑ์กลุ่มร่วมกันอย่าง twentywendy x homeless makeup ที่ออกสินค้าอย่าง คอลเลคเตอร์ 3 สี ผิวสวยก่อนแต่งหน้า
ก่อนจะมาถึงโปรเจกต์ในการสร้างแบรนด์ใหม่ในชื่อ BEAUTERRY โดยโฮมเป็นตัวตั้งตัวตีในการขับเคลื่อนแบรนด์
‘โฮม’ เล่าว่าการทำเครื่องสำอางเป็นเหมือน “A Whole New World” ที่แตกต่างจากการแต่งหน้าหรือทำคอนเทนต์อย่างสิ้นเชิง เพราะมีขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนกว่ามาก เขาต้องลงไปมีส่วนร่วมตั้งแต่หาโรงงานไปจนถึงคัดเลือกฟอร์มูล่าร่วมกับทีมงาน
โดยตั้งโจทย์ให้ผลิตภัณฑ์ดูเด็กและสดชื่น ตอบโจทย์เทรนด์ความงามยุคนี้ที่ทุกคนอยากดูสดใสในทุกช่วงวัย พร้อมแก้โจทย์ที่ยากที่สุดคือการทำให้เครื่องสำอางทนต่อสภาพอากาศร้อนชื้นแบบไทย ให้ลุคที่ดูสดใสเป็นธรรมชาติแต่ยังคงติดทนนาน ผลตอบรับที่ได้ก็ถือว่าคุ้มค่ากับความพยายาม อย่างบลัชออนเบอร์ 2 ที่ขายหมดอย่างรวดเร็ว
สุดท้ายนี้ ‘โฮม’ ให้กำลังใจคนทำงานไว้ว่า “หาอะไรอร่อยกินแล้วกันฮีลใจ อย่าไปย้ำคิดย้ำทำ เพราะยิ่งเราจดจ่อ ตัวเราก็จะเครียดเอง พาตัวเองไปหากิจกรรมที่ชอบ อย่าได้กลัว มันจะช่วยให้เรามีกำลังใจที่อยากจะไปทำงานต่อ”
แม้จะเดินทางมาไกลถึงขนาดนี้ โฮมก็ยังคงถ่อมตัวและไม่กล้านิยามตัวเองว่าประสบความสำเร็จแล้ว สำหรับเขา ความสำเร็จคือการได้รับ ‘โอกาส’ จากผู้ใหญ่และคนรอบข้าง และสิ่งที่เขาทำได้ดีที่สุดในตอนนี้ คือการทำวันนี้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ เหมือนที่เขาทำมาตลอดตั้งแต่วันแรกที่หยิบพู่กันขึ้นมา