โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รร.นรต. ฟันวินัยขั้นสูงสุด "ไล่ออก" ผศ.พ.ต.อ. ผิดวินัยร้ายแรง-เป็นผู้ต้องหาคดีอาญา

The Better

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • THE BETTER
โรงเรียนนายร้อยตำรวจ  แถลงการณ์ไล่ออก “ผศ.พ.ต.อ.” อดีตอาจารย์ ผิดวินัยร้ายแรง เป็นผู้ต้องหาคดีอาญา หลังสัมภาษณ์สร้างความเสียหายต่อองค์กร และรีดเอาทรัพย์ 3 ล้านแลกไม่แฉคลิปชู้สาว

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ได้เผยแพร่แถลงการณ์ เรื่อง การลงโทษไล่ออกจากราชการและสถานภาพของ พ.ต.อ.นายหนึ่ง ระบุว่าตามที่ปรากฏข้อเท็จจริงกรณี พ.ต.อ.นายดังกล่าว อดีตข้าราชการตำรวจ ตำแหน่ง อาจารย์ (สบ 4) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญา ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติและโรงเรียนนายร้อยตำรวจอย่างรุนแรงนั้น โรงเรียนนายร้อยตำรวจขอชี้แจงข้อเท็จจริงถึงพฤติการณ์การกระทำความผิด การดำเนินการทางกฎหมาย และสถานภาพของอดีตข้าราชการตำรวจจรายดังกล่าว ดังนี้

พฤติการณ์การกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและการพ้นสภาพจากราชการ โรงเรียนนายร้อยตำรวจได้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงต่อพ.ต.อ.นายดังกล่าว จากพฤติการณ์การกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ ซึ่งนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายและลงโทษสถานหนัก ดังนี้

กรณีวินัยแรก การให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่องค์กร เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2567 ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยามีพฤติการณ์ร่วมกันแต่งเรื่องแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง เพื่อแกล้งผู้เสียหายให้ต้องรับโทษในความผิดฐานลักทรัพย์และบุกรุก การสอบสวนถึงที่สุดมีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง และปรากฏอีกว่า ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยาร่วมให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์ “โหนกระแส” เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2567 กล่าวร้ายผู้เสียหายว่ามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับผู้ถูกกล่าวหา การที่ผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการตำรวจให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า มีพฤติกรรมชู้สาวกับหญิงอื่นที่มีสามี เป็นการกระทำผิดวินัยตำรวจอย่างร้ายแรง โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสอบสวนฯ ที่ 591/2567 ลงวันที่ 29 ต.ค.2567 การสอบสวนสร็จสิ้นพิจารณาได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง แต่เคยทำประโยชน์ต่อราชการมาก่อน จึงมีคำสั่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่ 415/2569 ลงวันที่ 13 ส.ค.2569 ลงโทษ “ปลดออก” จากราชการ

กรณีวินัยที่ 2 พฤติการณ์การรีดเอาทรัพย์และการถูกดำเนินคดีอาญา จากพฤติการณ์ที่ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยาร้องทุกข์กลั่นแกล้งผู้เสียหายว่า ลักทรัพย์และบุกรุก ผู้เสียหายต้องปกป้องสิทธิของตนด้วยการไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาและภรรยาในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จฯ จนศาลอาญากรุงเทพใต้อนุมัติหมายจับ ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยา โรงเรียนนายร้อยตำรวจ จึงมีคำสั่ง ที่ 683/2567 ลงวันที่ 20 ธ.ค.2567 แต่งตั้งกรรมการสอบสวนฯ ขึ้น

จากการสอบสวนมีหลักฐานชี้ชัดว่า ผู้ถูกกล่าวหาและภรรยา มีมูลเหตุจูงใจกระทำการต่าง ๆ ดังกล่าว เพื่อเรียกรับเงินจำนวน 3 ล้านบาท แลกกับการไม่เปิดเผยคลิปวิดีโอความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างผู้ถูกกล่าวหากับผู้เสียหาย พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อศีลธรรมอันดี เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ด้วยพฤติการณ์ความผิดที่ประจักษ์ชัด ประกอบสภาพความร้ายแรงแห่งการกระทำ มูลเหตุจูงใจเกี่ยวกับเรื่องเงิน เป็นเหตุให้ไม่สามารถหยิบยกเอาการทำคุณประโยชน์ให้กับราชการมาลดหย่อนผ่อนโทษได้ ผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ จึงได้มีคำสั่งโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ที่ 462/2569 ลงวันที่ 31 ส.ค.2569 สั่งลงโทษขั้นสูงสุดให้ “ไล่ออก” จากราชการ อันส่งผลให้อดีตข้าราชการตำรวจรายนี้ พ้นสภาพจากความเป็นข้าราชการตำรวจโดยสมบูรณ์ และให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

2.พฤติการณ์คุกคาม ข่มขู่ และหมิ่นประมาทก่อนหน้าที่จะมีคำสั่งทางวินัย พ.ต.อ.นายดังกล่าว ได้ให้ภรรยามาพูดจาข่มขู่และกดดันผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจเพื่อหวังให้ตนเองไม่มีความผิด และภายหลังจากที่มีการดำเนินการทางวินัยแล้ว ปรากฎข้อเท็จจริงว่า อดีตข้าราชการตำรวจรายนี้และบุคคลใกล้ชิดได้มีพฤติการณ์กระทำการเพื่อหวังผลประวิงเวลา และกดดันกระบวนการยุติธรรมอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย ดังนี้

การสร้างข่าวสารบิดเบือนเพื่อกดดันองค์กร มีการใช้สื่อสังคมออนไลน์ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เช่น “กู้ศักดิ์ศรีให้ตำรวจ” และ “ข่าวตำรวจ No.1” ในการโพสต์ข้อความบิดเบือนและหมิ่นประมาทโจมตีผู้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง การโพสต์ข้อความข่มขู่คุกคาม เมื่อวันที่ 19 ส.ค.2569 ภรรยาของผู้ถูกกล่าวหาได้ใช้บัญชีเฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ข้อความข่มขู่หมายเอาชีวิตผู้อื่นอย่างชัดเจนว่า “มีคนจะเอาลูกตะกั่วให้พวกมึงแดก!!” ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความประพฤติชั่วร้ายแรงที่อาจกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและชีวิตของผู้อื่น

3.ความคืบหน้าในการดำเนินคดีอาญานอกเหนือจากการกระทำผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงจนนำไปสู่คำสั่งไล่ออกจากราชการแล้ว พ.ต.อ.นายดังกล่าว และคู่สมรส ยังมีพฤติการณ์กระทำผิดกฎหมายอาญา ซึ่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและบางคดีปรากฏผลการพิจารณาคดีอย่างเด็ดขาดแล้ว ดังนี้

กรณีการแจ้งความเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่น (คดีอาญาที่ 14572567 สน.พระโขนง) ผู้ถูกลงโทษและคู่สมรสได้ร่วมกันแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สน.พระโขนง ในข้อหาลักทรัพย์และบุกรุก ซึ่งต่อมาพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการได้พิจารณา พยานหลักฐานแล้ว มีความเห็นตรงกันให้ “สั่งไม่ฟ้อง” อย่างเด็ดขาด เนื่องจากไม่มีการกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ส่งผลให้คดีอาญาดังกล่าวเป็นอันถึงที่สุด

การถูกดำเนินคดีฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จฯ (คดีอาญาที่ 1497/2567 สน.พระโขนง) จากพฤติการณ์ในคดีข้างต้น ผู้เสียหายได้แจ้งความร้องทุกข์กลับ ส่งผลให้พนักงานสอบสวนสรุปสำนวน “สั่งฟ้อง” ผู้ถูกลงโทษและคู่สมรสและพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องต่อศาลอาญาแล้ว ในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนเพื่อจะแกล้งให้บุคคลใดต้องรับโทษ

คำพิพากษาศาลอาญาคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา (คดีหมายเลขดำที่ อ.3561/2567) จากพฤติการณ์ที่ผู้ถูกลงโทษและคู่สมรสได้ร่วมกันไปให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์อันทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสียชื่อเสียงนั้น เมื่อวันที่ 26 ส.ค.2569 ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดจริง โดยศาลพิพากษาลงโทษจำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน และปรับคนละ 150,000 บาท (โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 3 ปี)พร้อมทั้งมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์และเว็บไชต์ข่าวต่อเนื่อง เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าว

สิทธิประโยชน์และการคุ้มครองสิทธิตามกฎหมาย ผลจากคำสั่งลงโทษ “ไล่ออก” จากราชการ ทำให้อดีตข้าราชการตำรวจผู้นี้หมดสิทธิในการรับบำเหน็จบำนาญและสวัสดิการใดๆ จากทางราชการโดยสิ้นเชิงอย่างไรก็ตาม บุคคลผู้นี้ยังคงมีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งลงโทษต่อ คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) ได้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่ง หากประสงค์จะโต้แย้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์ สามารถนำเรื่องยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดได้ภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งหรือรับทราบคำวินิจฉัยจาก ก.พ.ค.ตร. ตามกระบวนการยุติธรรมทางปกครอง

โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ขอยืนยันการบังคับใช้กฎระเบียบอย่างเด็ดขาด หากพบข้าราชการตำรวจ ในสังกัดกระทำการประพฤติชั่วและสร้างความเสื่อมเสีย สถาบันฯ จะดำเนินการลงโทษขั้นสูงสุดโดยไม่มีการละเว้น เพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติยศขององค์กรและความเชื่อมั่นของประชาชนสืบไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...